นักวิทยาศาสตร์อาจมีคำตอบให้กับปรากฏการณ์ "รู้สึกเหมือนมีใครอยู่ข้างหลัง"

By: terminus
Writer
on Fri, 07/11/2014 - 22:39

ในปี 1933 Frank Smythe เล่าว่าขณะที่เขาปีนเขาเพื่อพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์โดยลำพัง เขารู้สึกเหมือนกับว่ามีเพื่อนอีกคนอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา ความรู้สึกนี้สมจริงมากกระทั่งที่เขาเผลอบิขนมเค้กแล้วยื่นไปให้เพื่อนผู้ไม่มีตัวตนคนนั้นด้วยซ้ำ ประสบการณ์นี้ถูกตั้งชื่อว่าเป็น "Third Man Effect" ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของความรู้สึกถึงการมีอยู่ของผู้อื่นหรือสิ่งอื่นทั้งที่ไม่ได้ยินหรือเห็นอะไรซึ่งเรียกรวมๆ ว่าเป็น "Feeling of Presence" ผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือมีความผิดปกติที่สมอง เช่น ผู้ป่วยโรคลมชัก, ผู้ป่วยสคิสโซฟรีเนีย มักจะเกิดความรู้สึกดังกล่าวอย่างรุนแรงและบ่อยครั้งกว่าคนทั่วไป ความรู้สึกนี้มักถูกแปลความว่าเกิดจากผีวิญญาณหรือสิ่งลึกลับที่อยู่เหนือคำอธิบายของวิทยาศาสตร์

แต่ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ Feeling of Presence ก็เหมือนกับปรากฏการณ์ทางจิตที่ดูลึกลับอื่นๆ เช่น ปรากฏการณ์จิตหลุดร่าง (out-of-body experience) หรือปรากฏการณ์ฝาแฝดปีศาจ (Doppelgänger hallucination - ความรู้สึกที่เหมือนได้เห็นตัวตนของเราอีกคนหรืออีกหลายคน) นั่นคือมันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสมองของคนและดังนั้นมันก็ควรที่จะสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์

ทีมวิจัยที่นำโดย Olaf Blanke นักประสาทวิทยาแห่ง Swiss Federal Institute of Technology สังเกตจากงานวิจัยที่ผ่านมาว่าปรากฏการณ์จิตหลุดร่างมีความสัมพันธ์กับความเสียหายที่สมองส่วน temporoparietal junction และปรากฏการณ์ฝาแฝดปิศาจก็ดูจะเกี่ยวข้องกับความเสียหายในสมองส่วน insular cortex ซึ่งสมองสองส่วนนี้ทำงานเชื่อมสัญญาณสัมผัสจากสิ่งเร้าภายนอกและภายในร่างกาย พวกเขาจึงรวมรวมกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่เป็นผู้ป่วยโรคลมชักและโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทรับความรู้สึกมา 12 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเคยรายงานว่ามีประสบการณ์ Feeling of Presence

ผลจากการวิเคราะห์ความเสียหายและความผิดปกติของสมองทำให้สรุปได้ว่าความรู้สึก Feeling of Presence มีความเกี่ยวข้องกับสมองส่วน temporoparietal junction และ insular cortex ตามที่คาดการณ์ไว้ แต่นอกจากสมองสองส่วนนี้แล้ว ประสบการณ์ Feeling of Presence ดูจะมีความสัมพันธ์กับสมองส่วน frontal-parietal cortex ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวร่างกายด้วย เมื่อดูจากหน้าที่ของสมองสามส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว นักวิจัยเลยสันนิษฐานว่าพวกเขาน่าจะสามารถจัดฉากให้คนธรรมดาเกิดความรู้สึก Feeling of Presence ได้โดยการทำอะไรสักอย่างให้สมองเกิดความสับสนในการแปลผลสัญญาณสัมผัสจากสิ่งเร้าและการเคลื่อนไหวของร่างกาย

เพื่อที่จะจัดฉากนั้น นักวิจัยได้ออกแบบระบบหุ่นยนต์คู่ขึ้นมาชุดหนึ่ง จากนั้นอาสาสมัครกลุ่มใหม่ที่มีสุขภาพปกติจะถูกเกณฑ์ให้เข้าไปยืนระหว่างกลางหุ่นยนต์คู่ทีละคน ตลอดระหว่างการทดลองกับหุ่นยนต์ อาสาสมัครจะถูกปิดตาและใส่หูฟัง หน้าที่ของอาสาสมัครคือยื่นมือไปขยับก้านบังคับของหุ่นยนต์ที่อยู่ข้างหน้า เมื่อก้านบังคับถูกเลื่อน หุ่นยนต์ตัวที่อยู่ข้างหลังจะยืดแขนกลมาจิ้มหลังของอาสาสมัครตามตำแหน่งและทิศทางที่อาสาสมัครขยับก้านบังคับ (ดูตัวอย่างการทดลองได้จากวิดีโอของ New Scientist ข้างล่าง)

ผลการทดลองปรากฏว่า เมื่อนักวิจัยตั้งค่าให้หุ่นยนต์ตัวข้างหลังจิ้มแขนกลแบบทันทีกับการขยับก้านบังคับของหุ่นยนต์ตัวข้างหน้า อาสาสมัครจะสามารถรับรู้ได้ว่าการโดนจิ้มนั้นเกิดจากการขยับของเขาหรือเธอเอง แต่เมื่อนักวิจัยตัั้งค่าให้หุ่นยนต์ตัวที่อยู่ข้างหลังหน่วงเวลาไปสัก 500 มิลลิวินาทีก่อนจะยื่นแขนกลมาจิ้มหลัง อาสาสมัคร 5 คนจาก 17 คนรายงานถึงความรู้สึกหลอนๆ ว่ามีคนอื่นหรืออะไรบางอย่างมาจิ้มหลังทั้งที่นักวิจัยยังไม่ได้ถามด้วยซ้ำ บางคนบอกว่ารู้สึกถึงแรงลึกลับดึงดูดให้ตัวเขาถอยหลังเข้าไปหาคนหรือสิ่งที่อยู่ข้างหลัง (ทั้งที่ไม่มีใครหรืออะไรอยู่ข้างหลังอาสาสมัครเลยนอกจากหุ่นยนต์) และมี 2 คนเกิดความรู้สึกแรงมากจนออกปากขอร้องให้นักวิจัยหยุดการทดลองกลางคันเลยทีเดียว

ความรู้สึกหลอนของ Feeling of Presence ยังรุนแรงขึ้นด้วยเมื่อนักวิจัยได้ปิดการสั่นตอบสนองของก้านบังคับของหุ่นยนต์ตัวหน้า เมื่อปิดการสั่น อาสาสมัคร 14 จาก 19 คนรายงานว่าเกิดความรู้สึกเหมือนมีคนอื่นหรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่คนอยู่ในห้องร่วมกับเขาหรือเธอ

นักวิจัยอนุมานว่าปรากฏการณ์ Third Man Effect ที่เกิดขึ้นกับนักปีนเขาก็อาจจะมีสาเหตุทำนองเดียวกัน สภาพอากาศที่เบาบางและความเหนื่อยล้าของร่างกายคงทำให้สมองแปลผลสัมผัสจากสิ่งเร้าและการเคลื่อนไหวคลาดเคลื่อน ส่งผลให้เกิดความรับรู้ถึงเพื่อนร่วมเดินทางที่ไม่มีตัวตน ในทางเดียวกัน ประสบการณ์ของผู้ป่วยสคิสโซฟรีเนียที่สร้างเพื่อนในจินตนาการขึ้นมาก็อาจจะเกิดจากหรือได้รับการส่งเสริมจากความรู้สึก Feeling of Presence ที่สมจริงอย่างรุนแรง บางทีหากเราเข้าใจปรากฏการณ์ทางจิตอันนี้มากขึ้น เราอาจจะพบวิธีที่สอนให้ผู้ป่วยสคิสโซฟรีเนียหลุดพ้นจากภาพหลอนและกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Current Biology DOI: 10.1016/j.cub.2014.09.049

ที่มา - Nature News, New Scientist, EurekAlert!

8 Comments

LazarusSP1's picture

อาจจะเป็น Auditory Hallucination ถ้าอาการรุนแรงมากขึ้น ควรพบจิตแพทย์ครับ

-Rookies-'s picture

นี่มันสาส์นท้ารบกับไสยศาสตร์ชัดๆ โอ้ววว

GodPapa's picture

เรื่องนี้ เจนสัมผัสได้ แต่ริวจะไม่ยุ่งนะครับ

mementototem's picture

เดี๋ยว ๆ มุกแบบนี้เด็กเค้าตามไม่ทันหรอกนะ

hisoft's picture

คุยอะไรกันเหรอครับ ผมตามไม่ทัน

ว่าแต่ตกลงการ์ด Doppelganger ในเซิร์ฟเวอร์หลักนี่มันมีคนได้จริงๆ ไหมครับ? หรือมีแต่เซิร์ฟเถื่อน?

The Phantom Thief