พันธุกรรมแหวกช่องกำแพงประเพณีได้ง่ายกว่าวัฒนธรรม

By: terminus
Writer
on Thu, 07/02/2013 - 15:54

การที่มนุษย์รวมกลุ่มกันอยู่เป็นกลุ่มๆ แบ่งแยกตามวัฒนธรรมประเพณีและภาษาทำให้เกิด กำแพง ที่กั้นไม่ให้ข้อมูลทางพันธุกรรมและวัฒนธรรมไหลผ่านระหว่างกลุ่มได้อย่างสะดวกเสรี แต่นักชีววิทยาก็เชื่อกันมาตลอดและก็มีหลักฐานยืนยันพอสมควรที่แสดงให้เห็นว่าพันธุกรรมกับวัฒนธรรมนั้นแพร่คู่ขนานกันไป เช่น งานวิจัยเกี่ยวกับวัฒนธรรมดนตรีในหมู่ประชากรที่ใช้ภาษา Austronesian เมื่อปี 2012 (Proc. R. Soc. B vol. 279 no. 1733) เป็นต้น

ทีมนักวิจัยชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่นำโดย Quentin Atkinson แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อคแลนด์ ก็มีความสนใจในเรื่องนี้ และเล็งเห็นว่านิทานคลาสสิกเรื่อง "The kind and the unkind girls" (ชื่อต่างกันออกไปตามแต่ละที่) เป็นนิทานที่เล่ากันทั่วทั้งทวีปยุโรป เนื้อเรื่องและตัวละครก็แปรผันกันไปหลากหลายเวอร์ชัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะยังคงแกนหลักของเรื่องไว้ระดับหนึ่ง เช่น บางที่อาจจะเล่าว่ามีเด็กผู้หญิงสองคนเป็นพี่น้องกัน, บางที่ก็เป็นเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชาย, บ้างก็เป็นคุณหนูกับคนใช้ ฯลฯ ดังนั้นพวกเขาจึงเอาความแปรผันของนิทานเรื่องนี้กับความแปรผันทางพันธุกรรมระหว่างกลุ่มประชากรยุโรป 31 กลุ่มชาติพันธุ์ มาเปรียบเทียบกัน

ผลปรากฏว่าความแปรผันของนิทานเป็นไปในทางเดียวกับความแปรผันทางพันธุกรรม ชาติพันธุ์ที่มีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมกันมากก็จะเล่านิทานในเวอร์ชันที่ใกล้เคียงกันมากกว่านิทานของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ห่างๆ กัน (ในงานวิจัยนี้อ้างว่านิทานเรื่องนี้เล่าแตกต่างกันได้ถึง 700 เวอร์ชันด้วยการผันแปรองค์ประกอบของเรื่องกว่า 393 รายการ) แต่ที่น่าตกใจคือ ความแปรผันทางพันธุกรรมกลับมีความราบเรียบมากกว่าความแปรผันของนิทาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้อมูลทางพันธุกรรมแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ได้ลื่นไหลมากกว่าองค์ประกอบทางวัฒนธรรม!

สิ่งที่นักวิจัยค้นพบฟังดูขัดกับสามัญสำนึกอย่างพิลึกพิลั่น ลองคิดดูว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางพันธุกรรมนั้นเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคู่ชายหญิงจากสองประชากรมาทำกิจกรรมสร้างลูกสร้างหลานกัน (คู่ชาย-ชาย หรือ หญิง-หญิง คงจะแลกเปลี่ยนข้อมูลทางพันธุกรรมกันไม่ได้) แต่วัฒนธรรมพื้นๆ อย่างนิทานนั้นส่งต่อผ่านกันได้ง่ายๆ แค่เพียงลมปาก (เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ถ้าผมเดินเข้าไปเล่านิทานสักเรื่อง อย่างไรเสียก็ต้องมีคนฟังผมบ้าง แต่ถ้าผมเดินทะลึ่งเข้าไปขอแลกเปลี่ยนพันธุกรรมกับผู้หญิงแปลกหน้า ผมคงได้เข้าไปเล่านิทานในคุกหรือไม่ก็โดนรองเท้าฟาดปากแน่ๆ)

มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่พันธุกรรมแพร่ไปได้ง่ายกว่านิทาน?

ฉะนั้นแล้วนักวิจัยจึงสรุปว่า เหตุผลที่ทำให้เกิดความแตกต่างในความแปรผันเช่นนี้ขึ้นมาได้ ก็คือ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมถูกกั้นโดยกำแพงประเพณีรุนแรงกว่าการแลกเปลี่ยนทางพันธุกรรม

นิทานเรื่องเดียวกันแม้จะแพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก ก็ต้องถูกรื้อดัดแปลงให้เข้ากับฐานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นของแต่ละสังคม แต่กรณีข้อมูลทางพันธุกรรมนั้น ถ้ามันทะลุผ่านกำแพงประเพณีมาแล้ว มันก็ผ่านฉลุยเข้ามามั่วปนกับพันธุกรรมท้องถิ่นได้เลย คู่รักที่ได้เสียเป็นเมียผัวกันอาจจะไม่รับเอาวัฒนธรรมความเชื่อของอีกฝ่ายมาเลยก็ได้ ฝ่ายผัวก็อาจจะยังคงเล่านิทานเวอร์ชันของเขาไป ฝ่ายเมียก็ยังศรัทธาในนิทานเวอร์ชันที่ตัวเองได้ยินมา ส่วนเด็กๆ ก็ต้องเลือกเอาเวอร์ชันที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานของสังคมที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Proceedings of the Royal Society B doi: 10.1098/rspb.2012.3065

ที่มา - Nature News

3 Comments

tekkasit's picture

ผมว่าคนหนึ่งคน สามารถเล่าเรื่องเดิมได้ในหลายเวอร์ชัน ไม่ว่าจะไม่ตั้งใจ เพราะจำรายละเอียดเรื่องที่เคยเล่าไปแล้วไม่ได้ 100% ก็อาจจะมีการต่อเติมเสริมแต่งจนเข้ารกเข้าพงได้ หรือแม้แต่การอพยพก็อาจจะย้ายไปในขนบธรรมเนียมใหม่ ก็อาจจะมีการจงใจเพิ่มลดรายละเอียดก็เป็นได้นะครับ

TOTEETIME's picture

บางทีคนๆ เดียวก็อาจจะเล่าหลายเวอร์ชั่นโดยความตั้งใจก็ได้อีกเช่นกัน

เช่นไปเล่าให้บ้านที่มีลูกชาย - หญิง อย่างละคน เนื้อเรื่องก็เล่าให้ตัวละครเป็นเด็กหญิง เด็กชาย เพื่อให้เด็กรู้สึกมีส่วนร่วมมากขึ้น
พอไปเล่าให้บ้านที่มีแต่ลูกสาว ก็เล่าเรื่องให้ตัวละครเป็นเด็กหญิงทั้งคู่ เพื่อให้เด็กคล้อยตามเรื่อง

และถ้าบังเอิญหมู่บ้านนั้นโดนสงครามระหว่างแคว้น หนีไปคนละแคว้น หรือโดนจับไปเป็นทาสคนละที่ เนื้อเรื่องก็ยิ่งกระจัดกระจายออกไป

neonicus's picture

"แต่วัฒนธรรมพื้นๆ อย่างนิทานนั้นส่งต่อผ่านกันได้ง่ายๆ แค่เพียงลมปาก (เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ถ้าผมเดินเข้าไปเล่านิทานสักเรื่อง อย่างไรเสียก็ต้องมีคนฟังผมบ้าง"

เอาเข้าจริง การเล่านิทานให้เด็กฟังจนฝังรากเป็นเรื่องเล่าในกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกัน ไม่ได้เกิดจากการฟังครั้งเดียว
มันต้องหลายครั้ง และหลายคนฟังมากพอที่จะเป็นผู้เผยแพร่ต่อ
ฉนั้นจะทำอย่างนั้นได้คือต้องเป็นคนต่างวัฒนธรรม ที่เข้าไปอยู่ในอีกวัฒนธรรมเลยต่างหาก ซึ่งจะยากกว่า

แต่หากเป็นการลักลอบ ถ้าต่างวัฒนธรรมต่างกลุ่มชน ก็น่าจะมีบ้างที่แอบลักลอบสัมพันธ์กัน แต่วัฒนธรรมนั้นกว่าจะมีการลักลอบแลกเปลี่ยน มันจะมีการกรองระดับนึง