วาติกันระบุ "ทฤษฎีวิวัฒนาการเข้ากันได้กับไบเบิล"

By: lew
Writer
on Wed, 17/09/2008 - 23:45

อาร์กบิชอป Gianfranco Ravasi รัฐมนตรีวัฒนธรรมแห่งกรุงวาติกันได้ออกมาระบุเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการนั้นไม่ได้ขัดแย้งกับเนื้อหาในพระคัมภีร์ไบเบิลแต่อย่างใด และทางวาติกันเตรียมการที่จะจัดประชุมวิชาการที่รวมเอานักวิทยาศาสตร์, นักศาสนศาสตร์, และนักปรัชญา ในเดือนมีนาคมปีหน้าในโอกาสครบรอบ 150 ปีของทฤษฎีวิวัฒนาการอีกด้วย

ชุมชนคริสเตียนหลายกลุ่มในโลกมีความคิดในแง่ลบต่อทฤษฎีวิวัฒนาการเนื่องจากเนื้อความในพระคัมภีร์ไบเบิลส่วนปฐมกาล (Genesis) ได้มีการระบุถึงการที่พระเจ้าได้สร้างโลกในยุคเริ่มต้นเอาไว้ เช่นในเมือง Dover ที่สหรัฐฯ ได้มีการฟ้องร้องกันเพื่อให้มีการระบุถึงทฤษฎี Intelligent Design ไว้ในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกันไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการจากทางวาติกัน โดยครั้งแรกนั้นเป็นการแสดงความยอมรับจากสันตะปาปา Pius ที่เจ็ดในปี 1950 และอีกครั้งหนึ่งจากสันตะปาปา John Paul ในปี 1996 ส่วนสันตะปาปา Benedict นั้นเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตีความพระคัมภีร์ไบเบิลแบบตามตัวอักษร

ที่มา - Reuters

21 Comments

Anonymous's picture

ยังไงมนุษย์ก็ยังสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นเองไม่ได้ ต้องพึ่งอาศัยเซลล์ต้นกำเนิดอยู่ดี

Nozomi's picture

^
^
แล้วยังไงครับ ?

ตอนอ่านเรื่องนี้ เหมือนกำลังคุยกับพวก Puretr_th แห่ง Pantip เลย

Anonymous's picture

เราต้องยอมรับว่าความเข้าใจของมนุษย์ยังไม่สมบูรณ์ครับ ยังอยู่ในขอบเขตจำกัด ผมบอกได้แค่ว่าสมองมนุษย์มีแค่นี้ แต่ยังไม่สามารถรับรู้ได้ทุกอย่างครับ จะเรียกว่ามนุษย์ยังไม่พร้อมก็ได้

ผมเรียนวิทยาศาสตร์ จบวิทยาศาสตร์ แม้จะจบคอมพิวเตอร์ก็ตามที แต่เพื่อนๆ ที่ห้อมล้อมผม มันหลากหลายประเภทมาก

พวกที่เชื่อว่า มีพระเจ้าที่สร้างพระเจ้าก็มี
พวกที่เชื่อว่า มีมนุษย์ที่อยู่จุดศูนย์กลางจักรวาล แล้วแผ่คลื่นพลังงานบางอย่างออกมา เราต้องจูนความถี่ให้ตรงแล้วจึงจะรับพลังงานนั้นออกมาแปรเป็นอิทธฤทธิ์ต่างๆ หรือ ที่เรียกว่าพลังมหัศจรรย์อะไรทำนองนี้บ้าง

ผมว่ามันก็เป็นได้หมดละครับ แต่เอาเป็นว่าความรู้ของมนุษย์นั้นจำกัด แต่พระเจ้านั้นมีหนึ่งเดียว และเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งหมด วิทยาศาสตร์คือ foundation ไม่เคยสร้างสิ่งอะไรใหม่ๆ นอกจากแค่พิสูจน์สิ่งที่มีอยู่ มนุษย์ไม่เคยสร้างนิวเคลียร์ได้ แต่เพราะมีนิวเคลียร์อยู่แล้ว มนุษย์แค่รู้จักนำมาใช้ (พ่อของนิวเคลียร์ ไม่ใช่ ไอน์สไตร์ แค่คือ ดวงอาทิตย์ ไอน์สไตน์ แค่รู้วิธีนำมาใช้)

เรายอมรับได้ไหมละครับว่ามนุษย์นั้นมีความคิดแค่วงจำกัด แต่ค่อยๆ ก้าวขึ้นไปข้างหน้าเรื่อยๆ วิทยาศาสตร์ไม่สามารถจับพระเจ้ามาทดลองได้ แต่สามารถที่จะอธิบายสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น เห็นว่าทุกอย่างนั้นมันยิ่งใหญ่มาก แม้แต่เรื่องการเป็นอยู่ของจักรวาล การเกิดบิ๊กแบงค์ และจักรวาลไม่ได้แบนราบ แต่ขรุขระ แสงมีมวล มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นของวิทยาศา่สตร์ฺเท่านั้น เรายังมีความรู้แค่นิดเดียวเองนะครับ ดาวอังคารน่าจะเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่มาก่อนโลก เพียงแต่ยังไม่ได้วิวัฒนาการ

เรายอมปิดตา ปิดโลกรอบข้างสักพัก แล้วมาเรียนรู้เรื่องพระเจ้า ปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไปเหมือนน้ำ ... เปิดตา เปิดใจ กับพระคัมภีร์ เรียนรู้จักสิ่งที่พระเจ้าสอนให้กับมนุษย์ พระคัมภีร์ คือสิ่งที่ชันสูตรจิตใจของมนุษย์ได้ดีที่สุด

เรารู้จักสิ่งรอบข้าง โลกรอบข้างมาตลอดชีวิต แต่ทำไมเราจะไม่ปิดตาจากโลกรอบข้าง แล้วมารู้จักพระเจ้าสัก 1-2 ปี ผมว่าเราจะเห็นอะไรมากขึ้น วิทยาศาสตร์ไม่ได้ปฏิเสธพระเจ้านะครับ และพระคัมภีร์ก็ไม่ได้ปฏิเสธวิทยาศา่สตร์ แต่มนุษย์ต่างหาก ที่กลัวที่จะเรียนรู้จักความจริง ตาของเราแค่สลัวๆ แต่วันหนึ่งตาของเราจะสว่าง ปล่อยให้ทุกอย่างก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ครับ มันจะชัดขึ้นเรื่อยๆ

มีอยู่สมัยหนึ่งที่นักบวชออกมาบอกว่าโลกแบนราบ แต่ก็ไม่ได้มีพระคีมภีร์ข้อไหนเขียนไว้ เขาแค่กลัวที่จะเรียนรู้จักวิทยาศา่สตร์ก็แค่นั้น ดังนั้นอยูี่่่ที่การตีความมากกว่า ยังมีอะไรที่เร้นลับในพระคัมภีร์อีกเยอะที่รอวันเปิดเผย

JP's picture

แก้ไขครับ แสงไม่มีมวล แต่ มีโมเมนตัมครับ ออกจะแปลกหน่อยแต่มันเป็นแบบนี้อะ

Mr.JoH's picture

ผมว่าคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ รู้ตัวดีอยู่แล้วว่าไม่ได้เป็นคนสร้างกฏนั้นๆ ขึ้นมา แต่เป็นการอธิบายธรรมชาติด้วยกฏที่เราสามารถเข้าใจได้ต่างหาก

สำหรับผม โดยส่วนตัวเชื่อว่าศาสนา(ไม่เกี่ยงว่าเป็นศาสนาไหน)และวิทยาศาสตร์มันคือสิ่งเดียวกันครับ เพียงแต่อธิบายด้วยรูปแบบวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ถ้าหากวันหนึ่งวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปมากพอ ก็น่าจะพิสูจน์สิ่งที่เรียกว่าศาสนาได้

เพียงแต่ตอนนี้เรายังไม่สามารถทำได้ ก็เท่านั้นเอง.....

bankkung's picture

สำหรับผมนักวิทยาศาสตร์คือผู้ที่ทำ reverse-engineering ธรรมชาติและกฏต่างๆในโลกครับ

Anonymous's picture

สำคัญที่สุด คือ พระคัมภีร์ครับ ก่อนเริ่มต้น ต้องตั้งมั่นก่อนว่า จะแสวงหาพระเจ้า โดยไม่ใช้การทดลองพระเจ้า ตั้งใจแสวงหาจริงๆนะครับ ตอมผมเริ่มต้น ผมก็บอกกับพระเจ้านะว่า ถ้าพระเจ้ามีอยู่จริง ขอให้ผมได้รู้จักพระเจ้าจริงๆ มากขึ้น คนที่ช่วยเกลาภาษาพระคัมภีร์ในยุคๆหนึ่งของไทย และคิดว่ามันเป็นแค่ความรู้ ต่อให้อ่านจนจบเป็นร้อยรอบ ก็ไม่ได้รู้จักพระเจ้าจริงๆครับ เรารู้จักสิ่งรอบข้างมาตลอดชีวิต แต่พระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าที่มนุษย์มองเห็น ดังนั้นแค่เปิดใจเรียนรู้ครับ อย่าเอาสิ่งรอบข้างมาจำกัดพระเจ้า เพราะความรู้ของมนุษย์ก็จำกัด

oBjective's picture
  • เราจะบอกกับพระเจ้าได้ยังไงครับ? อยากบอกบ้าง แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าบอกไปแล้วพระเจ้าจะรับรู้ครับ?
  • ผมจะแสวงหาพระเจ้าได้ยังไงครับ? อยากแสวงหาบ้าง
  • อยากให้พระเจ้ามาช่วยเคลียเรื่องการเมืองของเมืองไทยตอนนี้น่ะครับ ผมจะบอกพระเจ้าว่ายังไง?
Anonymous's picture

การที่เราจะบอกกับพระเจ้าได้ ก็แค่นั่งลงคุยกับพระเจ้า (ตั้งใจพูดคุยนะครับ) พระองค์อยู่ข้างๆ เรา อยู่รอบๆ เรา เอาเป็นว่า เชื่อว่าอยู่ตรงนั้น แล้วคุยด้วยก็แล้วกันครับ

พระเจ้ารับรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่ก่อนที่เราจะพูด แต่พระเจ้าไม่ได้ตอบทุกคน เพราะมีหลายเหตุผล หลายประการ คงต้องอธิบายกันยืดยาวครับ.. การตอบเป็นได้หลายทาง เช่น ผ่านปรากฏการณ์ ผ่านเหตุการณ์ ผ่านคนมาบอก หรือการกระทำของผู้อื่น หรือแม้แต่พระสุรเสียง หรือแม้แต่ในพระคัมภีร์

ทำไมจึงเลือกตอบบางคน บางคนไม่ตอบ เอาเป็นว่าพระเจ้าไม่ใช่ ATM ที่จะกดแล้วออกมาทันที ก็เหมือนพ่อของเรา ต้องดูว่าเหมาะสม มีความตั้งใจจริง รู้คุณค่า สมควรได้รับ หรืออะไรประมาณนี้ครับ พระเจ้าก็เหมือนพ่อ ดังนั้น มีเวลาที่เหมาะสม สถานการณ์ที่เหมาะสม เหตุการณ์ที่เหมาะสม อย่ารีบร้อนก็พอครับ

การแสวงหาพระเจ้า เริ่มง่ายๆ จากตัวเราเอง เพียงแค่บอกกับพระเจ้า (อธิษฐาน) ตั้งใจคุยกับพระเจ้า อยู่ที่ไหนก็ได้ คนเดียว พระเจ้ารู้อยู่แล้ว

เอาเป็นว่า โดยความเชื่อพวกผมมองเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็แล้วกันครับ การเมือง หรือเรื่องชีวิตของคน มันแปปเดียว ที่พระเจ้าให้ความสำคัญ คือ ชีวิตนิรันดร์ คือหลังความตายครับ ในสายพระเนตรพระเจ้า ชีวิตคน ก็เหมือนลมหายใจ แว่บเดียว ก็ไปแล้ว

Anonymous's picture

ถ้าจะมองว่าตายไปเหลือก้อนพลังงาน แล้วก้อนพลังงานนั้นมีชีวิตเป็นนิรันดร์ก็ได้ ใครจะรู้ ไม่มีใครรู้หรอกนะครับ ผมก็ไม่เคยตายเหมือนกัน ha ha แต่ที่แน่ๆ พระคัมภีร์ ยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ตายไปเมื่อ 2 พันปีก่อน และยังคงเป็นจริงสำหรับคนที่ได้รับมัน ยังคงเป็นมาตรฐานในการดำเนินชีวิตได้ ยังคงเป็นสิ่งที่อ่านแล้วทะลุทุกไขข้อในกระดูก หมายถึงสำรวจจิตใจ ทิ่มแทงจิตใจเรียกว่ารู้จักมนุษย์ทุกอย่างก็ว่าได้ จริงๆพระึัคัมภีร์มันเริ่มต้นมามากกว่า 5 พันปีแล้วละครับ 2 พันปีนี่นับเฉพาะตอนที่พระเยซูมาแค่นั้น

หนึ่ง's picture

คุณจะว่าไร้สาระก็ไม่ว่าอะไรครับ ผมกำลังหมายถึงคนมีหลายประเภทที่มองต่างๆ กัน ไม่ได้หมายถึงว่าพระคีมภีร์บอกเป็นก้อนพลังงานนี่นา แต่มีคนบางกลุ่มคิดแบบนั้น ดังนั้นผมพูดภาพรวมๆ กลางๆ ที่คนหลายๆ คนพยายามทำความเข้าใจ

Mr.JoH's picture

ขออนุญาติลบความเห็นบางความเห็นออกไปนะครับ เพราะอาจก่อให้เกิดความแตกแยก

Anonymous's picture

ผมเข้าไปอ่านในกระปุกดอดคอมมา หัวข้อ การทดลอง LHC กับพระพุทธศาสนา

ผมยกตัวอย่างมาคร่าว ๆ

" 1.ในคาถาปลินิคัณฑุ พระพุทธเจ้าเคยอธิบายขนาดของปรมาณู โดยแบ่งทอนความยาวเมล็ดข้าวเปลือกลง 6 ครั้ง ด้วยตัวเลขต่างๆ เมื่อมาคูณกัน ได้ 82.3 ล้านส่วน ทั้งนี้จากการคำนวณขนาดของ 1 ปรมาณู จะมีขนาดเท่ากับสิบยกกำลังลบแปดเซนติเมตร ซึ่งเท่ากับขนาดของอะตอมที่วิทยาศาสตร์ระบุไว้พอดี
นอกจากนี้แล้ว พระองค์ก็บอกว่า ปรมาณูมิได้เป็นแท่งทึบ มีช่องว่างภายในมากมาย ซึ่งตรงกับคุณลักษณะของอะตอมจริงๆ

2.ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ในพุทธศาสนามีอยู่ในทุกปรมาณู และเป็นคุณสมบัติของธาตุ มิใช่ตัวธาตุโดยตรง และทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับ 4 แรง ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในทุกอะตอม กล่าวคือธาตุดิน เชื่อมโยงกับแรงโน้มถ่วง ธาตุน้ำ เชื่อมโยงกับแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม ธาตุลม เชื่อมโยงกับแรงแม่เหล็กไฟฟ้า และธาตุไฟ เชื่อมโยงกับแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน

3.วิทยาศาสตร์ใหม่แสดงคุณสมบัติของอนุภาคควอนตัม (ส่วนย่อยของโปรตอน นิวตรอน ในอะตอม) ที่แปลกประหลาดมากมาย เช่น เป็นได้ทั้งอนุภาค และคลื่น (ทั้งสสารและพลังงาน) และระหว่างอนุภาคด้วยกันจะรับส่งข้อมูลสื่อสารกันได้ ด้วยความเร็วมากกว่าแสง ซึ่งอาจจะสรุปได้ว่า อนุภาคควอนตัม มีตัวรู้ คือจิตวิญญาณด้วย โดยสรุปคือทุกๆ ปรมาณู / อะตอม (คือทุกสรรพสิ่ง) มีตัวรู้ด้วย
หรือกล่าวได้ว่าทุกปรมาณู จะมีครบ 6 ธาตุคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ หรือทุกอะตอมทางวิทยาศาสตร์ก็จะประกอบด้วย 4 แรงดังกล่าวข้างต้น รวมกับช่องว่าง (Space) และตัวรู้ (Conciousness )
"

ผมคิดว่า พระพุทธเจ้า ท่านคงรู้ทุกสรรพสิ่ง แต่ไม่ได้บอกให้ทราบทั้งหมด(เนื่องจากในสมัยนั้นมันสองพันกว่าปีมาแล้ว)

Anonymous's picture

ผมพูดให้ความเข้าใจแบบกลางๆ ตามที่ผมจบสาขาวิทยาศาสตร์มาก็แล้วกันครับ

ศาสนาในโลกนี้มีไม่ต่ำกว่า พันศาสนา รวมศาสนาเล็กๆ น้อยๆ ตามหมู่เกาะ ชนเผ่าต่างๆ ไม่รวมศาสนาที่เกิดใหม่ทุกวัน เช่น New Age พวกคีทาโร่น่ะครับ

เอาภาพรวมก่อนละกัน
ศาสนาหลักๆในโลกมีประมาณ 6 ศาสนา
ศาสนาคริสต์ แตกออกเป็น คณะ นิกาย ย่อยๆ ก็เป็นร้อย
ศาสนาพุทธ แตกออกเป็นนิกายใหญ่ 2 แต่ยังมีย่อยๆ อีกเป็นหลักสิบ
ศาสนาอิสลาม แบ่งหลักๆ ออกเป็น 2 น่าจะยังมีเล็กๆ น้อยๆ อีกไม่น่าเกิน 10 เพราะบทบัญญัติเขาเคร่งครัด
ศาสนาฮินดู.. ซิกส์..ยิว...พารหม์

สามศาสนาที่คนทั่วไปมองดูน่าจะมีต้นกำเนิดเดียวกัน ยิว คริสต์ มุสลิม
ศาสนาพุทธ และพารหมณ์ ต้นกำเนิดเดียวกัน

ทุกศาสนาใหญ่ๆ ในโลก มีต้นกำเนิดจุดเดียวกัน คือ เอเชียใต้

ที่ผมพูดตรงนี้ก็เพราะผมอยากให้เปิดหูเปิดตานะครับ อย่ามองแค่เรา หรือเขา แต่มองภาพรวมทั้งโลก ว่าเขาคิดอะไรกันบ้าง คิดอย่างไร และเราควรเลือกสิ่งที่ดีสำหรับเราก็แค่นั้นครับ ผมแค่มาแบ่งปันให้รับรู้รับทราบว่า คริสต์ เขามีความเชื่ออย่างไร และนักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายชีวิตหลังความตายว่าอย่างไร เช่น อาจอยู่ในรูปก้อนพลังงาน อะไรแบบนี้น่ะครับ ไม่ได้บอกว่าคริสต์เชื่ออย่างนั้น (^^)

Anonymous's picture

เอาเป็นว่าสิ่งที่คุณเห็นในทุกวันนี้ มั่นใจได้แค่ไหนว่าเป็นหลักข้อเชื่อที่ถูกต้องตามความเชื่อของคุณ ผมก็ศึกษามาเยอะจนเห็นแล้วว่า ความเชื่อในปัจจุบันนี้มันสับสนปนเป กันระหว่าง ความเชื่อพื้นฐานเดิมของบ้านเรา + ศาสนาที่รับมา + ศาสนาดั้งเดิมที่ติดมาด้วย ผมบอกได้แค่ เราจะเห็นสิ่งเหล่านั้นตามบ้าน ผมไม่สามารถบอกตรงนี้ให้ชัดเจนได้ เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง

ในอดีตหลายร้อยปีก่อน ประเทศเรานับถืออะไรครับ อย่าบอกว่าเป็นอย่างที่เป็นอยู่นะครับ เพราะเรารับมาจากอินเดีย แต่เรามีความเชื่อดั้งเดิมอยู่แล้ว ก่อนที่จะรับของเขาเข้ามา พอรับมา ก็เอาของเขามาปนกับความเชื่อดั้งเดิม รวมกับศาสนาเดิมที่ติดมาด้วย ตามงานต่างๆ เราจึงไม่ไ้ด้เห็นแต่เหลืองๆ แต่ยังเห็นขาวๆ ด้วย นั่นละครับที่ติดมา คิดตามหลักวิทยาศาสตร์ก็พอครับ และถ้ามันสมเหตุสมผล เราก็สามารถที่จะเริ่มต้นได้ดี แต่ถ้าเราบอกว่าเชื่อ อย่างที่พ่อแม่เชื่อ มันไม่ได้ช่วยอะไรครับ ผมไม่ได้อยากอยู่ในเปลือกมะพร้าวที่คว่ำอยู่ ผมไม่ได้อะไร และคุณก็ไม่ได้เสียอะไรไม่ใช่หรือครับ แค่ตามหาความจริงที่อาจจะมีอยู่

7's picture

ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็โพสได้แฮะ

ผมว่าเรื่องนี้มองเป็นข่าวเหอะ เถียงกันไร้สาระเปล่าๆ

Anonymous's picture

ว่ากันเฉพาะ 3-4 ศาสนาที่คนนับถือเยอะๆนะ

ผมเชื่อว่า ถ้ามีศาสนาใดถูกจริงๆซักอัน มีศาสนาใดมาจาก rule ของพระเจ้าจริงๆ แปลว่าศาสนาอื่นผิดต้องผิดแน่

อันนี้เราพูดนอกเหนือว่าศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี พูดถึงเรื่องนรก สวรรค์ บาป บุญ

เช่นง่ายๆ ถ้าศาสนาคริสต์ TRUE บอกว่า พระเจ้ามีองค์เดียว แล้วถ้าถูก แปลว่า พระพุทธเจ้า พระอัลเลาะห์ไม่มีจริงใช่มั้ย

กลับกันถ้าพระพุทธ์เจ้ามีจริง ศาสนาคริสต์ก็จะ FALSE ทันที

lew's picture

ผมว่านอกประเด็นข่าวไปแล้วมังครับ

เรื่องพวกนี้มีบอร์ดอื่นคุยกันอยู่นะครับ ลองหาบอร์ดที่ตรงกับเรื่องที่คุณอยากคุยดูดีกว่า

Mr.JoH's picture

เห็นด้วยว่าเรื่องศาสนานี่ ค่อนข้างจะ "นอกประเด็น" จากเนื้อข่าวไปเยอะแล้ว ยังไงก็ขอความกรุณาคนที่มาคอมเม้นต์หลังๆ ด้วยนะครับ