งานวิจัยในออสเตรเลียชี้หมาจิ้งจอกและแมวเป็นแค่แพะรับบาป? ผู้ร้ายตัวจริงคือหนู

By: terminus
Writer
on Mon, 26/08/2013 - 23:33

หมาจิ้งจอกแดง (Red fox, Vulpes vulpes) และแมว (ในที่นี้หมายถึง Feral cat = แมวเลี้ยงที่หวนกลับไปใช้วิถีชีวิตแบบสัตว์ป่า) เป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ถูกนำเข้ามาในทวีปออสเตรเลียโดยชาวยุโรปอพยพเมื่อราวกลางคริสตศตวรรษที่ 19 ต่อมาพวกมันก็หลุดเข้าสู่ธรรมชาติและขยายพันธุ์รุกรานไปเกือบทั่วทั้งทวีปออสเตรเลียรวมถึงเกาะที่อยู่ใกล้เคียงด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่ม Marsupial ท้องถิ่นของทวีปออสเตรเลียหลายชนิดถูกหมาจิ้งจอกและแมวล่าจนสูญพันธุ์ และสัตว์นักล่าท้องถิ่นที่โดนแย่งอาหารก็สูญพันธุ์ตามไปอีกหลายชนิด นักอนุรักษ์ธรรมชาติและรัฐบาลออสเตรเลียจึงแปะป้ายให้หมาจิ้งจอกและแมวเป็นตัววายร้าย และผลักดันหลายมาตรการออกมาควบคุมประชากร เช่น ทำรั้วกักกันบริเวณ, ยิงทิ้ง, วางยา เป็นต้น


ศพหมาจิ้งจอกที่ถูกฆ่าแขวนเรียงรายตามแนวรั้ว; ภาพจาก Wikimedia Commons

Emily Hanna แห่ง Australian National University ต้องการทราบว่านักล่าต่างถิ่นสองตัวนี้ทำร้ายสัตว์พื้นเมืองของออสเตรเลียไปมากขนาดไหน เธอจึงได้ทำวิจัยภายใต้การดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษา Marcel Cardillo โดยรวบรวมข้อมูลประชากรสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนตามเกาะของออสเตรเลียกว่า 323 เกาะตั้งแต่ช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งหมดได้ออกมาเป็นฐานข้อมูลของสัตว์ที่ยังอยู่และสูญพันธุ์ไปแล้ว 934 สปีชีส์

หลังจากที่ Emily Hanna เอาข้อมูลของเกาะต่างๆ มาวิเคราะห์เทียบกันทางสถิติ เธอได้พบผลลัพธ์ที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยากที่จะทำใจเชื่อ เพราะเมื่อตัดตัวแปรสัตว์ผู้ล่าอื่นๆ ออกไปให้หมด อัตราการสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมท้องถิ่นขนาดเล็ก (น้ำหนักตัวน้อยกว่า 2.7 กก.) บนเกาะที่มีแมวมากกว่าอัตราการสูญพันธุ์บนเกาะที่ไม่มีแมวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มิหนำซ้ำในบางกรณีเกาะที่มีหมาจิ้งจอกกับหมาดิงโก้ (สุนัขป่าที่กึ่งๆ เป็นสัตว์ท้องถิ่นของออสเตรเลีย) มีอัตราการสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กน้อยกว่าเกาะที่ไม่มีหมาด้วยซ้ำไป

เธอพบว่าตัวแปรที่ส่งผลต่ออัตราการสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมท้องถิ่นขนาดเล็กอย่างชัดเจนที่สุด คือ หนู (Black rat, Rattus rattus) ซึ่งมาถึงทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในปลายคริสตศตวรรษที่ 18 และคนนำเข้าก็ไม่ใช่ใครอื่น มันมาพร้อมกับเรือของชาวยุโรปนั่นแหละ (แต่เป็นการนำเข้าอย่างไม่ตั้งใจ) ผลทางสถิติแสดงให้เห็นว่า เกาะที่มีแต่หนู ไม่มีแมว,หมาจิ้งจอก,หมาดิงโก้ มีอัตราการสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมท้องถิ่น 15-30% ส่วนเกาะที่มีหนู และมีแมว,หมาจิ้งจอก,หรือหมาดิงโก้ร่วมด้วย มีอัตราการสูญพันธุ์ลดลงเหลือแค่ 10% ซึ่งมากกว่าเกาะที่ไม่มีนักล่าต่างถิ่นเลยแค่นิดเดียว

คำอธิบายที่น่าจะสอดคล้องกับผลวิจัยที่ออกมาที่สุดคงจะเป็นทฤษฎีที่เรียกว่า "Mesopredator suppression theory" นั่นคือ แมว, หมาจิ้งจอก, และหมาดิงโก้เป็นนักล่าที่ช่วยล่าหนู ประชากรหนูจึงแพร่จำนวนได้ไม่เยอะเพราะมีนักล่าที่อยู่ด้านบนของห่วงโซ่อาหารกดไว้ ส่วนในกรณีที่ไม่มีนักล่าด้านบนของห่วงโซ่อาหารคอยควบคุมประชากร หนูขยายพันธุ์อย่างเต็มที่ตามความเอื้ออำนวยของทรัพยากรแวดล้อม ทำให้สัตว์ท้องถิ่นโดนเบียดเบียนคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นด้วยการแก่งแย่งแข่งขันระหว่างหนูกับสัตว์ท้องถิ่น หรือ การที่หนูจอมตะกละจับลูกสัตว์หรือสัตว์ท้องถิ่นตัวเล็กๆ กินโดยตรง

งานวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนนโยบายอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ท้องถิ่นของออสเตรเลียอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาหนูมักถูกมองว่าควรโดนกำจัดในแง่ที่เป็นตัวทำลายพืชผลหรือตัวรบกวนมากกว่า แต่แทบจะอยู่นอกเรด้าร์ของแผนนโยบายการอนุรักษ์เลย เพราะเราจ้องไปที่การควบคุมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนักล่าที่อยู่ตรงยอดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร เช่น แมว, หมาจิ้งจอก, หมาดิงโก้ และก็ลืมนึกไปว่านักล่าพวกนี้ก็มีประโยชน์ช่วยควบคุมจอมวายร้ายตัวจริงอย่างหนู ถ้าเรากำจัดแมวหรือหมาจิ้งจอกทิ้งไปจนหมด หนูอาจจะอาละวาดและให้ผลลัพธ์ที่แย่หนักกว่าเดิมเสียอีก

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Global Ecology and Biogeography DOI: 10.1111/geb.12103

ที่มา - ScienceNOW

3 Comments

zipper's picture

แสดงว่าสมัยก่อนที่ให้หมาจิ้งจอกและแมวเป็นตัวร้ายก็เป็นข้อจากการตั้งสมมติฐานไม่ได้เอามาวิจัยกันจริงจังอย่างนี้หน่ะสิ

uthain's picture

อยากทราบครับว่า ตัวอย่าง "สัตว์ท้องถิ่น" ในที่นี้เช่นตัวอะไรบ้าง?