นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลประมูลเหรียญรางวัล ได้เงิน 4.75 ล้านดอลลาร์

By: lew
Writer
on Mon, 08/12/2014 - 23:04

James Watson นักชีววิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของยุคจากการค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอว่าเป็นโครงสร้างเกลียวคู่ (double helix) จนกระทั่งได้รางวัลโนเบลในปี 1962 สาขาการแพทย์ ประกาศประมูลเหรียญรางวัลของตัวเองได้เงินไปถึง 4.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ผลงานที่โด่งดังและก่อให้เกิดการถกเถียงเป็นวงกว้างของ Watson คือ หนังสือ The Double Helix เล่าถึงประวัติการค้นพบโครงสร้างโมเลกุลจากมุมมองของเขาเอง เขาพูดถึงประสบการณ์ระหว่างที่เขากำลังทำวิจัย นอกจากนนี้ Watson ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยก่อตั้งโครงการ Human Genome Project

แม้ว่า Watson จะมีเรื่องฉาวอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลา แต่ประเด็นสำคัญเพิ่งเกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อเขาแสดงความเห็นชี้ว่าคนผิวดำฉลาดน้อยกว่าคนผิวขาว และเขาระบุว่าเหตุผลที่นำเหรียญออกมาประมูลครั้งนี้ก็เพื่อสร้างโอกาสที่จะกู้ชื่อคืนมาหลังจากแสดงความเห็นในครั้งนั้น

หลังจากแสดงความเห็น เขาถูกบีบให้เกษียณออกจากตำแหน่งนักวิจัยในห้องแลบที่ Cold Spring Harbor Laboratory แม้จะยังมีตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์อยู่ก็ตาม (ตำแหน่งนี้ตำแหน่งเดียวเงินเดือนปีละ 375,000 ดอลลาร์) นอกจากนี้เขายังถูกปลดออกจากตำแหน่งบอร์ดของบริษัทต่างๆ ทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ครอบครัวของ Francis Crick ผู้รับรางวัลโนเบลร่วมกับ Watson ก็ประมูลเหรียญรางวัลเช่นกัน โดยได้เงินไป 2.27 ล้านดอลลาร์ ตัว Watson เองระบุว่าเขาอยากได้อย่างน้อยก็ให้เท่ากับที่ Crick ได้

ที่มา - The Japan Times, Scientific American (1), Scientific American (2)

3 Comments

echo's picture

ล่าสุดครับ นายอลิเชอร์ อุซมานอฟ มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในรัสเซีย
ออกมาเปิดเผย เขาคือผู้ที่โทรศัพท์ไปประมูลซื้อเหรียญทองโนเบล
พร้อมกับบอกว่า ตามความเห็นของเขา การที่นักวิทยาศาสตร์ซึ่งมีชื่อ
เสียงต้องขายเหรียญรางวัลจากความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอม
รับได้ โดยนายเจมส์ วัตสัน เป็นหนึ่งในนักชีววิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ยุคนี้ และรางวัลจากการค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอ
ต้องเป็นของเขาต่อไป ( ซื้อเพื่อคืนให้แก่ James Watson )

PaPaSEK's picture

อ่านข่าวแล้วเศร้า ผมเป็นพวกต่อต้านพวก ultra-anti-racism อ่ะนะ

BLiNDiNG's picture

บางเรื่องก็พูดยากนะครับ.......อาจจะเพราะ culture บางอย่างด้วยแหละ
แม้ว่าไม่ควรจะเหมารวม แต่ถ้า มากกว่า 70% เหมือนๆกันเป็น stereotype ไปแล้วก็น่าลำบากใจ

ตอนอยู่เมืองไทยก็ไม่เชื่อเหมือนกัน พอมาเจอกับตัวแล้วพูดไม่ออกเบย