British Medical Journal แก้ 7 ข้อความเชื่อด้านสุขภาพ + ข้อโต้แย้ง

By: kru_taweepong on Tue, 03/02/2009 - 00:30

ดร.อารอน แคร์รอล (Dr.Aaron Carroll) และ ดร.ราเชล ฟรีแมน (Dr.Rachel Vreeman) สองกุมารแพทย์จาก วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอินเดียนา (Indiana University School of Medicine) สหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลการวิเคราะห์ ข้อปฏิบัติและความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพ 7 ข้อ
เป็นรายงาน ?มายาคติทางการแพทย์?
ผ่านวารสาร บริติชเมดิคัลเจอร์นัล (British Medical Journal) ฉบับธันวาคม 2550

มีต่อ..

มีหลายความเชื่อด้านสุขภาพ ที่เข้าใจกันผิดๆ แต่ก็สอนสืบกันมา หรือเผยแพร่อย่างขาดการกลั่นกรอง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกอินเตอร์เน็ต) รวมถึง 7 ข้อ ในรายงานดังกล่าว ...

กระนั้น แพทย์ 2 ท่าน ได้ให้ความเห็นวิเคราะห์หักล้าง บางข้อของ กุมารแพทย์ 2 ท่านผู้รายงานนี้

ในฐานะผู้เผยแพร่บทความ ต้องการนำเสนอความถูกต้องที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
จึงขอนำมาลงร่วมด้วย เพื่อประกอบวิจารณญาณของผู้อ่าน

(1) มนุษย์ใช้สมองแค่ 10% เท่านั้น ?

ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 1900 เชื่อกันว่าสมองของคนเราทำงานเพียงแค่ 10% ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ใครคนหนึ่งกุขึ้น เพื่อที่จะต้องการครอบงำกลุ่มคนหมู่มาก

กระทั่งวิทยาการก้าวหน้า นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาสมองจากภาพสแกน
ก็ไม่พบว่ามีสมองส่วนไหนที่อยู่นิ่งเฉย หรือว่ามีเซลล์สมองในบริเวณไหนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
และจากการศึกษากระบวนการทางเคมีของเซลล์สมองบ่งชี้ว่าไม่มีสมองบริเวณไหนที่ไม่ทำงาน

และจากการศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับความกระทบกระเทือนที่สมองยังบ่งชี้ว่าสมองที่ถูกทำลายเกือบทั้งหมดนั้น
จะมีบริเวณจำเพาะที่เมื่อถูกทำลายแล้วจะมีผลต่อการสมรรถภาพร่างกาย

(2) ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ?

"ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าคนเราต้องการน้ำมากขนาดนั้น" ดร.ฟรีแมนระบุ ซึ่งเธอคาดว่าความเชื่อนี้มีที่มาจากสภาโภชนาการของสหรัฐฯ เมื่อปี 2548 ที่แนะนำให้ประชาชนบริโภคของเหลววันละ 8 แก้ว

ต่อมาเนื้อความ "ของเหลว" ตกหล่น เหลือจำกัดความเฉพาะแค่ "น้ำเปล่า" ไม่ได้หมายรวมถึงน้ำผัก ผลไม้ กาแฟ และของเหลวอื่นๆ เข้าไปด้วย

อีกหนึ่งต้นตอของความเชื่อนี้น่าจะมาจาก เฟรเดอริค สแทร์ (Frederick Stare) โภชนากรที่แนะนำให้ดื่มเครื่องดื่มวันละ 6-8 แก้ว ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำเปล่า ชา กาแฟ นม เบียร์ และซอฟดิงก์อื่นๆ

ต่อมาการแนะนำที่ปราศจากข้อมูลอ้างอิงของสแทร์ถูกหักล้างด้วยข้อมูลของ ไฮนซ์ วาลติน (Heinz Valtin) ที่รายงานไว้ในวารสารอเมริกันเจอร์นัลออฟฟิสิโอโลจี (American Journal of Physiology) ที่ว่าการบริโภคนม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มอื่นๆ เป็นประจำในแต่ละวันเท่านี้ร่างกายก็ได้รับของเหลวเพียงพอต่อความต้องการแล้ว

ในทางตรงกันข้าม การดื่มน้ำมากเกินไปอาจเกิด "ภาวะน้ำเป็นพิษ" (water intoxication)

ข้อโต้แย้ง

มีหลักฐานทางการแพทย์ ยืนยันว่าคนปกติต้องการน้ำมากในระดับดังกล่าว

  • น้ำระเหยจากลมหายใจ 500 cc / วัน
  • น้ำชะล้างของเสียจากไต
    กลางวัน 60 cc / ชม. = 720 cc / วัน
    กลางคืน 30 cc / ชม. = 360 cc / วัน
  • น้ำจากเหงื่อ และอื่นๆ 300 cc / วัน
    รวม 1,800 cc
    (โดยเฉพาะคนไทย ซึ่งอยู่ในเขตร้อน ร่างกายเสียน้ำได้ถึง 2,000 - 3,000 cc / วัน ในฤดูร้อน)

น้ำ 1 แก้ว ประมาณ 250 cc น้ำ 8 แก้ว ประมาณ 2,000 cc

ดังนั้น ข้อแนะนำให้ ดื่มน้ำวันละอย่างน้อย 8 แก้ว จึงถูกต้อง

และ น้ำที่ออกจากการหายใจ ก็สำคัญมาก

ทุกสายการบินแนะนำให้ ดื่มน้ำบ่อยๆ
การเดินทางด้วยเครื่องบิน ร่างกายเสียน้ำไปในรูปที่มองไม่เห็น (unpercievable water lost) มากกว่าปกติ เพราะ อากาศในเครื่องบินมันแห้งมาก
ในเครื่องบินที่ได้ระดับเพดานบิน (สูงกว่า 33,000 ฟุต) ความชื้นในอากาศมีเพียง 5% ต่ำกว่า ในทะเลทรายเสียอีก ซึ่งความชื้นในอากาศต่ำมา่ก ประมาณ 20 %

น้ำที่เสียจากการหายใจ ในกรณีนี้ อาจเสียได้ถึง 200 cc / ชม.

กรณีนั่งเครื่องบิน 6 ชั่วโมง (เช่น กรุงเทพ-ญี่ปุ่น) เสียน้ำ ในรูปที่มากไม่เห็นถึง 1,200 cc ในรูปปัสสาวะอีก 200-300 cc (ไม่มีการเสียเหงื่อ)

ขณะที่ กลไกการแลกเปลี่ยนแก๊สในปอด ต้องมีความชื้นในอากาศ (ที่เข้าถึงปอด) ระดับ 80 %

ดังนั้น การดื่มน้ำ เพื่อชดเชย จึงสำคัญ

ที่มา ตำรา physiology ด้าน renal, fluid therapy ทุกเล่ม

-- แพทย์ นามปากกา แมวเหมียวพุงป่อง

หากแม้ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมากแบบผิดปกติก็ตาม แต่ก็ ไม่ใช่ว่ายิ่งดื่มน้ำน้อยแล้วดี
ดื่มน้อยเกินไปก็มีผลเสียเช่นกัน
เช่น ถ้าช่องปากและช่องคอแห้ง เชื้อโรคจะเติบโตได้ดี ก่อให้เกิดกลิ่นปากรูปแบบหนึ่ง ทำให้เป็นโรคง่าย และหากมีแผลจะปากจะยิ่งอักเสบ

และ จงอย่ากลัวดื่มน้ำเพราะกลัวภาวะน้ำเป็นพิษ
ภาวะนี้ไม่เกิดง่าย ไม่พบในคนปกติ เพราะเมื่อดื่มน้ำเกินจำเป็น ร่างกายจะกำจัด (ปัสสาวะ) ได้หมด
แต่ผู้มีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น เฉพาะบางกรณีพิเศษ เช่น
กรณีผู้เสียเหงื่อดื่มน้ำเปล่าแทนที่จะดื่มน้ำเกลือแร่ เมื่อร่างกายขาดทั้งน้ำและเกลือแร่ ทว่ากินแต่น้ำ ยิ่งทำให้ความเข้มข้นในเลือดน้อยลงไปอีก จึงเกิดภาวะช็อก ฯลฯ

ดูเพิ่ม Water intoxication

-- ผู้เผยแพร่

(3) แม้ตายไปแล้ว แต่เล็บและเส้นผมยังคงงอก ?

ผู้แต่งหนังสือเรื่อง "แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง" (All Quiet On The Western Front) บรรยายไว้ว่าเล็บของเพื่อนคนหนึ่งยาวขึ้นหลังจากพิธีฝังศพผ่านไปแล้ว
จอห์นนี คาร์สัน (Johnny Carson) นำความเชื่อนี้มาเขียนเป็นเรื่องขำขันจนกลายเป็นความเชื่ออมตะว่า หลังจากตายไปแล้ว 3 วัน ผมและเล็บของเราจะงอกใหม่

แพทย์ส่วนใหญ่คิดว่านี่เป็นเรื่องจริงในตอนแรก แต่เมื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วนจะเห็นว่า
ที่จริงแล้วขณะที่ศพกำลังแห้งลง เนื้อเยื่อส่วนที่นุ่มอย่างผิวหนังก็จะหดตัว ทำให้เผยชิ้นส่วนของเล็บมากขึ้น
ทำให้ดูว่ายาวออกมา เช่นเดียวกันเส้นผม
ซึ่งจะสังเกตเห็นผิวหนังหดตัวได้น้อยกว่า

ที่สำคัญฮอร์โมนที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้ผมและเล็บยาวนั้นไม่มีทางทำงานหลังจากเจ้าของร่างสิ้นใจไปแล้วแน่นอน

(4) ผมหรือขนงอกเร็วกว่าเก่าเมื่อโกน แถมหยาบและสีเข้มขึ้นด้วย ?

ปี 2471 นักวิทยาศาสตร์ทดลองโกนผมแล้วเปรียบเทียบผมที่งอกใหม่กับผมที่ไม่ได้โกน
ผลปรากฏว่าผมที่งอกขึ้นมาแทนผมที่ถูกโกนไปก่อนหน้านั้นไม่ได้มีสีเข้มหรือเส้นหนา หรืองอกเร็วไปกว่าผมปกติเลย
การทดลองครั้งหลังๆ ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน

ที่จริงแล้วเมื่อผมถูกโกนและงอกใหม่เป็นครั้งแรก จะยังเป็นเส้นผมทื่อๆ ตรงส่วนปลาย แต่เมื่อผ่านไปนานวันเข้า ปลายผมที่เคยแข็งทื่อก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพและอ่อนนุ่มขึ้น
ส่วนที่มองเห็นเป็นสีเข้มกว่าปกติ เนื่องจากว่าในตอนแรกผมเส้นนั้นยังไม่ถูกแดดเผาทำลายให้สีซีดจางลง

(5) อ่านหนังสือในที่แสงน้อยทำให้สายตาเสีย ?

เรื่องนี้เป็นที่เชื่อถือกันอย่างแพร่หลาย และผู้ใหญ่ก็มักจะห้ามไม่ให้เด็กๆ อ่านหนังสือในที่มืดหรือที่ที่มีแสงน้อย มิฉะนั้นแล้วจะสายตาสั้นและต้องสวมแว่น เป็นต้น

ความเชื่อนี้น่าจะมาจากจักษุแพทย์ที่บอกว่าหากใช้สายตาในที่แสงสว่างน้อยกว่าปกติจะมีผลต่อการรับภาพของประสาทตา ทำให้อัตราการกระพริบตาลดลง ตาแห้งและระคายเคือง

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนักวิจัยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านดวงตายังไม่พบหลักฐานชี้ชัดว่าการอ่านหนังสือในที่มืดจะทำลายสุขภาพตาอย่างถาวร

แต่อย่างไรก็ตาม ก็สามารถทำให้ดวงตาย่ำแย่และการมองเห็นด้อยลงเป็นเวลาชั่วครั้งชั่วคราวได้

(6) รับประทานไก่งวงทำให้ง่วงนอน ?

เดิมทีแพทย์และนักวิจัยต่างก็เชื่อว่าหากรับประทานไก่งวงแล้วจะรู้สึกง่วงนอน แต่พบว่าสารทริปโตแฟน (tryptophan) ในไก่งวงนั่นเองที่เป็นสาเหตุให้ผู้ที่รับประทานไก่งวงรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน

ทว่าในไก่งวงไม่ได้มีทริปโตแฟนมากไปกว่าไก่ทั่วไปหรือเนื้อวัวเลย มีเท่าๆ กันประมาณ 350 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 115 กรัม ขณะที่แหล่งโปรตีนอื่นๆ อย่างเนื้อหมูหรือชีสมีทริปโตแฟนมากกว่าไก่งวงเสียอีกเมื่อเทียบเป็นน้ำหนัก

เพียงแต่ว่าผู้คนนิยมบริโภคไก่งวงกันมากเป็นพิเศษในช่วงวันหยุด และยังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย เหตุนี้จึงทำให้รู้สึกง่วงและหลับง่ายกว่าปกติ

นอกจากนี้แพทย์ยังนำกลไกในร่างกายมาอธิบายได้ว่าอาการง่วงนอนมักเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาหารมื้อนั้นเป็นเนื้อสัตว์เสียส่วนใหญ่ หรือมีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตมาก จะกระตุ้นให้รู้สึกง่วงนอนมากเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ลดลง

(7) ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในโรงพยาบาล เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย ?

ที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ป่วยในโรงพยาบาลเสียชีวิตเนื่องมาจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่พบว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่รบกวนการทำงานของอุปกรณ์การแพทย์บางอย่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น เครื่องควบคุมการให้สารละลายในผู้ป่วย (infusion pump), เครื่องเฝ้าติดตามการทำงานของระบบหัวใจ (cardiac monitor)

ทว่าขณะที่ยังไม่มีรายงานใดๆ ยืนยันถึงอันตรายของการใช้โทรศัพท์มือในโรงพยาบาล ในปี 2545 มีการเผยแพร่เรื่องที่มีการใช้โทรศัพท์มือถือในสถานพยาบาลแห่งหนึ่งแล้วปรากฏว่าเครื่องควบคุมการให้สารอะดรีนาลีน (adrenaline) ทำงานผิดปกติ

หลังจากนั้นวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) ก็นำก็รายงานมากว่า 100 รายงานที่ระบุว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่รบกวนการทำงานของอุปกรณ์แพทย์ในช่วงก่อนปี 2536 ทำให้โรงพยาบาลต่างๆ ไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือในโรงพยาบาล

เมื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาวิจัยถึงเรื่องดังกล่าวในประเทศอังกฤษ พบว่าโทรศัพท์มือถือรบกวนการทำงานของอุปกรณ์แพทย์เพียง 4% เท่านั้น และต้องอยู่ห่างจากอุปกรณ์นั้นภายในระยะไม่เกิน 1 เมตร

และจากการทดสอบการใช้โทรศัพท์มือถือ 300 ครั้งในห้องพักพื้น 75 ห้อง ไม่พบสิ่งใดผิดปกติเลย

ข้อโต้แย้ง

ในฐานะแพทย์ที่ทำงานโรงพยาบาลรัฐบาล มีเครื่องมือหลายชิ้นเก่า
เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ใช้ส่วนหนึ่งโดนรบกวนด้วยคลื่นโทรศัพท์
และการรบกวนแรงพอทำให้ภาพหน้าจอเปลี่ยน

หมอทุกคนรู้ดีว่า การใช้ไฟฟ้าช๊อตหัวใจในคนไข้ที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ การช๊อตที่เรียกว่า Synchronized เครื่องช๊อตต้องจับสัญญาณหัวใจ จากนั้นต้องช๊อตให้ตรงกับสัญญาณที่ออกมาจากตัวคนไข้
ความแม่นยำจะต้องเป็นหลัก 1 ใน 100 ของวินาที
และโทรศัพท์บางเครื่อง สามารถทำให้หน้าจอของเครื่องกระตุ้นหัวใจอ่านผลผิด (ภาพล้มไปทั้งหน้าจอ)

หากจังหวะกำลังช๊อต มีคนมารับโทรศัพท์พอดี รบกวนสัญญาณหัวใจบนเครื่อง เครื่องจะไม่ทำงาน เพราะแปลผลว่าหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว

-- แพทย์ นามปากกา หมอแมว

การรบกวนอุปกรณ์ฯ มีมากกว่าที่อ้างในรายงาน

สายการบินทั่วโลก ล้วนห้ามใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเครื่องขึ้นลง
อุปกรณ์เครื่องบิน อยู่ห่างจากมือถือ เกิน 10 เมตร ด้วยซ้ำ

อุปกรณ์การแพทย์ที่ถูกทดสอบ ล้วนเป็นอุปกรณ์ใหม่ มีการป้องกันการแผ่คลื่นอย่างดี และยังสมบูรณ์
ไม่ใช่ อุปกรณ์การแพทย์ในประเทศไทย ที่ใช้่งานมายาวนาน ผ่านการซ่อมแซมแล้ว

เครื่องอุปกรณ์ที่ผ่านการซ่อมแซม หรือเิปิดตรวจสอบ
จะสูญเสียความสามารถในการป้องกัน RFI
นักเทคนิคการแพทย์ล้วนทราบดี

และ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ หรือมีผลเพียงใด
ต้องถือคติว่า จะเสี่ยงไม่ได้ เพราะหมายถึงชีวิตมนุษย์
อุปกรณ์การแพทย์ ที่ละเอียดอ่อน กำลังทำหน้าที่ช่วยชีวิตมนุษย์ จะผิดพลาดไม่ได้
ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า

-- แพทย์ นามปากกา แมวเหมียวพุงป่อง

เจอเองกับตัว CPR อยู่ แล้ว EKG มี artifact ขึ้นจอ
ที่แท้ chief เดนท์ที่โทรอยู่นอกม่าน ยืนใกล้ monitor
ตกใจนึกว่า torsart แล้ว

ฉะนั้น โทรศัพท์มือถือมีผลกับอุปกรณ์แน่

-- บุคลากรการแพทย์ นามปากกา กังป๋วย

?เมื่อพวกเราเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาในตอนแรก แพทย์ส่วนใหญ่จะยังไม่เชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง กระทั่งพวกเขาได้ศึกษาหลักฐานต่างๆ อย่างละเอียดแล้ว เขาจึงยอมรับกันว่าที่พวกเขายึดถือมานั้นมันไม่ได้ถูกต้องไปทั้งหมด?
ดร.ฟรีแมนกล่าว

ข้อโต้แย้ง

Freeman เป็นแค่ กุมารแพทย์ ระดับ A.P. เท่านั้น ไม่ใช่นักสรีระวิทยาทางการแพทย์
ฐานข้อมูล ควรค้นคว้า ศึกษา อ่าน วิเคราะห์ ทดลอง เก็บข้อมูล ฯลฯ ให้ดีก่อน

-- แพทย์ นามปากกา แมวเหมียวพุงป่อง

แพทย์ส่วนใหญ่ รู้อยู่แล้วว่า ความเชื่อเหล่านี้ (นอกจาก 2 ข้อที่แย้ง) ไม่จริง
ที่ว่าเป็นความเชื่อผิดๆ น่าจะเป็น คนทั่วไป ต่างหากที่เข้าใจผิดกัน

ฉบับที่ลงช่วงคริสต์มาส มักเป็นเรื่องเบาๆ งานเขียนค้นคว้าแบบเบาๆ ไม่ควรเอาเป็นสาระ

การแปลหัวข้อของสื่อ (ไม่ว่าไทยหรือเทศ) มักแปลขยายความ มากกว่าเดิม

-- แพทย์ นามปากกา หมอแมว

ที่มาข้อมูล - บริติชเมดิคัลเจอร์นัล -
แปลโดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 ธันวาคม 2550

ที่มาโต้แย้ง - กระทู้ PANTIP.COM ห้องหว้ากอ

ที่มารูป - เดลี่เมล

2 Comments

kru_taweepong's picture

ผมได้ลงใน ห้องหว้ากอ เว็บบอร์ดพันทิป มีคุณหมอตัวจริงมาให้ทัศนะ หักล้างไปมาน่าสนใจมาก เชิญตามไปอ่านเพิ่มเติมเพื่อให้ชัดเจนขึ้น

http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/2/X7485855/X7485855.html

ครูตี๋

-Rookies-'s picture

โอ้ววว ไม่นะ ผมส่งเมลล์ให้คนรู้จักหลายคนไปแล้ว ดันมีข้อโต้แย้งออกมาซะงั้น ต้องทำความเข้าใจใหม่อีก - -a