ผลวิจัยตอกย้ำชัด "ไคร้เครือ" เป็นสมุนไพรอันตรายก่อมะเร็ง ทำยีนกลายพันธุ์มากกว่าบุหรี่นับสิบเท่า

By: terminus
Writer
on Fri, 09/08/2013 - 03:58

สาร Aristolochic acid เป็นสารที่พบได้ทั่วไปในพืชสกุล Aristolochia เกือบทุกชนิดหรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ "ไคร้เครือ" แม้ว่าตำราแพทย์แผนโบราณของจีนและไทยจะเชื่อกันว่าไคร้เครือหรือพืชในสกุล Aristolochia เป็นสมุนไพรมีฤทธิ์รักษาไขข้ออักเสบ, ลดอาการปวดจากประจำเดือนและการคลอด แต่วงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กลับมีรายงานความเป็นพิษของ Aristolochic acid มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 แล้ว เช่น พบว่าหญิงชาวเบลเยียมหลายคนที่บริโภคยาสมุนไพรที่มีส่วนผสมของไคร้เครือเข้าไปเกิดอาการไตวาย, และเหตุการณ์ในเขตชนบทลุ่มแม่น้ำดานูบที่ชาวบ้านเผลอรับประทานเมล็ดไคร้เครือแล้วพากันเกิดอาการไตอักเสบและไตวาย เป็นต้น

ในปี 2001 องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาก็ประกาศเตือนให้ประชาชนหยุดบริโภคสมุนไพรหรือสารผสมอาหารที่ทำจากไคร้เครือและพืชตัวอื่นๆ ในสกุล Aristolochia ถัดมาอีกไม่นานในปี 2003 หลายประเทศรวมถึงประเทศไต้หวันที่ไคร้เครือเป็นสมุนไพรยอดนิยมก็ประกาศสั่งห้ามเช่นกัน นอกจากนี้ International Agency for Research on Cancer ก็จัดให้พืชที่มี Aristolochic acid อยู่ในประเภท "สารก่อมะเร็งกลุ่ม 1" (เป็นกลุ่มที่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าทำให้เกิดมะเร็งในมนุษย์) เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า Aristolochic acid มีความสัมพันธ์กับมะเร็งทางเดินปัสสาวะส่วนบน อย่างไรก็ตามประชาชนทั่วไปก็ยังสามารถสั่งซื้อสมุนไพรไคร้เครือมาบริโภคได้โดยไม่ยากเย็นอะไร โดยเฉพาะประเทศแถบเอเซียที่กำลังหันกลับมานิยมแพทย์แผนโบราณ

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า Aristolochic acid มีผลต่อการเกิดมะเร็งอย่างไรบ้าง หลักฐานมีเพียงว่า Aristolochic acid เข้าไปทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในยีน p53 ซึ่งเป็นยีนที่ควบคุมหน้าที่สำคัญในวัฏจักรการแบ่งเซลล์ (การกลายพันธุ์ที่ยีน p53 มีความสัมพันธ์กับมะเร็งหลายชนิด) แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ไม่เชื่อว่า Aristolochic acid สร้างความเสียหายให้ยีนแค่ตัวเดียว

ทีมวิจัยที่นำโดย Bin Tean Teh จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ได้สกัดเอา DNA จากเซลล์มะเร็งทางเดินปัสสาวะของผู้ป่วยที่มีประวัติบริโภคไคร้เครือมาวิเคราะห์จีโนมเทียบกับจีโนมของเซลล์ปกติ ผลที่ออกมาทำให้พวกเขาถึงกับตะลึง เพราะ Aristolochic acid มีความร้ายกาจมากกว่าที่พวกเขาคาดไว้แต่แรกเสียอีก มันไม่ได้มีแค่ p53 ที่กลายพันธุ์ พวกเขาพบการกลายพันธุ์ในยีนกว่า 1,500 ยีน! คิดโดยเฉลี่ยเซลล์มะเร็งที่เกิดจาก Aristolochic acid มีการกลายพันธุ์ 150 จุดใน 1 ล้านคู่เบส ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเซลล์มะเร็งอื่น เช่น เซลล์มะเร็งปอดของผู้ที่สูบบุหรี่อย่างหนักมีการกลายพันธุ์เฉลี่ย 8 จุดใน 1 ล้านคู่เบส, เซลล์มะเร็งผิวหนังที่เกิดจากการรับรังสีอัลตราไวโอเลตมีการกลายพันธุ์ 110 จุดใน 1 ล้านคู่เบส เป็นต้น

ทีมของ Bin Tean Teh ยังทดสอบให้ Aristolochic acid แก่เซลล์ปกติในจานเพาะเชื้อ พวกเขาพบว่า Aristolochic acid มักเหนี่ยวนำการกลายพันธุ์ที่เปลี่ยนจากเบส Adenine (A) ไปเป็น Thymine (T) หรือเปลี่ยนจาก T เป็น A และส่วนมากจะเกิดในตำแหน่งที่มีลำดับเบสค่อนข้างเฉพาะตัว เปรียบได้เป็น "ลายเซ็น" ของ Aristolochic acid เลยทีเดียว

นอกจากนี้นักวิจัยคนหนึ่งในทีมของ Bin Tean Teh ที่มีประสบการณ์กับมะเร็งชนิดอื่นก็สังเกตเห็นอีกด้วยว่าเขาเคยพบลักษณะรูปแบบการกลายพันธุ์ดังกล่าวในมะเร็งตับมาก่อน นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่านี่อาจจะเป็นคำใบ้ที่บอกให้เรารู้ว่า Aristolochic acid ไม่ได้ก่อมะเร็งแค่ในทางเดินปัสสาวะเท่านั้น

งานวิจัยของทีม Bin Tean Teh ตีพิมพ์ใน Science Translational Medicine DOI: 10.1126/scitranslmed.3006086

นอกจากผลวิจัยของทีม Bin Tean Teh วารสาร Science Translational Medicine ฉบับเดียวกันก็ยังมีงานวิจัยอีกอันที่ยืนยันพิษภัยของไคร้เครือ ทีมวิจัยอีกทีมจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์และมหาวิทยาลัยแห่งชาติของไต้หวันก็ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์จีโนมของเซลล์มะเร็งจากผู้ป่วยมะเร็งทางเดินปัสสาวะส่วนบนชาวไต้หวันที่มีประวัติการบริโภคไคร้เครือจำนวน 19 คน ผลปรากฏว่าก็เจอลักษณะกลายพันธุ์ที่เป็น "ลายเซ็น" เหมือนกับทีมวิจัยของ Bin Tean Teh นอกจากนี้พวกเขายังพบว่าตำแหน่งที่มีลำดับเบสตรงกับลายเซ็นของ Aristolochic acid หลายจุดคร่อมอยู่ในตำแหน่งที่เรียกว่า splice site อันหมายถึงตำแหน่งที่เป็นเครื่องหมายให้ตัด-ต่อ-เชื่อม mRNA (splicing) ก่อนจะนำไปแปลรหัสสร้างโปรตีน หากกระบวนการตัด-ต่อ-เชื่อม mRNA ตรงนี้ผิดพลาด โปรตีนที่ออกมาก็จะผิดตามไปด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นหลักฐานที่ระบุความสัมพันธ์ของ Aristolochic acid กับมะเร็งอีกอันหนึ่ง เนื่องจากเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยที่ได้รับ Aristolochic acid แสดงปรากฏความผิดปกติของโปรตีนอันเกิดจากการตัด-ต่อ-เชื่อมที่ผิดพลาดเต็มไปหมดตามที่คาดไว้

งานวิจัยของทีมจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์และมหาวิทยาลัยแห่งชาติของไต้หวันตีพิมพ์ใน Science Translational Medicine DOI: 10.1126/scitranslmed.3006200

ที่มา - ScienceNOW

สำหรับในประเทศไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนและการแพทย์ทางเลือกได้ตัดไคร้เครือออกจากตำรับยาแพทย์แผนไทยตั้งแต่เมื่อต้นปี 2013 ที่ผ่านมาแล้ว [อ้างอิง: ASTVผู้จัดการออนไลน์]

1 Comment

hisoft's picture

แสงอัลตราไวโอเลตมันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอครับ

The Phantom Thief