ศาลตัดสินให้นักวิทยาศาสตร์อิตาลีที่ไม่ยอมเตือนภัยแผ่นดินไหวมีความผิด จำคุก 6 ปี

By: terminus
Writer
on Wed, 24/10/2012 - 04:51

หลังจากที่พิจารณาคดีกันนานกว่า 13 เดือน ในที่สุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2012 ศาลอิตาลีก็มีคำพิพากษาออกมาว่านักวิทยาศาสตร์และผู้เกี่ยวข้องรวม 7 คนที่ไม่ยอมเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้ามีความผิดฐานฆาตกรรมสังหารหมู่ ต้องโทษจำคุกคนละ 6 ปี, ห้ามเข้าทำงานในหน่วยงานสาธารณะของรัฐตลอดชีวิต, และต้องจ่ายค่าเสียหายแก่ครอบครัวเหยื่อแผ่นดินไหวและเทศบาลเมือง L'Aquilla รวมเป็นจำนวนเงิน 7.8 ล้านยูโร

รายชื่อจำเลยในคดีนี้ ได้แก่

  1. Enzo Boschi, ประธานของ National Institute of Geophysics and Volcanology

    1. Franco Barberi, รองประธาน National Institute of Geophysics and Volcanology

    2. Bernardo De Bernardinis, อดีตรองประธาน Civil Protection Department ปัจจุบันเป็นประธานของ Institute for Environmental Protection and Research

    3. Giulio Selvaggi, ผู้อำนวยการ National Earthquake Centre

  2. Gian Michele Calvi, ผู้อำนวยการ European Centre for Training and Research in Earthquake Engineering

    1. Claudio Eva, นักวิทยาศาสตร์แห่ง University of Genoa

    2. Mauro Dolce, ผู้อำนวยการสำนักงานความเสี่ยงแผ่นดินไหวของ Civil Protection Department

เรื่องนี้มีต้นเรื่องจากแผ่นดินไหวที่ L'Aquilla ประเทศอิตาลี ในตอนเช้าของวันที่ 6 เมษายน 2009 ซึ่งคร่าชีวิตคนไป 309 ชีวิตและทำให้อีกพันกว่าครอบครัวไร้ที่อยู่อาศัย ก่อนหน้าที่จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งนั้น แผ่นเปลือกโลกรอบประเทศอิตาลีได้มีแผ่นดินไหวครั้งเล็กๆ อย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาสามเดือน จนประชาชนชาวอิตาลีรู้สึกตื่นตระหนก จำเลยทั้ง 7 คนซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมรับมือภัยพิบัติแผ่นดินไหวจึงจัดแถลงข่าวว่าจะไม่มีแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงเกิดขึ้น แต่หลังจากการแถลงข่าวเพียง 6 วัน แผ่นดินไหวขนาด 6.3 ตามมาตราริกเตอร์ก็ถล่ม L'Aquilla

ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายและครอบครัวต่างพอใจในคำตัดสินของศาล แต่ฝ่ายจำเลยก็เตรียมตัวขอยื่นอุทธรณ์ต่อไป

ส่วนชุมชนนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็มีความเห็นส่วนใหญ่ตรงกันว่าคำตัดสินของศาลอิตาลีในครั้งนี้จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ทั้งประเด็นการชี้มูลความผิดที่อาศัยความรู้สึกของผู้เสียหายเป็นหลักในการพิจารณา รวมไปจนถึงการตั้งข้อหาและโทษที่รุนแรง ต่อไปนักวิทยาศาสตร์จะกังวลและปิดปากเงียบไม่กล้าแสดงความเห็นใดๆ ต่อประเด็นสาธารณะอีก หรือไม่ก็จะกลายเป็นพวกตื่นตูม มีอะไรน่าตกใจก็เตือนไว้ก่อนจนกลายเป็นว่านักวิทยาศาสตร์หมดความน่าเชื่อถือ เตือนอะไรไปก็จะไม่มีใครเชื่ออีก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวมทั้งนั้น

ที่มา - Nature News, Science Indsider, New York Times

34 Comments

PaPaSEK's picture

"ต่อไปนักวิทยาศาสตร์จะกังวลและปิดปากเงียบไม่กล้าแสดงความเห็นใดๆ ต่อประเด็นสาธารณะอีก หรือไม่ก็จะกลายเป็นพวกตื่นตูม มีอะไรน่าตกใจก็เตือนไว้ก่อนจนกลายเป็นว่านักวิทยาศาสตร์หมดความน่าเชื่อถือ เตือนอะไรไปก็จะไม่มีใครเชื่ออีก"

ก็แสดงความเห็นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานที่ว่าด้วยข้อมูลสิครับ

-Rookies-'s picture

ผมว่ามันก็พูดยากนะ แผ่นดินไหวเนี่ยมันธรรมชาติมาก ๆ ทำนายล่วงหน้าได้ยากอยู่ หรืออีกหน่อยมีแผ่นดินไหว ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้น จะต้องจัดแถลงข่าวทุกครั้งแล้วบอกว่าจะมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ 10% 20% 30% 40% อะไรก็ว่าไป

ผมว่าแบบนั้นเจอบ่อย ๆ เข้ามันก็ไม่น่าเชื่อถืออยู่ดีแหละ เหมือนพยากรอากาศของไทย 30% ของพื้นที่...แล้วมันตรงไหนฟระ? (พื้นที่กว้างเกิน ถ้าพื้นที่แคบ ๆ จะไม่ว่าเลย)

PaPaSEK's picture

อืม ... ถ้าเอาไปเปรียบกับกรมอุตุของไทยก็เห็นภาพชัดดีครับ

แต่ผมว่านะ ... ถ้าพยากรณ์เป็นการคาดเดาด้วยหลักสถิติ ... ความแม่นยำไม่ถึง 100%

ถ้าให้เลือกว่า

  1. บอกว่าอาจจะเกิด ... แล้วมันไม่เกิด

  2. บอกว่าจะไม่เกิด ... แล้วมันดันเกิดโดยที่ไม่มีใครได้เตรียมตัว

นั่นเป็นที่มาของกรมอุตุฯ ไทยสินะ

vanger's picture

มันก็เหมือนหลายวิชาที่เรียนเพื่อให้รู้ว่าปัจจุบันนี้เขาศึกษากันไปถึงไหนแล้ว
เช่นพวก forecast ในการเงินก็ไม่ได้ได้ผลเยอะสักเท่าไร ก็มีเรียนมีสอนกัน
หลังว่าจะได้มีการพัฒนา ศึกษาต่อยอดจากสิ่งที่มี

-Rookies-'s picture

นั่นแหละครับ ผมก็คิดว่ามันมีสองทางแหละ ปัญหาคือเลือกทางไหนก็โดนด่าอ่ะ

บอกจะเกิดแล้วดันไม่เกิด --> โดนด่าว่าห่วย เตือนพลาดบ่อย ๆ เข้าก็เริ่มไม่เชื่อถือ เหมือนเด็กเลี้ยงแกะ พอหมาป่ามาจริงแกะตายกันทั้งหมู่บ้าน
บอกจะไม่เกิดแล้วดันเกิด --> อันนี้ก็โดนด่าเต็ม ๆ ไม่ต้องรอนาน

ป.ล. ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ "พยุหะฝนดาวตก" เมื่อหลายปีก่อน... (ในนี้เกิดทันกันมั้ยเนี่ย?)

deargerous's picture

แผ่นดินไหว เท่าที่รู้มายังไม่มีใครทำนายได้ไม่ใช่เหรอ

rattananen's picture

ศาลตัดสินได้ stupid มาก ไม่หาข้อมูลก่อนเลยว่าเขาคาดการณ์แผ่นดินไหวกันอย่างไร

ถ้าสามารถคาดการณ์แผ่นดินไหวได้ 100% ป่านนี้คงมีเครื่องสร้างแผ่นดินไหวแล้วล่ะ

PaPaSEK's picture

ขอถามความเห็นครับ

ถ้ามันไม่สามารถคาดการณ์ได้ แล้วจะมีหน่วยงานเหล่านี้ไปทำไม

อันนี้ถามความเห็นจริงๆ ครับ เพราะผมคิดว่าหน่วยงานพวกนี้มีเอาไว้ทำหน้าที่เตือน

zipper's picture

ผมว่าการเกิดแผ่นดินไหวมันคาดการณ์ได้ออกมาเป็นความน่าจะเป็นมากกว่า ซึ่งทำให้ในการคาดการณ์แต่ละครั้งมันไม่แม่นยำ 100% ดังนั้นมันจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ แต่มันแค่จะมีแนวโน้มจะเกิดมากกว่าเท่านั้นเอง

ถ้าจะให้เตือนก็คงได้ไม่กี่นาทีอย่างที่ญี่ปุ่นทำ

virusfowl's picture

เอ่อ... ที่ญี่ปุ่นเขาเตือนได้ภายในไม่กี่นาที นั่นมันเตือนซึนามิหนิครับ ไม่ใช่เตือนแผ่นดินไหวนะ >.<

rattananen's picture

ก็มีไว้เตือนนั้นล่ะครับ แต่องค์ความรู้กับเทคโนโลยีในปัจจุบันมันยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ 100% ครับ

เหมือนกับคุณเองก็ไม่รู้ว่าคุณเองจะเป็นหวัดเมื่อไร ต้องรอให้ใกล้ๆ จะเป็นก่อนถึงบอกได้

ผมว่าถ้าไม่มีหน่วยงานพวกนี้ยังจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีคนมาเป็นแพะรับบาป ใครจะเดือดร้อนก็ไม่ต้องมาสนใจ เท่าเทียมกันดี

PaPaSEK's picture

อันนี้ถามเล่นๆ

ถ้าเราวิเคราะห์มันไม่ได้ 100% จึงไม่ควรมีหน่วยงานพวกนี้ ... เราไม่ควรมีการเปิดสอนวิชานี้ด้วยรึเปล่าครับ?

คือตรรกะแบบนี้มันเหมือนกับพวกทำผิดแล้วไม่ยอมรับ ... ตีโพยตีพาย โทษนั่นนู่นนี่น่ะครับ

rattananen's picture

เหตุผลที่สอนวิชานี้ก็เป็นเหตุผลเดียวกับว่าทำไมเราจึงต้องเรียนวิทยาศาสตร์ครับ
ถ้าเข้าใจหลักการวิทยาศาสตร์ก็จะเข้าใจเองล่ะครับกว่าเรียนไปทำไมเองครับ

ถ้าจะเปรียบเทียบเชิงกฎหมายจะประมาณว่า สิ่งนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ทำก็เหมือนกับ

เด็ก 5 ขวบทำปืนที่ตนถือหล่นแล้วลั่นใส่คนตายครับ

เด็ก 5 ขวบ = นักวิทยาศาสตร์
ถือปืน = งานที่เขาทำ
ปืนหนักไม่มีแรงถือ = ขาดความสามารถ ขาดความรู้ (เนื่องจากมันไม่มีจริงๆ)
ทำหล่น = ไม่ได้เตือน เนื่องจากข้างบน
ปืนลั่น = แผ่นดินไหว
คนตาย = ผู้ประสบเคราะห์

XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX
กำหนดให้ นักวิทยาศาสตร์คือเด็ก 5 ขวบ แล้วโลกคือผู้ใหญ่ เพราะเด็กต้องคอยศึกษาจากผู้ใหญ่ เพื่อให้เป็นผู้ใหญ่ (มีความรู้ ความสามารถ ความเข้าใจเทียบเท่า)
XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

ผมก็ไม่รู้จะไปโทษเด็กอย่างไรเหมือนกันนะครับ

และไม่ว่าส่งใครไปทำหน้าที่แทนนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นก็ไม่มีใครสามารถเตือนได้ 100% อยู่ดี = ส่งไปเป็นแพะ

vanger's picture

การเปิดสอนนั้นมันก็เหมือนหลายวิชาที่เรียนเพื่อให้รู้ว่าปัจจุบันนี้เขาศึกษากันไปถึงไหนแล้ว
เช่นพวก forecast ในการเงินก็ไม่ได้ได้ผลเยอะสักเท่าไร ก็มีเรียนมีสอนกัน
หวังว่าจะได้มีการพัฒนา ศึกษาต่อยอดจากสิ่งที่มี

PaPaSEK's picture

ไม่มีคนเข้าใจประเด็นที่ผมจะสื่อเท่าไรนะ เอาแต่โจมตีประเด็นรองที่ผมเปิดเอาไว้กันท่าเดียวเลย

ส่วนเรื่องเด็ก 5 ขวบอะไรนั่น ... ผมพูดตรงๆ นะครับ ... นี่เว็บวิทยาศาสตร์ ขนาดผมตกวิทย์ทุกปีอ่านแล้วยังระอาเลยครับ คุณเอาคนที่เรียนรู้วิชาที่เป็นวิทยาศาสตร์มาเปรียบเทียบกับเด็ก 5 ขวบ ... ทบทวนหน่อยก็ดีครับ

แล้วถ้ามีที่เรียน แต่ไม่มีที่ทำงาน ... เรียนไปทำไมครับ ถ้าเรียนแล้วเอามาใช้ไม่ได้เพราะมันไม่ 100% เรียนไปทำไมครับ ประเด็นของผม ไม่ใช่ว่าเรียนหรือไม่เรียน มีหน่วยงานหรือไม่มีหรอกครับ

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า พวกนี้แม้มันจะไม่ครบถ้วน 100% แต่มันก็อ้างอิงตามหลักสถิติ หรือที่เรียกว่าการ forecast ตามที่คุณบอกนั่นแหละครับ

หน่วยงานมีหน้าที่เตือน ก็รายงานอ้างอิงจากสถิติให้ประชาชนได้เตรียมตัว ...

สุดท้ายนี้ถ้าเป็นเราๆ ก็เลือกเอาเถอะครับ ว่าจะยอมเสียหน้าเพราะทำนายพลาด หรือจะยอมปล่อยให้มีผู้เสียชีวิตเพราะมัวแต่ห่วงหน้าตัวเอง เงินเดือนก็ได้รับให้มาทำนายแท้ๆ

rattananen's picture

ผมเองก็บอกเหตุผลไปแล้วนะครับว่าทำไมผมถือเปรียบเทียบนักวิทยาศาสตร์กับเด็ก 5 ขวบ คุณควรทบทวน reply ของผมดีๆ นะครับอุตส่าห์เน้นไว้

และคุณก็อย่าเปิดประเด็นรองสิครับตอบให้มันอยู่ให้ประเด็นหลัก คนอื่นเขาจะได้ไม่ไปที่ประเด็นรองของคุณไงครับ

PaPaSEK's picture

เด็กได้รับเงินเดือนจากการถือปืนมั้ยครับ

ประเด็นหลักๆ เลยคือ ... นักวิทยาศาสตร์ต้องรับผิดชอบหรือเปล่า ... แล้วผลการทำนายไม่ตรง 100% แสดงว่าไม่จำเป็นต้องทำนายแบบที่คุณพูดหรือไม่

ผมว่าไม่ต้องเปรียบเทียบกับเด็ก 5 ขวบดีกว่าครับ เอาตัวเปรียบเทียบออกไป เพราะวุฒิภาวะมันไม่ได้ และความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์ธรณีวิทยาศึกษากันมา "อย่างเป็นวิทยาศาสตร์" มันเอาไปเปรียบเทียบกับการบังเอิญทำปืนตกไม่ได้ แนะนำว่าอย่าเอาไปเทียบกับอะไรเลยดีกว่าครับ

คือที่ผมอยากรู้เนี่ย ... ถามจริงจังเลยประเด็นแรกก็คือ

1.ถ้ามันคาดการณ์ไม่ได้ แล้วจะมีหน่วยงานที่คอยกินงบเหล่านี้ไปทำไม
2.ถ้ารับเงินแล้วผมเข้าใจว่าต้องรับผิดชอบต่อผลงานด้วยไม่ใช่หรือครับ
3.คนที่ทำงานในหน่วยงานดังกล่าวก็ต้องมีความรู้เฉพาะทาง (คุณสมบัติทางด้านการศึกษา) และได้รับการคัดเลือกเข้ามาทำงาน ไม่ทางใดก็ทางนึง ... รึเปล่าครับ?

ขอแค่นี้ก่อนครับ ... คือที่ถามนี่ไม่ได้อยากจะเถียงนะครับ แค่สงสัยว่า (ตามข่าว) ทำไมนักวิทยาศาสตร์ถึงไม่เห็นด้วยกับการตัดสินคดี หรือเพราะคิดว่ามันคาดการณ์ไม่ได้ 100% จึงไม่ต้องรับผิดชอบ ... งงตรงนี้ครับ

-Rookies-'s picture

ประเด็นน่าสนใจครับ โดยเฉพาะข้อ 2

ความเห็นผม ผมยังคงเทียบกับพยากรณ์อากาศไทยครับ ออกตัวก่อนว่าผมไม่คิดว่าคนไทยไม่เก่งเรื่องพยากรณ์อากาศ แต่ตรงข้าม ผมเชื่อว่าเขาเรียนมาดีพอ (อย่างน้อยก็ในระดับที่ไม่ได้ต่ำกว่าชนชาติอื่นมากนัก) แต่ที่มันพยากรณ์ออกมาไม่ค่อยจะเที่ยงตรงนักน่าจะเพราะ "เทคโนโลยีที่มีให้ใช้" เอาง่าย ๆ เลย สถานีวัดตรวจอากาศ ทุกวันนี้มีน้อยมาก รู้สึกว่ายังมีไม่ครบทุกตำบลเลยมั้ง (เผลอ ๆ ไม่ครบอำเภอหรือเปล่า?) ถ้าจะพยากรณ์กันให้ถูกต้องจริง ๆ จัง ๆ อย่างน้อยผมว่ามันต้องมีครบทุกตำบล และข้อมูลเหล่านั้นต้องส่งมาแบบ real time ไม่ใช่วัดกันวันละครั้งสองครั้งแล้วส่งข้อมูลไปบอกกัน ความถูกต้องมันก็ลดฮวบ ๆ เป็นธรรมดา (ยิ่งสภาพอากาศมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวันอยู่แล้วด้วย)

ดังนั้น ถ้าเทคโนโลยีที่มีให้ใช้มันดีพอ แต่ดันพยากรณ์ผิด หรือเลี่ยงที่จะไม่พยากรณ์ ผมคิดว่าเขารับเงินเดือนมาแล้วก็ควรจะถูกลงโทษ (ซึ่งในกรณีนี้ผมไม่รู้ว่าเขามีมากแค่ไหน ผมถึงบอกว่ามันพูดยากนะ)

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเทคโนโลยีที่มีให้ใช้มันไม่ดีพอ เขาพยากรณ์ได้ความแม่นยำตามนั้น มันก็ไม่น่าจะผิด หรือต่อให้ผิดก็ไม่ควรจะผิดมากมาย ก็ลดโทษลงตามความห่วยของเทคโนโลยีที่มี

ซึ่งก็นั่นแหละ มันก็จะวกกลับมาที่ ผมไม่รู้ว่ากรณีนี้เขาทำเต็มความสามารถหรือยัง พยากรณ์ออกมาถูกตามที่เครื่องมือเอื้ออำนวยหรือไม่ ผมจึงออกตัวว่ามันก็พูดยากนะ

PaPaSEK's picture

อืม ... สุดท้ายศาลก็คงต้องดูเจตนาว่าทำไมถึงออกมารับประกันว่าไม่น่าเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งก็คงต้องว่ากันด้วยสถิติและหลักการตามที่เรียนมาต่อไป

รอดูในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

mementototem's picture

(พยากรณ์อากาศ)

ผมเห็นภาพแผนที่สภาพอากาศจากเรดาร์ มันก็ครอบคลุมพื้นที่ "หลายจังหวัด" (ภาคใต้นะ) และเท่าที่จำได้ สถานีวิทยุ (ของทหารเรือ) ก็ประกาศบอกเป็นอำเภอได้อยู่นะ คิดว่า คงจะพอระบุตำบลได้ เพียงแต่ว่า ถ้าประกาศละเอียดเกินไป มันเสียเวลามากไป และยิ่งประกาศล่วงหน้านานเท่าไหร่ มันก็ผิดพลาดเยอะขึ้นเท่านั้น

แต่ถ้าประกาศบอกล่วงหน้าแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็นะ แหม มืดมาซะขนาดนี้ไม่ต้องบอกก็ได้ว่าฝนจะตกในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

-Rookies-'s picture

มันเอาไว้ดูออนไลน์ได้เวลาเราเดินทางครับ ซึ่งอัพเดทได้ตลอดเวลาเลย ถ้าเป็นเมืองนอกมันจะระบุได้ว่าแถวไหนอากาศเป็นยังไง ยิ่งถ้าใช้มือถือก็จะพยากรณ์เป็น real-time เลย ครับ เวลาเราขยับเข้าเขตไหนก็จะเปลี่ยนตามให้ แต่ของไทยมันไม่ใช่เลย (ไม่ใกล้เคียงเลยด้วย) เท่าที่เคยลองดูมันพยากรณ์ได้แค่เป็นจังหวัดกับหัวเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น

ผมไม่รู้นะว่าข้อมูลพวกนี้มันเป็นข้อมูลปกปิดแอพต่าง ๆ เลยดึงเอามาใช้ไม่ได้หรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ ไม่ค่อยเห็นสถานีวัดของท้องถิ่นซักเท่าไหร่ ประกอบกับเคยอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์สมัยก่อนน้ำท่วมใหญ่ คนในกรมอุตุฯออกมาให้ข่าวโอดครวญว่าสถานีวัดไม่เพียงพอ (อย่างมาก)

เอาง่าย ๆ กทม.เอง ผมเห็นที่วัดที่แอพต่าง ๆ ดึงข้อมูลมาได้มีแต่ที่ดอนเมืองที่เดียว (จริง ๆ ผมก็ไม่ได้กับคิดถึงขนาดพื้นที่เล็ก ๆ อย่างกทม.จะต้องมีสถานีวัดมากมายนะ เพียงแต่มันเป็นเมืองหลวง แถมเป็นเขตเศรษฐกิจหลักของประเทศ เขาไม่แคร์ภูมิอากาศกันเลยเรอะ?)

กำลังคิดเล่น ๆ ว่า ถ้ากทม.สามารถทำนายสภาพอากาศล่วงหน้าได้แบบละเอียดยิบระดับเขต (กทม.มี 50 เขต) และแม่นยำถึง 90% จะทำให้รถติดมากขึ้นหรือน้อยลง? (ปกติฝนตกแล้วรถติดรุนแรงมาก)

rattananen's picture

ถามมาก็อธิบายไปก็ไม่ได้ผิดอะไรสักหน่อยครับ

ส่วนคำถามของคุณก็
1. มีไว้เตือน #12138 ตอบไปแล้ว
2. อย่าเอาเรื่องเงินมาเกี่ยวครับ นักวิทยาศาสตร์หลายคนไม่ได้ทำงานเพื่อเงินเป็นจุดประสงค์หลัก แต่เขาต้องรับเงินไม่งั้นเขาก็ใช้ชีวิตไม่ได้ ส่วนเรื่องความรับผิดชอบไม่ว่าจะได้เงินหรือไม่นั้นต้องรับผิดชอบอยู่แล้วครับ แต่มันต้องมีขอบเขตครับ
เหมือนกับคุณเป็น programmer ในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง
แล้วอยู่ดีๆ เขาก็ให้คุณเขียนโปรแกรมประมวลผลแบบ 4 มิติ
แต่คุณทำไม่ได้เพราะมัน ยัง ไม่มีเทคโนโลยีประมวลผลแบบ 4 มิติในโลกนี้
ทำให้บริษัทนั้นเจ๊งไปเลย ทำให้พนักงานบริษัทพากันตกงาน
บริษัทกับพนักงานเหล่านั้นก็เลยฟ้องคุณให้รับผิดชอบ
ศาลก็ตัดสินว่าให้คุณต้องรับผิดชอบกับบริษัทที่เจ๊งกับพนักงานที่ตกงาน
แล้วคุณคิดว่าคุณต้องรับผิดชอบไหมล่ะครับ ?
ถ้าคุณยังคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดอยู่อีก แสดงว่าวิธีคิดของผมกับคุณมันต่างกันเกินไป ทำอย่างไรก็ไม่มีจุดร่วมได้หรอกครับ
3. ก็เหมือนคุณไปสมัครงานบริษัททั่วไป

PaPaSEK's picture

ไปแล้วครับ พูดไปถึงอุดมคติในการทำงานบลาๆๆๆ ออกนอกอวกาศไปแล้วครับ

ผมขอจบคำถามกับคุณเพียงเท่านี้

rattananen's picture

ผมใช้สำนวนอุปมาครับ อุปมา
ยังไม่ได้ออกประเด็นแต่อย่างไร หรือจะให้ผมอุปไมยให้ด้วย?

PaPaSEK's picture

งั้นผมรบกวนช่วยแจกแจงให้หน่อยครับ ว่ามีอุปมาตรงไหนอย่างไรบ้าง ผมกลัวว่าผมอาจจะเข้าใจคุณผิดไป

ขอบคุณครับ

rattananen's picture

อุปมา => อุปไมย
คุณเป็น programmer ในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง => นักวิทยาศาสตร์ทำงานศูนย์เตือนภัย
แล้วอยู่ดีๆ เขาก็ให้คุณเขียนโปรแกรมประมวลผลแบบ 4 มิติ => ให้ทำงานเตือนภัยแผ่นดินไหว
แต่คุณทำไม่ได้เพราะมัน ยัง ไม่มีเทคโนโลยีประมวลผลแบบ 4 มิติในโลกนี้ => เกิดแผ่นดินไหวโดยที่ไม่ได้เตือน เพราะยังไม่มีองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีมากพอ
ทำให้บริษัทนั้นเจ๊งไปเลย ทำให้พนักงานบริษัทพากันตกงาน => เกิดผู้ประสบเคราะห์
บริษัทกับพนักงานเหล่านั้นก็เลยฟ้องคุณให้รับผิดชอบ => ผู้ประสบเคราะห์พ้องศาลให้นักวิทยาศาสตร์รับผิดชอบ
ศาลก็ตัดสินว่าให้คุณต้องรับผิดชอบกับบริษัทที่เจ๊งกับพนักงานที่ตกงาน => ศาลให้นักวิทยาศาสตร์รับผิดชอบ

สมัครงานบริษัททั่วไป: เวลาสมัครงานบริษัทก็ต้องรับคนตาม requirement ที่กำหนด => เลือกคนมีคุณสมบัติเฉพาะมาทำงานเตือนภัย

PaPaSEK's picture

ผมมั่นใจแล้วครับ ว่าเราคุยกันไม่รู้เรื่อง เป็นที่ตัวผมเองครับ ขออนุญาตจบการสนทนาครับ

-Rookies-'s picture

ผมก็รู้สึกว่าคุณสองคนคุยกันคนละเรื่องแล้วครับ ๕๕๕

DoraeMew's picture

ใช่ หน่วยงานเหล่านี้มีเอาไว้เตือน

แต่งานที่ เตือนถูก เสมอตัว เตือนผิด เข้าคุกกับชีวิตย่อยยับแบบนี้
ต่อไปคงต้องเอาเด็กชายปลาบู่มาทำงานแล้วล่ะ

ไอ้การทำนายแผ่นดินไหว มันก็อย่างที่ Charles Francis Richter เคยกล่าวไว้ว่า "Only fools and charlatans predict earthquakes"
งานนี้นักวิทยาศาสตร์อิตาลีกลุ่มนี้ก็ fool ไปเรียบร้อย

tuinui98's picture

เค้าก็แจ้งตามหลักวิชาการนะครับ ตามหลักการแล้วแผ่นดินไหวเล็กน้อยจะทำให้เกิดการทยอยปลดปล่อยพลังงานออกมา
ไม่เกิดการสะสมจนพลังงานมากเกินไป ซึ่งกรณีแบบนี้จึงจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เนื่องจากแผ่นดินสะสมพลังงานไว้มาก

ในโลกนี้ตำราส่วนใหญ่กล่าวไว้แบบนี้ ซึ่งเขียนตามหลักสถิติเท่าที่เกิดแผ่นดินไหวและมนุษย์บันทึกไว้

ลองคิดดูถ้าวันนั้นเขาออกมาแถลงว่าจะเกิดแผ่นดินไหว แน่นอนว่าต้องมีนักวิชาการมาแย้งแน่ ๆ ว่าผิดหลักการ
ถึงแม้ว่าอีกไม่กี่วันจะเกิดขึ้นจริง ๆ พวก 6-7 คนนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับหมอดูนะ เพราะไม่ได้ใช้หลักการอ้างอิงอะไรเลย

tuinui98's picture

ลองคิดดูเล่น ๆ ถึงสถานการณ์ตอนนั้น
1.แผ่นดินไหวเล็ก ๆ รอบบริเวณแผ่นเปลือกโลกติดต่อกัน 3 เดือน
2.ประชาชนตื่นตระหนก แน่นอนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องถูกบีบให้ออกมาพูดอะไรบ้าง
3.ถ้าคุณเป็นนักวิชาการในนั้น และต้องออกมาแถลงต่อสาธารณะ คุณก็ต้องประชุมกัน เอาข้อมูลมาตรวจสอบและสรุปผล
3.1 คุณจะพูดตามหลักวิชาการที่ร่ำเรียนมาตลอด
3.2 คุณจะเขย่าขวัญคน โดยออกมาบอกในสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยกว่าตามสถิติ
3.3 ไม่ออกมาพูดอะไรเลย <= ผมว่าโดนด่ามากกว่าและมีสิทธิ์ติดคุกยิ่งกว่าทุกข้อที่กล่าวมา

echo's picture

เฮ้อ ทำดีไม่ได้ดี

ตอนนี้เขาตรวจจับคลื่นแรงโน้มถ่วงได้ตัวเปนๆแล้วน้า
ไอน์สไตน์แทบลุกออกมาจากหลุมเลย 5 5 5 กำ

mementototem's picture

การที่แผ่นดินไหวติดต่อกัน 3 เดือนมันไม่ใช่เรื่องปกติ การออกมาเตือนว่า "มันอาจจะเป็นความผิดปกติ" แทนที่จะมายืนยันว่า "ไม่เกิดแผนดินไหวครั้งรุนแรงแน่" มันดีกว่า แต่ยังไงเสียผมก็มองว่า มันเป็นการลงโทษที่เกินกว่าเหตุไปสักหน่อย

ป.ล. มันทำให้เห็นว่า ผู้คนเขาเชื่อมั่นใน(นัก)วิทยาศาสตร์มากนะ แม้จะรู้สึกไม่ดีกับการที่แผ่นดินไหวต่อเนื่อง แต่ก็ยังใช้ชีวิตกันตามปกติ