24 Dimensions of Light

By: waroonh on Sat, 07/11/2015 - 13:13

24 Dimensions of Light

ในมุมมอง ปรกติ ... ?

by Waroon Ha.
20151107

สวัสดีครับ

บังเอิญว่าช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีเวลามานั่งเขียน (วาดรูป) นิดหน่อย
เลยเขียนตอนแรก ของ 24 Dimensions down to 3D ตอนแรกๆ
ออกมาก่อน ถ้าเคยนั่งอ่าน Concept 24 ที่ผมบ้านั่งเขียนมา เกือบปี
กันจนครบ คงเห็นแล้วว่า Concept ตัวนี้ มีอะไรบางอย่าง ที่น่าจะใช้ได้อยู่ในตัวมัน

บางอย่างที่รู้สึกว่า มันน่าจะเป็นทางออก แต่การเข้าใจ โดยตัวหนังสืออย่างเดียว
หรือ พยายามให้คน จินตนาการ Object แบบ 24 D ทีเดียวเลย มันเป็นไปไม่ได้
ผมลองมาหลายวิธีแล้ว ทางออกที่ง่ายที่สุดคือ การอธิบาย โดย
ใช้ perspective แบบ 3D เป็นหลัก แต่คนที่อ่าน ต้องเข้าใจก่อนว่า ..
ทำไม ผมถึงอธิบายแบบนี้

จาก
Concept of multi dimensional space model
https://jusci.net/node/3422

ซึ่งเป็น logic of thinking ล้วนๆ

กลับมาที่ บทความนี้ ผมจะ mapping ลงไปกับ มุมมองตามปรกติ
มีอย่างหนึ่งที่ ผมพึ่งรู้สึกได้ ตามปรกติ ในการเรียนรู้เราจะเริ่มต้นจาก วัตถุก่อน
แต่เนื่องจาก เราเข้าใจวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน กลับด้าน การอธิบายโดยเริ่มจาก
แสงก่อน จะง่ายกว่า เมื่อคุณเข้าใจ คุณสมบัติของแสง คุณจะมองเห็น โลก
รอบตัวคุณ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ... เหมือนผม (ที่อยู่ใน wonderland)

นี่คือ basic of thinking ในปัจจุบัน ..

ในมุมมองของ Newton's

ลูกบอลเป็นวัตถุ

เมื่อเอาวัตถุชิ้นอื่น ชนลูกบอล เช่น เตะ หรือเอาไม้ฟาด ลูกบอลจะได้ โมเมนตั้ม
จากการชนทำให้วิ่งไปด้วย "ระยะทางจำนวนหนึ่ง" และ "ใช้เวลาไปจำนวนหนึ่ง"

สิ่งที่เราจะได้ คือ
ระยะทาง และ เวลา (ของวัตถุชิ้นแรก) ผ่าน โมเมนตั้ม (ชน)
จะได้ ระยะทาง และ เวลา อีกชุดหนึ่ง (ของวัตถุชิ้นที่สอง) ออกมา
นำไปแทนในสูตร คุณจะได้ ตัวเลข "ชุด" อื่นเช่น ความเร็ว อัตราเร่ง
และอีกมากมาย

ในมุมมองของ General Relativity

ลูกบอลเป็นวัตถุ

วัตถุ ทุกชิ้นวิ่งอยู่ในอวกาศเหมือนกัน ถ้ามีวัตถุ ตั้งอยู่ข้างๆ กัน บนโลก
ในมุมมองของ General Relativity คือ วัตถุทุกชิ้น วิ่งตีคู่กันไป ด้วยระยะทาง
และ เวลา จำนวนหนึ่ง และ วัตถุที่มีมวลจะ โค้งงอ สนาม Space-Time (ตามรูป)
มีผลทำให้

  1. เวลาเดินช้าลง เมื่อ อยู่ใกล้กับวัตถุมวลมาก ยกตัวอย่างเช่น
    เวลาบนสถาณีอวกาศจะเดินเร็วกว่าโลก

  2. ถ้าวัตถุ ตั้งอยู่นิ่งๆ บนโลก ไม่ได้เคลื่อนที่ไปใหน ในมุมมอง
    ของ General Relativity จริง ๆ คือ มันวิ่งไป ด้วยระยะทาง และ เวลา จำนวนหนึ่ง
    ในอวกาศ ถ้าคิดจากสูตร e=mc2 ตัวเต็ม ในเมื่อ ลูกบอล เคลื่อนที่
    มันจะมี kinetic enegy ในตัวมันเอง หรือ ระดับพลังงานที่สูง

เมื่อพลังงานสูง มวลก็จะเพิ่มตามไปด้วย เมื่อมวลเพิ่ม มันจะไป
บิดสนาม space-time เพิ่มขึ้น จนเวลาเดินช้าลง

ยกตัวอย่างเช่น particle ที่ยิงกันอยู่ที่ CERN ที่ความเร็ว 99.97 % ของแสง
ทำให้ particle ภายหลังจาก ชนกันแล้ว มีอายุในการ decay
หรือ ค่า half-life เพิ่มขึ้น

ประมาณนี้
https://en.wikipedia.org/wiki/Time_dilation_of_moving_particles

  1. หลุมดำมีมวลสูงมาก จนบิดสนาม space-time จน เวลาหยุดนิ่ง และ จบ.. แค่นั้น

และนี่คือ new concept of thinking ...

นี่คือ Surface ของ Space - Time - Gravity

นึกภาพ ลูกปิงปอง ผ่าครึ่งสามครั้ง จะได้ ลูกปิงปอง ผ่าซีก ออกมา 8 ชิ้น เป็น surface โค้งๆ

ตามแนวความคิด ของ General Relativity
แสง ไม่มีมวล แสงไม่โค้งงอ Space-Time เลย เพราะฉะนั้น
แสงจะวิ่งไปตามพื้นผิวของ Space-Time เท่านั้น
ไม่ว่าบริเวณนั้น Space-Time จะโค้งงอ อย่างไรก็ตาม อยู่แล้วโดย Gravity

ถ้าเรา projection ตาม แกน X,Y,Z ด้วยค่า Space (ระยะทาง), Time (ระยะเวลา), Gravity

แสง ไม่ interact with Graviti ?? ดังนั้น ตัดออกก่อน เดี๋ยวค่อยเอาใส่เข้ามาใหม่

เหลือ แค่ Space กับ Time เราก็ใส่ Conjunction ของ Space -Time ของแสงลงไป

Conjunction
1. ในกรณีที่
แสง ไม่มีมวล ตามแนวคิดของ Newton's แสงจะไม่มี โมเมนตั้ม
เมื่อ นำไปแทนค่าในสมการกลับไปกลับมาจะติดออกมา 2 ค่า คือ 0 และ Infinity
ปรกติ จะบอกว่า ผิดและไปต่อไม่ได้

(แต่ดันประกาศเป็น Laws ไปแล้ว ไม่ยักกะเปลี่ยนกลับเป็น Theory เพราะมันยังผิดอยู่)
แต่จริงๆ แล้ว 0 และ Infinity ถูกทั้งสองค่า ดังต่อไปนี้

  1. ในกรณีที่
    แสง ไม่มีมวล ตามแนวคิดของ General Relativity
    จากสูตรย่อ E =mc² (มวลนิ่งไม่รวม spin)
    จะเห็นได้ว่า ถ้าแสงมีค่า m = 0 แสงจะไม่มี E หรือ ไม่มีพลังงานเลย
    หรือถ้าเอาค่า m ไป เทก lim เข้าไกล้ 0 แสงจะกลายเป็น Particle เพราะมีมวล
    แต่ .. ถ้า แสงไม่มี momentum การชน ก็จะไม่มี ปรากฏการ photoelectric
    เพื่อให้ใช้กับสูตร E = hf ได้

หวยจึงไปตกอยู่กับ สูตรตัวเต็ม E²=(mc²)²+(pc)²
ออกมาเป็น E=hν−w
(E คือ kinetic energy , h ค่าคงที่ ของ Plank , v คือความถี่แสง และ w คือค่า work function ของโลหะ)
ซึ่งเป็นค่า วัดผลโดยตรงจากการทดลอง ...
เพื่อหลบค่า m โดยเฉพาะ

ถ้า m มีค่า แล้ววิ่งด้วยความเร็วแสง มันจะ โค้งงอ สนาม Space-Time ในระดับ Plank
จนตัว particle มีคุณสมบัติ เหมือนหลุมดำ (Micro black holes)
แต่ ... เนื่องจากเราไม่กลัว ค่า 0 และ infinity เราจะได้ ออกมาดังนี้

จะเห็นว่า
แสง ไม่มีมวล ตามแนวคิดของ Newton's
แสง ไม่มีมวล ตามแนวคิดของ General Relativity

จะให้ค่า ออกมาตรงข้ามกัน และ จริง ๆ แล้ว ติด ค่า 0 กับ infinity ทั้งคู่

(ถ้ายังไม่ลืมว่า Particle ของแสง จริงๆมี 8 ตัว เป็น Particle 4 และ Sparticle 4
อย่าเพิ่งไป จินตนาการว่า มันเป็นเม็ด กลม ๆ วิ่งใน อวกาศนะครับ)

Perspective of Space-Time-Gravity

จากรูปเดิม เราจะเห็นได้ว่า เวลาจินตนาการ ถึง Space - Time เราจะจินตนาการเป็น สนามรูปแบบหนึ่ง
เช่น ...

แต่ จาก mapping ของ Complex 24 เราจะต้อง มองภาพ ใหม่เป็นแบบนี้

Mapping to Real World

เมื่อแสงที่วิ่ง ไปในอนาคต ระยะทางติดลบ ชนเข้ากับ ผู้สังเกต
แสง จะแสดง โมเมนตั้มของ Space - Time - Gravity ออกมา
ได้เป็น แสงในแกนสีเขียว คือ ระยะทาง และ ระยะเวลาติดลบ

จาก Logic จะเห็นว่า
-1Sec = 300,000 Km
1Sec= -300,000 Km

ถ้าปัจจุบัน ของเรา
มองเห็น แสงที่ระยะ 300,000 Km เป็น แสงจากอดีต 1 วินาที

ปัจจุบัน ของแสง
จะมองเห็น เราในอนาคต 1 วินาที ระยะทางติดลบ 300,000 Km

มองเห็นอนาคต และ ระยะทางติดลบ ? ...

Mapping to Real World

หรือ จะให้ถูกต้องกว่านั้น
ในมุมมองของแสง เมื่อวิ่งด้วย Speed 100% ของแสง เวลาจะหยุดนิ่ง และ ระยะทางเริ่มติดลบ
Space ทั้งหมด กำลังยุบเข้าหา แหล่งกำเนิดแสง
แสง อีกสองตัวที่เหลือ ที่อยู่ตรงจุด และ เวลา ที่กำเนิดแสง ไม่ได้ วิ่งไปใน Space

มุมมอง ที่แท้จริง ของทั้ง สอง object เมื่อ Space มี 24 มิติ

อ่านมาตั้งนาน แล้ว Quantum Mechanics หล่ะ หายไปใหน ?

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ใครก็ตามที่บอกว่าตัวเอง เข้าใจ Quantum คือ คนที่ไม่เข้าใจ Quantum เลย
ผมก็ว่าอย่างนั้น เอาเข้าจริง ผมจะบอกว่า ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย เกี่ยวกับ Quantum จะดีกว่า
Quantum maze
Double slit experiment
9ล9 ที่เกี่ยวกับ ระยะทาง ของแสง

ตรงนี้รู้สึกคุ้น ๆ ว่าเคยอ่านเจอในหนังสือ อ่านสนุกมากเล่มนึง คนเขียนชื่อ ริชาร์ต (ดิ๊ก) เป็นคน อธิบาย
แต่อธิบายเป็น รูปแบบของ คณิตศาสตร์ ความน่าจะเป็นแทน แต่โครงสร้าง เหมือนกันโดย บังเอิญ
ถ้าเข้าใจว่า กำแพง ต่างหากที่วิ่งเข้าใส่ แหล่งกำเนิดแสง ก็คงไม่ต้อง วุ่นวายขนาดนั้น

...
To be Continue เดือน ธันวาคม ครับ

tanapon000's picture

เป็นเรื่องที่ซักซ้อน ผมพยายามอ่านอยู่นาน เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็สนุกดี

Holy's picture

ผมก็แอบอ่านเงียบๆ ตั้งแต่กระทู้ก่อนแล้วครับ แต่เกินความสามารถในการเข้าใจของผมจริงๆ กระทู้นี้พอจะนึกภาพตามได้บ้าง (ช่วงแรกๆ) แต่สุดท้ายก็ยังงงอยู่ดี

เอาใจช่วยคนเขียนครับ

waroonh's picture

ขอบคุณที่ตามอ่านครับ

สิ่งที่ผมอธิบาย คือ String แล้วเป็น String ตัวที่ผม แก้ไขให้มันถูกต้องแล้วด้วย
ถ้าไปอ่าน เอกสารของ ทฤษฏีนี้ บน internet จะอยู่ในระดับ มันเขียนอะไรของมันฟะ ?
ซึ่ง จะบอกว่าอย่างไรดี ปรกติเอาแค่ Quantum ก็แย่แล้วครับ ถ้าอ่านแล้วงง
หรือ คิดในใจว่า จะเป็นไปได้ยังไง แสดงว่ามาถูกทางครับ หลัง

คราวที่แล้ว ตัว Complex 24 นั่น ผมกะว่าเดือนละครั้ง
แต่ก็ทำไม่ได้ เผลอ โพสรัวๆ เลยทำให้ตัวอย่าง ที่เอาไปใช้ กับสิ่งที่เราเห็นรอบๆตัว
มันน้อยไปหน่อยคราวนี้ ผมไม่พลาดแล้วนะครับ เดือนละครั้งครับ

ตามนั้นครับ

waroonh's picture

24 Dimensions of Light

ในมุมมอง ปรกติ ... ? - ภาพที่ 2

by Waroon Ha.
20151205

สวัสดีครับ

จากเดือนที่แล้ว เราจะได้ Perspective ของ แสงไป 1 แบบแล้ว
เดือนนี้ เป็นมุมมองที่ 2
ผมขอสร้างโลกคู่ขนานของ Space - Time -Gravity ออกเป็น สองส่วน เพื่ออธิบาย
วิธีการทำงานของแสง โดยเฉพาะครับ ถ้าไม่เข้าใจ logic เราจะไปต่อ Spin ของ
แสงไม่ได้ครับ มันจะโหดร้ายกว่านี้ เพราะมันมี มลวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

นี่คือ สิ่งที่เรากำลัง จินตนาการกันอยู่ ทุกวัน
Particle ของแสง เดินทางเป็นเส้นตรง

ถ้า Map กับ เดือนที่แล้ว มันคือ Sub Particle คู่หนึ่ง
ของแสงแบบ 24D ตัวหนึ่ง Carry สิ่งที่เรียกว่าเวลา
และ อีกตัวหนึ่ง Carry สิ่งที่เรียกว่าระยะทาง

เคยคิดแบบนี้มั้ยครับ .....
ถ้าโฟตอนไม่กระแทกดวงตา เราจะมองไม่เห็นแสง
แต่ กระแทกดวงตาแล้ว เราเห็นแสง อยู่ที่ระยะ ไกลออกไป
จริงๆแล้ว "โฟตอน ในปัจจุบันขณะ อยู่ที่ TV หรือ อยู่ที่ดวงตาของเรา" กันแน่
เพราะถ้าโฟตอนไม่กระแทกดวงตา เราจะมองไม่เห็นแสง
แต่ กระแทกดวงตาแล้ว เราเห็นแสง อยู่ที่ระยะ ไกลออกไป

ถ้าเรามองตาม Complex 24
แบบ ไม่สมมาตร เพราะ เราต้องการ ความง่ายของมุมมอง 3D
ซึงนี่คือ มุมมองที่ 2 ที่เราจะพูดถึง และสิ่งที่เกิดขึ้น คือ
แสง เดินทาง อยู่ในโลกคู่ขนาน หรือ มิติที่ 4,5,6 หรือ มิติของ Space -Time และ Gravity

ถ้า Map กับ เดือนที่แล้ว มันคือ Sub Particle อีกคู่หนึ่ง
ของแสงแบบ 24D ตัวหนึ่ง Carry สิ่งที่เรียกว่าเวลา
และ อีกตัวหนึ่ง Carry สิ่งที่เรียกว่าระยะทาง เหมือนกัน ขนาดเท่ากัน
แต่ เป็นทิศทาง ตรงกันข้ามกัน

ข้างบน คือ ผมยกตัวอย่าง โฟตอน แค่ 1 ตัว
โฟตอน ตัวนี้ อยู่ที่ ลูกตาคุณ และ แหล่งกำเนิดแสง 2 ที่พร้อมๆกัน ในเวลาเดียวกัน
เวลาที่คุณเรียกมันว่า ปัจจุบัน แต่จริงๆแล้ว
อยู่ในอดีต (มิติซ้ายมือ) และ มันวิ่งไปในอนาคต (มิติขวามือ) พร้อมๆกัน

แต่โดยปรกติ เมื่อเราเห็นแสง เราไม่ได้เห็น โฟตอน แค่ 1 ตัว
นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ...

โฟตอน 1 ตัว อยู่ ทั้งที่ลูกตา และ ที่แหล่งกำเนิดแสง ในเวลาที่คุณ และ ผมเรียกมันว่าปัจจุบัน ก่อนที่มันจะชนคุณ แล้ว แลกเปลี่ยน โมเมนตั้มกัน

ถ้ามองในมุมมอง ของผู้สังเกต โฟตอนวิ่งไปตามระยะทางและเวลา
มุมมองนี้ ให้เอาไปใช้กับ กลศาสตร์ Newton และ General Relativity

ถ้ามองในมุมมองของโฟตอน โฟตอนจะ Jump ข้าม ระยะทางและเวลา ไปหา ผู้สังเกต
มุมมองนี้ ให้เอาไปใช้กับ กลศาสตร์ Quantum

และตอนนี้ ที่คุณอ่าน ข้อความนี้อยู่ในโลกคู่ขนาน
หน้าคุณ ชนเข้ากับจอ Computer หรือ Smart Phone รัวๆ อยู่ คุณรู้ตัวหรือเปล่า ?

แล้วถ้าเราลองนึกถึงระยะทาง ... ที่ไกลกว่านั้นดูหล่ะ ?
ลองมองไปที่ ...

ดวงจันทร์
ในมุมมองของ คุณ ซึ่งใช้ Newton และ General Relativity คำนวน
โฟตอน วิ่งจากดวงจันทร์ ใช้เวลาไป 1 วินาที เดินทาง 300,000 Km
ในมุมมองของ แสง ซึ่งจริงๆ สมควรใช้ Quantum Mechanics คำนวน
โฟตอน Jump หรือ Teleport จากดวงจันทร์ ข้ามเวลามา 1 วินาที ที่ระยะ 300,000 Km

ดวงอาทิตย์
โฟตอน วิ่งจากดวงอาทิตย์ ใช้เวลาไป 8 นาที เดินทาง 90 ล้าน Km
โฟตอน Jump หรือ Teleport จากดวงอาทิตย์ ข้ามเวลาไป 8 นาที ด้วยระยะทาง 90 ล้าน Km

Andromeda Galaxy
โฟตอน วิ่งจาก Andromeda Galaxy ใช้เวลาไป 2.5 ล้านปี ระยะทาง 2.5 ล้านปีแสง
โฟตอน Jump หรือ Teleport จาก Andromeda Galaxy ข้ามเวลาไป 2.5 ล้านปี ด้วยระยะทาง 2.5 ล้านปีแสง

CMB
โฟตอน วิ่งจาก CMB ใช้เวลาไป 13.78 พันล้านปี ระยะทาง 13.78 พันล้านปีแสง
โฟตอน Jump หรือ Teleport จาก CMB ข้ามเวลาไป 13.78 พันล้านปี ด้วยระยะทาง 13.78 พันล้านปีแสง

เพื่อมาเจอ คุณ ....

และคุณเห็น ระยะทาง และ ระยะเวลา จาก Momentum การชนของมัน
Momentum ของ มิติที่ 4,5 และ 6 หรือ มิติของ Space-Time-Gravity

เป็นมุมมอง ที่ 3 ต่อเดือนหน้าครับ

...
To be Continue เดือน มกราคม ครับ

waroonh's picture

สวัสดีปีใหม่ 2016 ครับ

เนื่องจาก ผมบ้าพลังไปนิดหน่อย ตอนช่วงปีใหม่
ตอนจะ update ของเดือนนี้ เมื่อ clean up text และ รูปที่วาด ๆ ไว้
ผมพบว่าผมเขียน พอจะลงได้ 2 เดือนเลยครับ

แต่ ผมจะเอามาลงรวดเดียว 2เดือน ครับ วันนี้จะเป็นตอนของเดือนนี้
ส่วนวันเสาร์ หรือ พรุ่งนี้ จะเป็นตอนของเดือนหน้าครับ
ตามนั้น

24 Dimensions of Light

ในมุมมอง ปรกติ ... ? - ภาพที่ 3

by Waroon Ha.
20160108

สวัสดีครับ
จากเดือนที่แล้ว เราจะได้ Perspective ของ แสงไป 2 แบบแล้ว
เดือนนี้ เป็นมุมมองที่ 3 ครับ
หรือก็คือ Momentum ของ มิติที่ 4,5 และ 6 หรือ มิติของ Space-Time-Gravity นั่นเอง
นี่คือ วิธีการทำงานของ แสง ใน เดือนที่แล้ว

เราจะได้ logic หยาบๆ ว่า ....
มีพื้นผิวของ Space ที่ชื่อ ระยะทาง และ ระยะเวลา ระหว่างเรากับ TV

อย่างงั้น ? หรือ ..
เรามาลองเปลี่ยน TV เป็น กระจกดูครับ

เราจะพบว่า
มีภาพของวัตถุ ปรากฏอยู่ภายในกระจก

มีภาพสะท้อนอยู่หลังกระจก
สิ่งที่เกิดขึ้น คือ

  1. แสงจากตัวเรา ตัวหนึ่งวิ่งไปชนกับกระจก และ อีกตัวหนึ่ง Teleport ไปชนกระจก
    ซึ่งเป็น วัตถุ แสงคู่เดิม จะหายไป แล้วเกิดเป็น Symetric คู่ใหม่ ขึ้น

  1. เกิดเป็น คู่ Pair ของ Particle ที่ชื่อ Photon คู่ใหม่ ที่ผิวของกระจก
    ที่มี Kinetic Enegy ของ Space และ Time ติดไปกับ ตัวของมันด้วย

  1. วิ่งสะท้อนกลับ เหมือนว่า ตัวมันเอง มีมวล (แต่ มวลของ แสง = 0 และ infinity พร้อมกัน)

  1. เมื่อ ชนเข้ากับ เรามันจะ ถ่าย Kinetic Enegy ของมันออกมาใส่ วัตถุที่มันชน
    เมื่อเทียบกับ TV ที่ แสง มี Kinetic Enegy แค่ระยะทาง ระหว่าง คนดูกับ TV

  1. สาเหตุที่ มันชาร์ต Kinetic Enegy ได้ เพราะ เราไม่ได้หยุดนิ่ง อยู่ใน Space - Time - gravity
    เราเคลื่อนที่ไปใน Space - Time - Gravity ตลอดเวลา

เช่น ... ลูกบอล สองลูก หนักไม่เท่ากัน ตั้งอยู่ข้างกัน นิ่งๆ

ในมุมมองของ Position ของ วัตถุบนโลก ทั้งสองวัตถุ อยู่นิ่งอยู่กับที่ แต่จริงๆแล้ว วัตถุทั้งสองชิ้น
แปะติดไปกับโลก ที่วิ่งไปใน อวกาศตลอดเวลา

เราจึงรู้สึกว่า วัตถุ อยู่ข้างๆกันเสมอ
และ พยายามวิ่งเข้าสู่จุด ศูนย์กลงของโลก ด้วย ระยะ และ เวลา ที่เท่ากัน
เรียกว่า Gravity

เราจะได้ว่า เมื่อเทียบ ระยะ และ เวลา กับ โลก เราจะเคลื่อนที่ตลอดเวลา
แสงเดินทาง ทำมุม กับ วัตถุ ตลอดระยะทาง และ เวลา

แต่ ตามที่วาด กราฟไป ตั้งแต่ตอนแรกว่า แสงจะเดินทางใน แกนที่เรียกว่า ระยะทาง หรือ เวลาเท่านั้น
วัตถุต่างหาก ที่วิ่ง ทำมุม ไปบนพื้นผิวของ Space - Time - gravity ไม่ใช่แสง

ภาพนี้ จึงผิด จริงแล้ว ต้องจินตนาการกลับกัน
คือ แสงหนะวิ่งเป็นเส้นตรง มวลต่างหากที่วิ่งเป็นเส้นโค้ง
เราจะไปต่อ กันที่ Spin ของแสงกับมวล ... ด้านล่าง พรุ่งนี้ครับ

waroonh's picture

24 Dimensions of Light : Spin of Light

Spin ของ Space - Time - Gravity

by Waroon Ha.
20160109 (แต่เป็น ตอนของเดือน Feb, ส่วนเดือน Feb จะเขียนมาลงเพิ่มหรือไม่ จะแจ้งให้ทราบต้นเดือนหน้าครับ)

สวัสดีครับ
จากเมื่อวานนี้ หรือ ตอนที่ 3 ของเดือนนี้ ในเดือนที่ 4 นี้ เราจะได้ Perspective ของ แสงไป 3 แบบแล้ว
ในเดือนนี้ เราจะมาต่อในเรื่อง ของแสงในมุมมองของ วัตถุกัน

นี่คือ มุมการวิ่งของแสง

จะเห็นได้ว่า แสงไม่ได้วิ่งไปในแกนที่ 3 หรือ แกนที่ชื่อว่า Gravity
แต่ วัตถุวิ่งไปในแกน Gravity ... เมื่อ วิ่งไปในแกนของ Gravity มันจะเกิด มุมเอียงขึ้น

ให้ดูตามแกนสีม่วง เพราะภาพนี้ ผมตัดออกมา ครึ่งเดียว อีกครึ่ง สีเหลือง จะไม่วาดนะครับ
แค่นี้ก็ยากพอดูแล้ว

โดย
แกนสี ชมภู คือ เวลา
แกนสี ฟ้า คือ ระยะทาง
และ แกนสีเขียน คือ gravity

เมื่อมองเงา ทั้ง 3 แกน
Space - Time - Gravity
จะมีค่าทั้งสามแกน

ในกรณีของวัตถุ ที่ทำตัวเหมือนหลุมดำ หรือ หลุมดำ
เมื่อวัตถุมีมวล = infinity
เวลาหยุด วิ่งไปในระยะทาง

  • หลังปรับแต่ง ทิศทางการเดินจาก 0->Max ตาม Complex 24
    ให้สังเกต หัวลูกศรคือ ค่า infinity

ถ้าเราเอาเส้นสีฟ้าตรงกลางเป็นหลัก
ด้านซ้าย หัวลูกซรทิ่มลง
ด้านขวาจะวิ่งสลับทิศกัน คือ วิ่งขึ้น

ในกรณีของวัตถุ ที่ไม่ใช่แสง แต่ วิ่งด้วยความเร็ว แสง
และ อาจจะมีมวลนิดๆ เช่น electron หรือ neutrino
เมื่อวัตถุมีมวล = 0
ระยะทางหยุด วิ่งไปในแกนเวลา

แต่ เรายัง Observate ด้วยหักการเดียวกับแสงอยู่ เพียงแต่เรามองไม่เห็นมุม ที่มันวิ่งใน Hyper Space เท่านั้น

มุมมองจริง เราจะมองไม่เห็นทั้ง 3 แกนเลย
แต่เพราะ พื้นผิวของ จักรวาลจริงๆ มี 24 มิติ หรือ 3 มิติทั้งหมด
8 แบบ 4 แบบ คือ Space - Time - gravity ที่ สลับทิศกัน
แบบ Quat Symetry เราจึง เสมือนยืนอยู่ พร้อมๆ กัน
4 จุด บนพื้นผิวของ Space พร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน

เราจะได้ ratio ของ จักรวาลออกมาโดย อัตโนมัติ

จะสังเกตได้ว่า
แสงตัวหนึ่ง วิ่งหนีผู้สังเกต ออกไปทางแกน Gravity
คู่ แดงเขียว
แสงตัวหนึ่ง วิ่งใส่ผู้สังเกต เข้ามาทางแกน Gravity
คู่ เหลืองฟ้า

เพราะว่า Surface ซ้อนทับกัน 4 แบบ วิ่งไปคนละทิศ
ถ้าในปัจจุบัน เราวัดผล ทุกอย่าง ด้วยคลื่น Electromagnatic
หมายความว่า เรากำลัง วัดผล คู่เสมือนกลับด้าน ของมันอยู่

เมื่อทำการวัดผล ทางด้านขวา จริงๆ ผลที่ได้คือ ด้านซ้าย ....
ดูตามคู่สี เหลือง เขียว แดง
จะเห้นว่า มันสลับกัน โดนสิ้นเชิง เป็นผลมากจาก Momentum ของ Space - Time โดยตรง

เกิดเป็น
Space-Time Wave (ผมตั้งเอง อาจจะดูแปลกตาไปซักหน่อยนะครับ)

เมื่อดูคุณสมบัติ ของแสง ผ่าน Complex 24
การตอบคำถาม เกี่ยวกับ CMB และ ต้นกำเนิดของ Big Bang ???
เมื่อเรา มองย้อนอดีต ออกไป เรื่อยๆ เราจะพบว่า ยิ่งไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่ง Red Shift มากขึ้นเท่านั้น
เพราะเราไม่ได้มองว่า ในแกนของเวลา มันก็สามารถ ยืดหดได้ เหมือน แกน Space

เราจะได้ อัตราส่วน ของ Space กับ Time ออกมา ยิ่งไกล ความถี่คลื่น จะยิ่งลดลง
แต่จริงๆแล้ว ยิ่งระยะ และ เวลา ไกลขึ้นเท่าไหร่ Particle ที่วิ่งมาชนผู้สังเกต มีความถี่สูงขึ้น

ในปัจจุบัน เราใช้วิธี plot graph red shift ของแสง แล้วเข้าใจว่า ถ้าย้อนเวลากลับไป
จักรวาลก็น่าจะ มีลักษณะเล็กมาก ๆ และ ระเบิดออก นั่นคือ ที่มาของทฤษฏี big bang

แต่ตาม Complex 24 เราจะรู้ว่า เมื่อเราวัดค่าแสง สิ่งที่ได้ออกมาคือ โมเมนตั้ม ของ Space-Time
ค่าที่ได้จะออกมาตรงข้ามกัน ถ้าแสง ค่อนไปทาง blue shift (ตามแถบด้านบน ที่ mark ว่า Real)
เราจะวัดผลได้ออกมาเป็น red shift (ตามแถบด้านบน ที่ mark ว่า Observate)

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าเราเอากล้อง Hubble มองออกไปไกลมากเท่าไหร่ ค่าที่แท้จริงคือ มันจะ bule shift
มากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราคิดย้อน เวลากลับไป ตอนที่ Photon ตัวนี้ อยู่ที่ระยะเริ่มต้น มันจะมีค่า พลังงาน
น้อยลงไปเรื่อย ๆ จนถึงระยะที่ Photon มีค่าพลังงาน เป็น 1 Hz พื้นที่หลังจากบริเวณ 1 Hz ถึง 0 Hz
เราจะเห็นเป็น Gap ว่าง ๆ สีดำไม่มีอะไรอยู่เลย เมื่อถึง จุด 0 Hz นั่นคือ จุดที่เรียกว่า Super Position
เป็นจุดที่ Photon 0 Hz และ Anti Photon - Infinity Hz อยู่ซ้อนทับกัน ตรงตำแหน่ง
เดียวกัน เราจึงเห็นแสง มีลักษณะ เป็น แผ่นบาง ๆ สองมิติ เนื่องจาก Anti Photon คือ แสงตัวที่ใช้วิธิ
Jump หรือ Teleport แทนที่จะวิ่งไปตาม Space Time ปรกติ

Photon ที่ระยะ ไกลกว่า 13.78 พันล้านปีแสง หรือ หลังจุดที่ คุณเรียกมันว่า CMB
(ถ้าคุณสังเกตดีพอ ผมไม่เคยเขียนว่า ระยะเวลาของแสง คือ 13.82 พันล้านปีแสง
เพราะ ระยะของแสงสิ้นสุดที่ CMB ระยะทาง จะสั้นกว่าที่คิด ไปประมาณ 175,000 ปีแสง )

เมื่อกระโดด ข้ามระยะที่ไกล้กว่า 13.78 พันล้านปีแสง มันจะแสดง Spin Shift ไปเป็นอีกแกนหนึ่ง
ระยะ ก่อน CMB จึงเป็น ฉากมืดๆ และ เราจะได้ CMB เป็น กำแพงแห่งแสง Gamma Ray เหมือนแผ่น 2D ลอยอยู่
เพราะ เรามองเข้าไปใน มุมมอง ของทางฝั่ง "แสงมองวัตถุ" แล้ว
จากที่มี ระยะทาง และ ระยะเวลา จะกลายเป็น ระยะทางติดลบ และ เวลาเป็นค่าบวก แทน

ระยะทาง
ระยะเวลา
13.78 ล้านปีแสง ถัดไป ยุบตัวเข้าใส่ CMB
จนเหมือน แผ่นบางๆ 2D

ระยะ 13.79 - 27.56 พันล้านปีแสง
ห่างออกไปจากโลก
วัตถุอยู่ในระยะใกล้ จะแสดงสีค่อนไปทางฟ้า
วัตถุอยู่ในระยะไกล จะแสดงสีค่อนไปทางสีแดง

ถ้า CMB เรื่องแสง สว่าง แสดงว่ามี Space - Time ยุบตัวเข้ามาใส่มัน
จึงมีระยะทาง และ ระยะเวลา ไกลกว่าระยะ 13.78 พันล้านปี แสง ออกไปอีก
เป็นการ Prove ว่าไม่มี Big Bang เป็นแค่ Illusion ของแสงเท่านั้น

ระยะทาง 13.78 พันล้านปีแสง คือ 0.25 Hz ในระบบ Complex 24
1 unit หรือ 1 Hz จริง ๆ จะมีระยะทาง และ ระยะเวลา = 55.12 พันล้าน ปีแสง
Sparticle ของแสง มีขนาด รัศมี 13.78 พันล้านปีแสง
Particle ของแสง มีขนาด 1 Planck Scale

ก็ไม่ใช่ว่า จะไม่สามารถ มองออกไปนอก ระยะ 13.78 พันล้านปีแสงได้
ถ้าวันหนึ่ง เรามีเทคโนโลยี ที่วิ่ง warp ไปที่ระยะทาง ไกลๆ อย่าง 5-10 พันล้าน ปีแสง
แล้ว Scan CMB อีกครั้ง แล้วก็จะรู้เอง (อีกกี่พันปีหล่ะนั่น ...)

สรุปง่ายๆ ก็คือ
ไม่มี Big Bang เป็นแค่ คุณสมบัติของแสง
ที่ระยะไกลกว่า 13.78 พันล้านปีแสง ออกไป

ในเมื่อไม่มี Big Bang ก็ไม่ต้องคิดเรื่อง การบีบอัด วัตถุทั้งจักรวาล
ไปสู่จุดที่ไม่มีอะไรเลย จักรวาลไม่เคยยุบตัว ไม่เคยขยายออก แต่
จักรวาล 24 มิติ เกิดจากวัตถุ ทั้งสมมาตร และ ไม่สมมาตร ทรงกลม 3 มิติ ทั้งหมด 8 แบบ
ซ้อนทับกันเป็นรูปดอกไม้ที่มีความสมมาตรในทุกแกนของมิติ เกิดขึ้น บานออก และ ดับไป

เดือนหน้า
หลุมดำ ...
มันคืออะไร ดำจริงหรือไม่ เรามาดูกันครับ

waroonh's picture

ขอบคุณที่ตามอ่านครับ

ปล. เดือนนี้ คิดว่าจะเขียนตามปรกติ
แต่ยังไม่มีเวลา clean up txt เลยครับ
เป็นขยุ้มๆ อยู่ใน notepad เหอะๆ

waroonh's picture

24 Dimensions of Light : Spin of Light

Spin ของ Space - Time - Gravity อีกแบบหนึ่ง

by Waroon Ha.
20160206 (แต่เป็น ตอนของเดือน Mar)

สวัสดีครับ
อยากที่บอกไว้ เราจะไปต่อที่ Black Hole ครับ จากความเดิมเมื่อตอนที่แล้ว เราจะได้ภาพวิธีการทำงาน
ของแสงไปแล้ว และ ผมก็เคยวาดภาพของ Black Hole ไปแล้วครั้งหนึ่ง
ใน "Concept of multi dimensional space model"
แต่ อันนั้นค่อนข้างจะ philosophy ไปนิดหน่อย (นิดหน่อย ?)

ซึ่งก็คือ รูปนี้...

คราวนี้ เรามาทำความเข้าใจ กับ Black Hole บ้างดีกว่า
ไม่ใช่ในแบบ Complex 24 แต่ รับฟังได้ ในระบบ ภาษาไทย

นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ครับ
Black Hole เกิดจาก การยุบตัวของมวล ขนาดมหาศาล จนดูเหมือนจะ ตกลงไปใน Space-Time

จาก บทความที่แล้ว ๆ มา เราจะได้ว่า
จักรวาลนี้มี 3 มิติ ซ้อนกัน 8 ชั้น
4 ชั้นคือ Space อีก 4 ชั้นคือ Particle จับคู่กัน 1 Space 1 Particle

เมื่อ สิ่งที่เรียกว่า มวล ขนาดมหาศาล ข้ามมิติไปอีกมิติหนึ่ง
จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Swap Spin ขึ้น

ภาพจาก เอกสารดั้งเดิม ก่อนที่ผมจะเขียน
Complex 24 แสดง Spin เพาะเจาะจงว่าเป็น
Object แบบ 24 มิติ Swap Position เท่านั้น ถึงจะสามารถ
หลุดพ้นออกจาก ทฤษฏีปรกติได้

ด้านบน คือ วัตถุ เมื่อวิ่งเข้าใส่ Event Horizon เมื่อวิ่งเข้าไปแล้ว
วัตถุยังคงวิ่งไปในทิศทางเดิม เข้าสู่ Singularity แต่ Swap Spin
Mark ลูกศรสีส้ม เอียงๆ point ไปที่ วัตถุ 3D คู่เดียวกัน
จะเห็นได้ว่ามัน Spin สลับไปตำแหน่ง ตรงข้ามเป๊ะครับ
(เป็นเอกสารที่ไม่เคย public เขียนก่อนปี 2015)

เมื่อ Complex 24 ซึ่งจริงๆ มีทั้ง Particle และ Space Time อยู่ซ้อนทับจุดเดียวกัน
ข้ามผ่าน หลุมดำโดยสมบูรณ์ มันจะ สลับที่ Particle เป็น Space-Time-Gravity
และ Space-Time-Gravity ก็จะสลับที่กลายเป็น Particle แทน

เมื่อ Particle ตกลงไปในหลุมดำ สิ่งที่เกิดขึน คือ ...

ไม่แตกต่างจาก CMB เลย แม้แต่นิดเดียว ยกเว้น ระยะทาง และ ระยะเวลา ...
อย่างงั้นหรือ ?

นี่คือ หลุมดำ ที่จริง ๆ แล้ว สว่างมากที่สุดในจักรวาล
เพราะ แผ่น CMB ที่แปะติดอยู่กับ แผ่น Dark Era ที่ Event Horizon พอดี

สิ่งที่ต่างกัน ระหว่าง หลุมดำ กับ CMB ก็คือ Gravity นี่แหละ

นี่คือ มุมการวิ่งของแสง เมื่อเทียบ แสง กับ วัตถุ
จะเห็นว่า วัตถุวิ่ง เปลี่ยนมุม ไม่ได้วิ่งไปใน ระยะทาง หรือ ระยะเวลาเพียว ๆ
มันวิ่งเป๋ไปในทิศที่ 3 หรือ Gravity ด้วย

จะคู่ ฟ้าแดง หรือ คู่ เหลืองม่วง ก็ยาว 13.78 พันล้านปีแสง เหมือนกัน
ที่ต่างกันคือ เมื่อมี Gravity เข้ามาเกี่ยวข้อง วัตถุจนลงไปใน Gravity
Gravity ก็คือ ระยะทางแบบนึ่ง เหมือนกับ ระยะทางของ Space
ระยะทางของ Time และสุดท้าย เราก็จะได้ระยะทางที่ 3 คือ ระยะทางของ gravity

แต่ในระนาบ 3D ที่เราเห็นกันทุกวันนี้คือ หลุมดำจะอยู่ไกล้ กว่า CMB มาก
เป็นผลมาจาก Gravity ทำให้ Space และ Time ดูเหมือนว่า สามารถยืด หรือ หดสั้นเข้ามาได้ เหมือน Wave
เราจะเรียก gravity ว่า Concentrate of Space Time ก็ ได้ เพราะจริงๆ G หรือ Graviton คือ Sparticle
ตัวหนึ่ง ของแสง ถ้านับตาม วิชา Quantum

แต่ข้างในหลุม ดำ จะ มี Spin ไม่เหมือนกับ CMB (ดูสลับ Spin ด้านบน)
เพราเป็นการข้ามมิติ ไม่ได้อยู่ในมิติเดิม
แต่หลักการทำงานเหมือนกัน

ข้างในหลุมดำ
ก็เหมือน Atom ทั่วไป

เส้นๆ นั้นคือ Event Horizon
เป็น Anti Space-Time บีบอัดกันจน
เหมือน แผ่นบางๆ 2D ลอยอยู่กลางอวกาศ
และ Particle จะใช้วิธี Jump แทนการเคลื่อนที่ ไปใน
แต่ละ Zone และ การจะวิ่งผ่าน เส้น Horizon ไปสู่ อีก Event Horizon หนึ่งได้
จะต้องใช้เวลาไป 13.78 พันล้านปีแสง

...

ก็เหมือน Atom ทั่วไป ?
ใช่ครับ เหมือน Atom ทั่วๆไป

เดือนหน้า ... เมื่อ แสง วิ่งผ่าน Event Horizon
แล้ว เกิดเป็น Particle ครับ ...

waroonh's picture

24 Dimensions of Light : Light is Particle

When it's pass 13.78 Billion Years.

by Waroon Ha.
20160305 (แต่เป็น ตอนใหญ่ ขนาด x2 ของเดือน Apr-May)

สวัสดีครับ

อาทิตย์ที่แล้ว หลังจากที่เขียน เรื่อง Gravitational Wave ไป
ผมก็ไปอ่าน การทดลองที่คิดว่า น่าจะ เป็นของ CERN
แต่ ยังไม่เป็นข่าว โด่งดังนัก นั่นคือเรื่อง diphoton excess

http://resonaances.blogspot.com/2015/12/750-and-what-next.html

http://resonaances.blogspot.com/2016/01/750-ways-to-leave-your-lover.html

ซึ่งแน่นอนว่ายังเป็นแค่ทฤษฏี เบื้องต้น หรือ hypothesis อยู่ แต่โดยภาพรวมแล้ว
diphoton excess คือ เมื่อเร่ง พลังของเครื่อง LHC ไปเรื่อยๆ

จนถึงระดับ ราว 750 GeV Higg จะมี Spin = 2 (ตามว่าที่ Standard Model ตัวใหม่)
แต่ Higg มี Spin = 0 ? ... เลยมีการอธิบายว่า อยู่ดีๆ มันก็ กระโดดข้ามไป 2 เลย ?
What ever ...

ซึ่งถ้าเราหมุนเม้าส์ ขึ้นไปด้านบน diphoton excess ไม่ควรจะมีอะไรยุ่งยากไปกว่า
Photon ตัวที่วิ่งไปตามเวลา หรือ Photon ตัวที่มีมวล และ
Photon ตัวที่วิ่งไปตามระยะทาง หรือ Photon ตัวที่ไม่มีมวล
ตัวหนึง Teleport Jump ตัวหนึ่ง วิ่งไปตามระยะทางแล้วมาพบกัน
ที่จุดเดียวกัน

แต่ ...

จุดเดียวกัน ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้น คือ จุดที่มีระยะทางและระยะเวลา
ที่พิเศษกว่าปรกติ นั่นคือ จุดที่แสง เดินทางไปได้ 13.78 พันล้านปีแสง นั่นเอง

ตามรูป ที่จะอธิบายดังต่อไปนี้ ...

นี่คือ Photon ที่เดินทาง ไปในอวกาศ 13.78 พันล้าน ปีแสง

จาก Particle ตัว Top สุดที่มี 24 มิติ มันจะ Decay ครั้งแรก เหลือ เป็น Particle
แบบ 12 มิติ 2 ชิ้น แล้ว Decay เป็น วัตถุ 3 มิติทั้งหมด 8 ชิ้น
ซ้อนทับกัน อยู่ ณ จุดเดียวกัน พอดิบพอดี

เมื่อแสง เดินทาง หรือ อยู่ใน อวกาศ ครบ 13.78 พันล้านปีแสง
(เวลา และ ระยะทาง ที่แท้จริง นับจาก Gamma Ray แล้ว red-shift ไปเรื่อยๆ จนเหลือ 0 Hz)
แสงจะ วิ่งไปถึง จุดที่เรียกว่า Singulality โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าตรงนั้น จะเป็น space ว่างๆ
หรือ พื้นผิวของหลุมดำ เป็นผลมาจาก Surface ของ ตัว Space แบบ Complex 24

แสง จะ Swap Spin จาก In เป็น Out และ Out เป็น In
จะเกิดปรากฏการ ที่เรียกว่า Photon pair production
https://en.wikipedia.org/wiki/Matter_creation

นี่คือ จุดที่เกิด Photon pair production เราจะแยก ตรงนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือ
Spin Out กับ Spin In

Decay to Space-Time-Gravity

Decay to Particle
W+ ที่วิ่งไปตามเวลา W+ ที่วิ่งย้อนเวลา
W- ที่วิ่งไปตามเวลา W- ที่วิ่งย้อนเวลา
Z0 ที่วิ่งไปตามเวลา Z0 ที่วิ่งย้อนเวลา

ส่วนที่ Decay to Particle
ถูกแบ่ง ให้แตกออกมาเป็น Particle 2 แบบ ด้วยเส้นแห่งมิติ

https://en.wikipedia.org/wiki/W_and_Z_bosons

ดูตาม Decay Channel

W : Decay จะได้ Up, Down Quark และ e, Ve มาอย่างละ 1 ตัว

Z : Decay ยังไม่มีใครบอกได้ชัดๆ แต่ ผมจะบอกว่า Decay ได้
Up, Down Quark และ e, Ve มาอย่างละ 1 ตัว เช่นกัน

W และ Z จับตัวกันเป็น Protron และ Newtron

Protron จะมี u,u,d,e-,Ve แล้วมี e- หนีออกมาได้ 1 ตัว
Newtron จะมี d,u,d,e-,Ve แล้วมี Ve หนีออกมาได้ 1 ตัว

คู่บน เราเรียกมันว่า Particle
คูล่าง เราเรียกมันว่า Super Pathner
https://en.wikipedia.org/wiki/Supersymmetry
ตรงนี้อยู่ในระดับ Quark หรือ Quantum คือ u,d, e, Ve

เรียงใหม่ ตาม Spin ที่ควรจะเป็น
ตรงนี้อยู่ในระดับ Standard Model คือ P,N, e, Ve

แต่ในโลก แบบ 3 มิติ หรือ ระดับ Sandard Model เราจะแยกไม่ออก
ว่า Particle ตัวนี้คือ P+ หรือ P- , e- หรือ e+
คุณสมบัติ มันจะเหมือนกัน
ถ้าเรามอง ถึงระดับ Quantum จะมี ตัวหนึ่ง วิ่งไปตามเวลา
อีก ตัวหนึ่ง วิ่งถอยหลัง แล้วย้อนเวลาไป พร้อมกัน

เมื่อ แสง แบบ Complex 24 Decay แล้ว ค่อยๆ Spin จนเกิดเป็น Particle

ตัวสุดท้ายคือ 4H : Hidrogen 4 เมื่อ Ve กับ e หลุดออกจาก Atom

ถ้าดูตามมุมหมุน จะไม่สามารถเกิด 2He ได้
เพราะ จะต้องวนให้ครบ P,e,N,Ve รอบหนึ่งซะก่อน
แต่เกิด 4H ได้ เพราะ e- กับ Ve วิ่งออกจาก Atom ได้
และ Atom จะไม่เสถียร มากๆ

Symetric of Particle

เมื่อตัวหนึ่ง เดินไปตาม ระยะทางและเวลาของ Space-Time
และอีกตัวหนึ่ง เดินย้อนศร ระยะทางและเวลาของ Space-Time
มันจะแปะติดกัน เพราะหมุนไปคนละทาง
มันจึงลบ Spin ของกันและกัน จนเหลือ 0 พอดี

Super Symmetry

Atomic Table

H และ He จะอยู่คนละฝั่ง ในตารางธาตุ
คล่าวๆ นะครับ ถ้าเอาตรงเป๊ะ ต้องเรียงทีละลูก สลับ บนล่างครับ
ลำบากมาก แล้วดูยากมากด้วยครับ

เมื่อถึง Ar จะเห็นว่า เวลาที่ Atom เกาะกันด้วย Spin
มันจะ ลบ Spin ของกันและกัน จนเหลือ 0 พอดี
จึงเกิดฐาตุที่เสถียรขึ้น

อันนี้เป็นแนวคิด ว่าระดับชั้น ในตารางฐาตุ
คืออะไร และ มาได้อย่างไร ?

ทำไม ถึงมี Non Metals กับ Inner Transition Metals ได้

ภาพด้านล่าง
คือแนวคิด การแปะติดของ Atom ทำให้เกิด Column
ต่างๆ ของตารางฐาตุ

ผมค่อนข้าง มั่นใจ ว่าไม่ควรจะมีอะไร มี Atomic Mass มากกว่า 118 แม้แต่ ในห้องทดลอง
ถ้ามี มันจะขึ้นเป็น Atomic Table เพิ่มขึ้นมาอีกหลายชุด กว่าที่จะ Stable อีกครั้ง
หรือก็คือ จะต้องเพิ่ม Column และ Extends ของตารางธาตุใหม่
ขึ้นอยู่กับว่า ฐาตุที่ 165 มีคุณสมบัติ เหมือนหรือ ต่างกับ H

ไม่ต้องคิดเองครับ เราได้ตารางฐาตุ และ ระดับชั้นของอิเลคตรอน
ตามวิชาเคมี ออกมาเอง โดยธรรมชาติครับ

...
เดือนหน้า ว่าจะหยุดครับ แล้วจะกลับมาหาอะไร ประหลาด ๆ เขียนต่อ
ในเดือน 5 ครับ

(ไปเก็บข้อมูล ใน Twilight Princess ครับ .. เหอะๆๆๆ)

ตามนั้นครับ
ขอให้ทุกท่านโชคดี

waroonh's picture

สวัสดีครับ

บทความของเดือน 5

ผมว่า ผมจะเขียน เรื่อง Diphoton Exceed ครับ

ไล่ตั้งแต่ เริ่ม ไปจนถึง สิ่งที่ทันสมัยที่สุด เท่าที่ วิทยาศาสตร์ปรกติของโลกนี้จะไปได้
แต่จะไม่ใช่ บทความที่ใช้ String แบบ 24 มิติ ครับเป็นมุมมองธรรมดาก่อน

ถ้าเขียนจบเดือน 7 หรือ เดือน 8 ผมจะเอา Complex 24 <- ขอตั้งชื่อนี้เป็นทางการครับ
มาเขียนอธิบาย Diphoton Exceed ทับลงไปอีกทีหนึ่งครับ

ตามนั้นครับขอบคุณ