ฮีโร่กับอาชญากรโรคจิตคือสองด้านของเหรียญเดียวกัน?

By: terminus
Writer
on Mon, 28/10/2013 - 22:25

ลักษณะที่เด่นชัดที่สุดของพวกอาชญากรโรคจิต (Psychopath) คือการไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ (empathy) ต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ดังนั้นคนพวกนี้จึงสามารถกระทำสิ่งเลวร้ายต่อผู้อื่นโดยไม่มีสำนึกอะไรติดค้างในใจ ในขณะเดียวกันจิตใจของอาชญากรโรคจิตส่วนใหญ่ก็มีสิ่งที่เรียกว่า "Fearless dominance" ด้วย พวกเขาจึงทำอะไรก็ได้แม้ว่ามันจะเป็นการกระทำที่อันตรายต่อตัวเขาเองและคนรอบข้างมากแค่ไหนก็ตาม

ส่วนคนที่เราเรียกกันว่าฮีโร่หรือวีรบุรุษ/วีรสตรีนั้นคือคนที่เห็นผู้อื่นทุกข์ยากแล้วยื่นมือเข้าช่วยด้วยความกล้าหาญ หากวัดกันที่ความเสียสละต่อส่วนรวม ฮีโร่กับอาชญากรโรคจิตจึงต่างกันราวฟ้ากับเหว

แต่ผลการศึกษาของทีมวิจัยที่นำโดย Scott Lilienfeld แห่ง Emory University กลับแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของฮีโร่และอาชญากรโรคจิตอาจจะเป็นสองด้านของสิ่งเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของสิ่งนี้จะนำด้านไหนของมันออกมาใช้


เส้นแบ่งระหว่างวายร้ายกับซุปเปอร์ฮีโร่อาจเป็นเพียงเส้นบางๆ ที่เลือนลาง (ฉากหนึ่งจากภาพยนตร์ The Dark Knight, 2008)

การศึกษาของ Scott Lilienfeld เป็นการนำอาสาสมัครที่มีสุขภาพจิตปกติสองกลุ่ม (กลุ่มแรกเป็นนักศึกษา 243 คน, อีกกลุ่มเป็นคนวัยทำงาน 457 คน) มาทำแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์ลักษณะบุคลิกภาพและสอบถามว่าเคยกระทำการเสียสละช่วยเหลือคนอื่นมากน้อยแค่ไหน อะไรบ้าง เช่น เข้าไปแยกคนที่กำลังวิวาท, ช่วยเหลือคนที่โดนชิงทรัพย์ หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการช่วยเข็นรถที่เสีย เป็นต้น

ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าระดับของลักษณะบุคลิกภาพที่เกี่ยวข้องกับอาการโรคจิต (psychopathic personality traits) บางอย่างสัมพันธ์กับความเสียสละช่วยเหลือผู้อื่น

หนึ่งในลักษณะบุคลิกภาพที่สัมพันธ์กับการเสียสละคือ Fearless dominance คนที่ได้คะแนนบุคลิกภาพในข้อนี้สูงจะมีแนวโน้มรายงานว่าตนเองเคยกระทำการเสียสละในระดับสูงกว่าและบ่อยครั้งมากกว่าคนที่ได้คะแนนต่ำ

การที่ Fearless dominance สัมพันธ์กับพฤติกรรมฮีโร่อาจจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักเท่าไร เพราะเมื่อไม่มีความกลัว ก็ย่อมมีความกล้าที่จะทำอะไรก็ได้ทั้งสิ่งดีและสิ่งเลว แต่ลักษณะบุคลิกภาพอีกประการที่สัมพันธ์กับแนวโน้มการเสียสละในการศึกษานี้ คือ การต่อต้านสังคมอย่างหุนหัน (impulsive antisociality) คนที่ได้คะแนนความก้าวร้าวและการต่อต้านสังคมสูงก็เป็นอีกกลุ่มที่รายงานว่าตนเองเคยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่บ่อยๆ

ผลที่ออกมานี้อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่มันก็ไม่น่าจะถูกบิดเบือนจากการโกหกของอาสาสมัครเพราะนักวิจัยได้แฝงคำถามที่ดักจับพวกขี้จุ๊เอาไว้ในแบบสอบถามด้วย และการวิเคราะห์ทางสถิติก็ได้ตัดพวกที่ตอบอย่างมีพิรุธออกไปจากการวิเคราะห์แล้ว

นอกจากการทดลองด้วยแบบทดสอบ นักวิจัยยังได้ประเมินกลุ่มตัวอย่างอีกกลุ่มหนึ่งด้วยซึ่งก็คือ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา นักวิจัยได้ให้คะแนนบุคลิกภาพของประธานาธิบดี 42 คนโดยอาศัยข้อมูลจากอัตชีวประวัติและผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์อเมริกา ผลของการประเมินสรุปได้ว่าประธานาธิบดีที่ได้คะแนนสูงๆ ตรงบุคลิกภาพที่เกี่ยวข้องกับอาการโรคจิต มีแนวโน้มสูงที่จะมีประวัติแสดงความกล้าหาญในสงครามก่อนเข้ารับตำแหน่ง (งานวิจัยในปี 2012 โดย Scott Lilienfeld ก็เคยแสดงให้เห็นว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหลายคนมีลักษณะบุคลิกภาพเข้าข่าย Fearless dominance DOI:10.1037/a0029392)

แน่นอนว่าการศึกษานี้ไม่ได้หมายความว่าฮีโร่ทุกคนคือพวกโรคจิต หรือ พวกโรคจิตทุกคนคือฮีโร่ (แม้ว่าฆาตกรโรคจิตบางคนอาจจะมีภายนอกที่ดูเป็นคนดีมากๆ ก็ตาม) Scott Lilienfeld มองว่าลักษณะบุคลิกภาพที่เกี่ยวกับอาการโรคจิตบางอย่างอาจจะมีประโยชน์อย่างน้อยก็ในระยะสั้นเพราะมันมีรากของบุคลิกภาพที่คาบเกี่ยวร่วมกับพฤติกรรมการเสียสละอย่างวีรบุรุษ การทำความเข้าใจถึงความเกี่ยวข้องเหล่านี้อาจจะช่วยขัดเกลาพฤติกรรมของอาชญากรโรคจิตและการออกแบบระบบสังคมที่เอื้ออวยโอกาสให้คนดึงเอาบุคลิกภาพเหล่านี้มาใช้ในทางบวกแทนที่จะปล่อยให้หลงทางถลำลึกเข้าสู่ด้านมืด

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Journal of Research in Personality DOI:10.1016/j.jrp.2013.05.006

ที่มา - Live Science

9 Comments

terminus's picture

ผมขอแทรกประเด็นที่เกี่ยวกับ empathy กับ psychopath ที่อยู่นอกเหนืองานวิจัยนี้ไปสักเล็กน้อย (ว่ากันตรงๆ ผมไม่ค่อยมั่นใจคำแปลศัพท์คำว่า empathy เป็นภาษาไทยนัก ภาษาไทยจะเลือกแปลว่าอะไรดีหละ? มันหมายถึงความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกที่ผู้อื่นประสบราวกับตัวเราเข้าไปประสบเหตุการณ์นั้นด้วย คำนี้ภาษาอังกฤษเองก็เพิ่งจะบัญญัติใหม่มาจากคำเยอรมัน Einfühlung = feeling into)

คือเมื่อไม่นานมานี้มีงานวิจัยที่ค่อนข้างขัดความเชื่อของนักจิตวิทยา/นักมานุษยวิทยาออกมา คือพวกฆาตกรโรคจิตไม่ใช่ว่าไม่มี empathy อย่างที่เคยเชื่อกัน

พวกโรคจิตมี empathy ได้เหมือนกัน เพียงแต่พวกเขาสามารถ "เปิด-ปิด" มันได้ อย่างในงานวิจัยนี้ www.livescience.com/38421-psychopaths-feel-empathy-when-they-try.html คนโรคจิตไม่ค่อยแสดง activity ในสมองอะไรที่บ่งบอกถึงการรับรู้ความรู้สึกของคนในคลิป แต่พอนักวิจัยขอร้องให้คนโรคจิตนึกถึงความรู้สึกของคนในคลิป สมองของพวกเขาก็แสดง activity เหมือนกับคนธรรมดา คือ ส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ส่วนรับสัมผัสร่างกาย ส่วนรับรู้อารมณ์ แสดง activity ในระดับใกล้เคียงคนธรรมดาที่มี empathy ปกติเลย

และล่าสุดก็มีงานวิจัยอีกอัน www.livescience.com/39904-why-psychopaths-lack-empathy.html คราวนี้แสดงให้เห็นว่าสมองของพวกโรคจิตจะแสดงอาการของ empathy ได้แบบคนปกติเมื่อพวกเขาตั้งใจจินตนาการว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง แต่หากให้พวกเขาจินตนาการว่าเหตุการณ์เจ็บปวดเกิดกับคนอื่น สมองของพวกเขาก็ไม่แสดง empathy อะไร ยิ่งไปกว่านั้นเวลาพวกโรคจิตนึกถึงความเจ็บปวดของคนอื่น สมองส่วนที่ตอบสนองต่อรางวัลดันเสือกทำงานขึ้นมาอีกต่างหาก

กลไกของ empathy เป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกสั่งให้เปิด-ปิดตามใจชอบ คนทั่วไปฝืนไม่ได้หรอกเวลาเห็นคนอื่นเจ็บปวดหรือเสียใจแล้วจะไม่รู้สึกตามไปด้วย เราทำได้อย่างมากก็แค่ข่มมัน เราควรดีใจนะที่เราควบคุมสิ่งนี้ไม่ได้

-Rookies-'s picture

แค่เรื่อง empathy เรื่องเดียวผมนึกแต่งนิยายวิทยาศาสตร์สั้น ๆ ได้เรื่องนึงเลยครับ ^^

terminus's picture

แนะนำหนังสือชื่อ The Age of Empathy (2010) ของ Frans de Waal ครับ คนเขียนเป็นนักชีววิทยาพฤติกรรมที่ศึกษาชิมแปนซี เรียบเรียงข้อมูลได้แน่นและสรุปเรื่องราวได้ดีมาก

mementototem's picture

คนที่อารมณ์อ่อนไหวง่าย เพราะ empathy ทำงานมากกว่าปกติหรือเปล่า แล้วฮีโร่ empathy ทำงานมากกว่าปกติไหมครับ?

terminus's picture

ผมคิดว่าคนที่มีระดับ empathy สูงก็ย่อมจะมีแนวโน้มจะเกิด sympathy สูงตามไปด้วย และ sympathy ก็คงกระตุกให้กระทำการช่วยเหลือผู้อื่นที่กำลังอยู่ในความลำบาก หรืออาจจะไตร่ตรองจาก empathy ที่เกิดขึ้นแล้วก็ตัดสินใจเข้าไปช่วยโดยไม่ต้องมีความรู้สึก sympathy ก็ได้

(empathy หมายถึงการรับรู้ถึงสถานะความรู้สึกของผู้อื่นราวกับว่าตัวเราเองเป็นเขาหรือเธอคนนั้น ส่วน sympathy หมายถึงการมีความรู้สึกและอารมณ์ร่วมไปกับคนอื่น บางครั้งพอเราเกิด empathy เราอาจจะไม่ได้มีความรู้สึกร่วมไปด้วยก็ได้ เช่น เราเห็นคนโดนแทง empathy บอกให้เรารู้ว่าเขาต้องเจ็บ แต่ sympathy จะทำให้เรารู้สึก "เจ็บปวดร่วม" ไปกับเขาด้วย คำสองคำนี้ใกล้เคียงกันมาก บางทีก็ใช้มั่วกัน ส่วนใหญ่ก็มาพร้อมกันทั้งคู่ นี่เป็นเหตุผลผมถึงไม่ค่อยกล้าแปลคำว่า empathy เป็นคำไทย เพราะผมไม่ทราบว่าตำราจิตวิทยาภาษาไทยมีการบัญญัติแยกสองคำนี้ออกจากกันหรือยัง)

แต่ถ้านิยาม "ฮีโร่" ว่าต้องเป็นผู้กล้าที่ยื่นมือเข้าไปช่วยคนแม้จะทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อนหรือเป็นอันตราย อันนี้ผมก็คิดว่าคงจะสรุปได้ยากว่าเขาช่วยเพราะ empathy-sympathy ที่แรงกล้ากว่าคนทั่วไป หรือ เขาทำไปเพราะอุดมการณ์, ปมเรียกร้องชื่อเสียงหรือความสนใจที่อยู่ในจิตใต้สำนึก, หรือแค่รู้สึกสนุกจากความท้าทายกันแน่

mementototem's picture

มันอาจจะเกิดจากแรงอื่นนอกจาก empathy ก็ได้ อืม ๆ ขอบคุณครับ