เป็นคนดีอย่างไรให้โดนด่า?: การทำดีที่เจือปนผลประโยชน์โดนประณามมากกว่าการไม่ทำอะไรเลย

By: terminus
Writer
on Tue, 04/02/2014 - 03:31

ถ้าใครเคยน้อยใจว่าทำไมทำดีแล้วยังโดนคนรุมด่า ขอให้สบายใจได้ คุณไม่ใช่คนเดียวในโลกที่ได้รับความอยุติธรรมเช่นนั้น มันเป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ บ่อยครั้งที่การทำความดีไม่จำเป็นต้องได้รับคำชมสรรเสริญจากคนรอบข้างเสมอไป และในบางครั้งสังคมอาจจะมองความดีของคุณเป็นเรื่องที่แย่กว่าการไม่ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ

ทีมวิจัยที่นำโดย George Newman และ Daylian Cain แห่งมหาวิทยาลัยเยลมีความสนใจอยากรู้ว่าคนเราจะมีความรู้สึกตอบสนองต่อจุดประสงค์แอบแฝงของการทำดีอย่างไร พวกเขาจึงได้เกณฑ์อาสาสมัครมาเป็นกลุ่มตัวอย่างเพื่อทำการทดลองทางจิตวิทยาหลายอัน ซึ่งได้ผลออกมาสอดคล้องกันทั้งหมดว่าคนเราจะประเมินให้การทำความดีที่มีผลประโยชน์แอบแฝงเป็นเรื่องแย่ยิ่งกว่าการไม่ทำอะไรเลยหรือการทำเพื่อหวังผลประโยชน์แบบซึ่งหน้า

หนึ่งในการทดลองของนักวิจัยทั้งสองทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มตัวอย่างแต่ละคนจะได้อ่านเรื่องราวสมมติของผู้ชายที่หวังจีบสาวโดยอาสาไปช่วยงานผู้หญิง ในเรื่องที่กลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรกได้อ่าน นางเอกของเรื่องทำงานในสถานพักพิงคนไร้บ้าน, ส่วนในเวอร์ชันที่ให้กลุ่มที่สองอ่าน งานของนางเอกเป็นงานในร้านกาแฟ, และสุดท้าย กลุ่มที่สามได้อ่านเรื่องทั้งสองเวอร์ชัน เมื่ออ่านเสร็จ นักวิจัยก็ให้กลุ่มตัวอย่างประเมินระดับคะแนนจริยธรรมของพระเอกในท้องเรื่อง

ผลปรากฏออกมาว่ากลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรก (ซึ่งอ่านเรื่องนางเอกทำงานในสถานพักพิงคนไร้บ้าน) ประเมินคะแนนให้พระเอกมีจริยธรรมต่ำกว่าการประเมินของกลุ่มที่สอง (ซึ่งอ่านเรื่องนางเอกทำงานร้านกาแฟ) แถมกลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรกยังมองด้วยว่าการเสียสละอาสาทำงานการกุศลช่วยคนไร้บ้านของพระเอกนั้นสร้างประโยชน์แก่สังคมเพียงเล็กน้อย ไม่ต่างจากที่กลุ่มตัวอย่างที่สองมองการทำงานที่ร้านกาแฟเลย ส่วนกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่สามซึ่งได้อ่านเรื่องทั้งสองเวอร์ชันให้คะแนนจริยธรรมพระเอกเท่าๆ กันในทั้งสองกรณีและมองว่าการช่วยงานการกุศลของพระเอกทำประโยชน์แก่สังคมมากกว่าการไปช่วยงานร้านกาแฟหรือนั่งจีบหญิงโดยไม่ทำอะไรเลย

ในอีกการทดลอง นักวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างประเมินระดับจริยธรรมของแคมเปญการกุศล Gap (RED) ซึ่งเป็นแคมเปญที่ Gap จะบริจาคกำไร 50% ให้แก่องค์กรที่ต่อสู้ปัญหาการระบาดของโรคเอดส์และมาลาเรีย กลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรกจะได้ฟังนักวิจัยเน้นย้ำว่า "Gap บริจาคโดยหักกำไร 50% ไว้เข้ากระเป๋าตัวเอง" ส่วนกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่สองจะถูกชี้นำให้เห็นว่า "Gap เอากำไรจากการทำธุรกิจของตัวเอง 50% มาบริจาค" ผลจากการตอบแบบประเมินได้ออกมาตามคาด นั่นคือ พอถูกชักจูงว่า Gap หักกำไรไว้ครึ่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างก็จะประเมินให้คะแนนจริยธรรมของ Gap ต่ำ ส่วนกลุ่มตัวอย่างอีกกลุ่มที่โดนชี้นำว่าเงินนั้นเป็นกำไรของ Gap ทั้งหมดอยู่แล้วซึ่งจะมองว่า Gap ไม่ต้องบริจาคเลยก็ได้ กลุ่มตัวอย่างก็จะประเมินว่า Gap มีจริยธรรมสูง

นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์การประเมินระดับจริยธรรมแบบนี้ว่า "การเสียสละที่แปดเปื้อน" (Tainted altrusim) และได้สันนิษฐานถึงเหตุผลไว้ว่า เมื่อคนเราประเมินกิจกรรมการกุศล เราจะตั้งมาตรฐานในใจทันทีว่าคนที่มาช่วยงานต้องมีจิตอาสาอันบริสุทธิ์ เราคาดหวังว่าคนดีต้องไม่ได้มาทำดีเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน พอเราเจอคนที่ทำงานการกุศลด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง (หรือรู้สึกว่าเขามีผลประโยชน์แอบแฝง) เราจึงให้ความรู้สึกติดลบทั้งต่อตัวคนนั้นรวมถึงกิจกรรมการกุศลนั้นด้วย (เช่น อีแอบ ไอ้ทำดีเอาหน้า ไอ้ไม่ปิดทองหลังพระ ฯลฯ) ส่วนคนที่ไม่ทำอะไรเลยหรือหาผลประโยชน์ในงานธุรกิจ เราไม่ได้ตั้งมาตรฐานจริยธรรมของเขาไว้สูงตั้งแต่ต้น มันจะมีผลประโยชน์แอบแฝงอะไรบ้าง เราก็ไม่ติดใจเอาความสักเท่าไร

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Psychological Science DOI: 10.1177/0956797613504785

ที่มา - Science Daily

5 Comments

hisoft's picture

เข้าไปช่วยผู้หญิงล้ม โดนหาว่าหน้าห_้อ สินะครับ - -"

ว่าแต่ทำดีเพื่อผลประโยชน์ว่าตัวเองจะได้อยู่โลกที่ดีขึ้น หรือทำดีแล้วสบายใจ หรือทำดีแล้วสะใจ จะโดนด้วยมั้ย

The Phantom Thief

mementototem's picture

มันไม่ได้อยู่ที่เรา มันอยู่ที่คนอื่นมองนะครับ ถ้าเขาคิดว่า เราทำเพื่อผลประโยชน์แหง ๆ มันก็จบไปตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว

hisoft's picture

ดังนั้น ถ้าทำแล้วชาวบ้านไม่เดือดร้อน (ยกเว้นมองว่าเราไม่ดี) ก็อย่าได้ไปแคร์สายตาชาวบ้านสินะครับ

The Phantom Thief

zipper's picture

ดังนั้นแล้ว ถ้าเราต้องการถล่มคนดีๆ คนนึง เราต้องพยายามทำให้คนอื่นเชื่อให้ได้ว่าเค้าทำโดยมีผลประโยชน์แอบแฝง

hisoft's picture

แต่บางครั้ง เราก็โดนคนที่ชื่นชมเขาถล่มกลับมาแทนนะครับ

The Phantom Thief