หลักฐาน DNA จากกษัตริย์ Richard III ชี้สายเลือดราชวงศ์ขาดไปในบางช่วง

By: lew
Writer
on Wed, 03/12/2014 - 18:19
Topics: 

ข่าวการค้นพบศพของกษัตริย์ Richard III กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ยอร์ค เมื่อปีที่แล้วสร้างความตื่นเต้นให้วงการประวัติศาสตร์ การยืนยันร่างที่ฝังอยู่ใต้ลานจอดรถอาศัยไมโตคอนเดรียลดีเอ็นเอเพื่อยืนยันว่าเป็นร่างของ Richard III จริง แต่การทดสอบต่อมากลับไม่สามารถหาความเชื่อมโยงฝั่งพ่อได้ แสดงให้เห็นว่าในสายตระกูลฝั่งพ่อมีบางช่วงที่มีการคบชู้จนกระทั่งไม่สามารถเชื่อมโยงทางดีเอ็นเอได้

นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบดีเอ็นเอจากทายาทของ Henry Somerset ทายาทลำดับที่ 15 ของกษัตริย์ Edward III เทียด (พ่อของทวด) ของ Richard III แต่กลับไม่สามารถหาความเชื่อมโยงดีเอ็นเอฝั่งชาย ระยะห่างระหว่างทั้งสองกษัตริย์คิดเป็น 19 ช่วงกินระยะเวลารวมเกือบ 500 ปี การตรวจสอบว่าสายเลือดราชวงศ์อังกฤษขาดไปตรงไหนคงเป็นไปได้ยากอย่างมาก

ถ้าสายเลือดขาดไปที่ ๋John of Gaunt ลูกชายของ Edward III ผลต่อเนื่องคือราชวงศ์ Tudor ทุกวันนี้ขาดช่วงการสืบสายเลือดต่อขึ้นไปยังต้นราชวงศ์อังกฤษ อย่างไรก็ดีนักประวัติศาสตร์คาดว่าเป็นไปได้ยากเพราะประวัติศาสตร์ช่วงนั้นระบุว่า John of Gaunt และภรรยารักกันดี

รายงาน "Identification of the remains of King Richard III" ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications หมายเลข doi: 10.1038/ncomms6631

ที่มา - The Telegraph

upic.me

4 Comments

terminus's picture

ไมโตคอนเดรียดีเอ็นเอ (mtDNA) ใช้ตรวจสอบสายการสืบทอดสายเลือดจากฝั่งผู้หญิงครับ การไล่ตรวจดูหาพ่อ ใช้ Y chromosome ครับ


ตามที่ผมเข้าใจนะครับ

เนื่องจาก

  • mtDNA ส่งผ่านจากแม่ไปสู่ลูก(ทั้งลูกชายและลูกสาว) เพราะไมโทคอนเดรียแบ่งตัวก๊อปปี้ตัวเอง ไม่เกี่ยวกับ DNA ในนิวเคลียส ลูกจะได้รับไมโทคอนเดรียจากแม่เท่านั้น (จากเซลล์ไข่)

  • Y chromosome ส่งผ่านจากพ่อไปสู่ลูกชาย เพราะระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ Y chromosome ไม่มีคู่ Homologous chromosome ให้จับคู่เกิด crossing over

ดังนั้นภารกิจของการสืบหาสายเลือดคือหาตัวทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ การสืบสายเพื่อยืนยันตัวตนของ Richard III เลยใช้ mtDNA ของสายฝั่งทางขวาได้ทันที (คือสายของ Anne of York) เพราะ Anne of York กับ Richard III มีแม่ร่วมกัน ดังนั้น mtDNA ของทายาทฝั่งแม่ (matrilineal) ก็ต้องตรงกับของ Richard III ซึ่งผลการทดสอบออกมาว่าตรงกันจริง ก็ไม่มีปัญหาอะไร

ปัญหาคือ Y chromosome เพราะจะใช้สายของ Anne of York ไม่ได้ (ลูกสาวไม่ได้ Y chromosome จากพ่อ) ลูกชายของอีตา Richard III คนหนึ่งก็ตายตั้งแต่เด็ก อีกคนก็เป็นลูกนอกสมรสซึ่งไม่รู้ว่ามีหรือไม่มีลูก (ต่อให้มี พงศาวดารไม่ได้บันทึกสายทายาทไว้ ก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี) ดังนั้นเลยต้องย้อนขึ้นไปตามฝั่งพ่อ (Patrilineal) เรื่อยๆ ว่ามีแขนงตรงไหนที่มีบันทึกพงศาวดารเป็นสายที่มีลูกชายกันต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน ซึ่งก็ต้องย้อนไปรุ่น Edward III (เทียดของ Richard III) ที่มีการปล่อยแขนงมาเป็นสาย John of Gaunt อันเป็นสายที่ใกล้ที่สุดที่ใช้ได้ตามต้องการ คือ มีทายาทตามสาย Patrilineal ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน -- พูดภาษาชาวบ้านคือมีลูกชาย-หลานชาย...สืบสกุลมาเรื่อยๆ ทายาทรุ่นปัจจุบันที่นักวิจัยเอามาตรวจ Y chromosomal DNA ก็คือ Somerset 1, 2, 3, 4, 5 ที่อยู่ในแผนผัง pedigree นั่นเอง

ผลคือตรวจสอบ Y chromosomal DNA แล้วปรากฏว่า Somerset 1, 2, 3, 4, 5 กับ Richard III ไม่ตรงกัน แสดงว่าอย่างน้อยหนึ่งคนในบรรดาแม่ๆ ระหว่างสาย Edward III - Richard III หรือระหว่างสาย John of Gaunt - Somerset ต้องมีชู้กับชายอื่น และทำเน่ียนปล่อยให้ลูกชู้เข้ามาอยู่ในสาแหรกราชวงศ์

ป.ล. ใน pedigree จะเห็นว่ามีตัวเลขขวางคั่นอยู่ที่บางสาย ตัวเลขนั้นคือจำนวนรุ่นนะครับ เช่น ระหว่าง John of Gaunt กับ Henry Somerset มีเลข 13 ขวางอยู่ แปลว่า ระหว่าง John of Gaunt กับ Henry Somerset ห่างกันอยู่ 13 รุ่น ในเปเปอร์พื้นที่มันจำกัด เขาก็เลยรวบไว้

-Rookies-'s picture

อู้ววว ตอนแรกอ่านข่าวไม่เข้าใจ อ่านเสริมตรงนี้ชัดเลย

Golflaw's picture

ขอบคุณครับ อ่านง่ายมาก

ปล.อ่านตรงนี้ แล้วนึกถึงโบราณที่ให้ใช้นามสกุลฝ่ายชาย จับมาโยงกับ Y chromosome ได้แบบพอดี (บังเอิญ)