เดอะซันแฉคลิปเสือวัดหลวงตาบัว... อ้างเสือถูกวางยาให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเล่น

By: terminus
Writer
on Wed, 12/09/2012 - 19:27

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2012 หนังสือพิมพ์ The Sun แท็บลอยด์ชื่อดังของสหราชอาณาจักร ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอของเสือที่กำลังเล่นน้ำกับนักท่องเที่ยว ที่วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ประเทศไทย หรือที่เรียกกันติดปากว่า "วัดเสือกาญจนบุรี" และได้แสดงความเห็นจากนักอนุรักษ์หลายคนที่ต่อต้านการกระทำของวัดเสือ

หนึ่งในนักอนุรักษ์ที่ The Sun ไปสัมภาษณ์ คือ Sybelle Foxcroft ที่แฝงตัวลงพื้นที่มาศึกษาชีวิตของเสือที่วัดป่าหลวงตาบัวมานานเป็นเวลาหลายปี ในฐานะนักวิจัยขององค์การ Care for the Wild และเธอก็ได้แต่งหนังสือชื่อ Behind the Cloak of Buddha แฉเบื้องลึกเบื้องหลังของเสือในวัดป่าหลวงตาบัวด้วย

*หมายเหตุ: ผมไม่สามารถ embed คลิปจาก The Sun ได้ ดังนั้นจึงต้อง embed คลิปที่คนอัพโหลดขึ้น Youtube แทน

Sybelle Foxcroft อ้างว่าเสือ 115 ตัวในวัดป่าหลวงตาบัวถูกขังอยู่ในกรงคอนกรีตแคบๆ ที่ไม่ได้รับการดูแล และถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่เกือบจะเป็นมังสวิรัติซึ่งเป็นอาหารที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของเสือจนทำให้กระดูกของเสือโค้งงอ, ขาโก่ง, หลังค่อม, และเป็นโรคกระเสาะกระแสะ พอถึงเวลาแสดง เสือก็จะถูกวางยาให้เชื่องซึมแล้วถูกลากออกมาให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเล่นแบบใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัว สังเกตได้จากหลักฐานอากัปกิริยาของเสือที่ลิ้นห้อย, ม่านตาเบิกกว้างเมื่อถูกแสงแดด, ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น

วัดป่าหลวงตาบัวเคยอ้างผ่านรายการโทรทัศน์และสื่อหลายครั้งว่าวัดรับเสือตัวแรกๆ มาอุปการะเลี้ยงดูเนื่องด้วยความสงสารที่พ่อแม่เสือถูกนายพรานฆ่า จากนั้นก็มีชาวบ้านเอาเสือกำพร้ามาฝากอีกมากมาย และเสือในวัดก็ผสมพันธุ์กันออกลูกออกหลานเพิ่มจำนวนจนกระทั่งวัดมีเสือในความดูแลเป็นร้อยตัว (แน่นอนว่าต้องมีเรื่องราวปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติประกอบด้วยตามประสาพุทธแบบไทยแท้) แต่ Sybelle Foxcroft แฉว่าวัดป่าหลวงตาบัวเกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าเสือผิดกฏหมายอย่างลับๆ

The Sun ยังได้เอาคลิปเสือดังกล่าวไปให้ Phil Davies ผู้ก่อตั้ง Tiger Awareness วิเคราะห์ ซึ่ง Phil Davies ก็ลงความเห็นว่าเสือจะต้องถูกวางยาอย่างแน่นอน ถ้าไม่โดนวางยา ไม่มีทางเลยที่เสือจะมาเดินเชื่องๆ อยู่ข้างคนแบบนี้ (อย่างไรก็ตาม ทางวัดป่าหลวงตาบัวเคยให้ข้อมูลแย้งข้อกล่าวหาเดียวกันนี้ว่า เสือในวัดเชื่องเพราะมันคุ้นเคยกับมนุษย์ตั้งแต่ยังเล็ก วัดไม่มีการวางยาเสือแต่อย่างใด - The Mail Online)

กลุ่ม People for the Ethical Treatment of Animals (PETA) ก็ยืนกรานตามน้ำว่าวัดป่าหลวงตาบัวมีประวัติในการทารุณสัตว์มาอย่างยาวนาน เสือในวัดถูกล่ามโซ่และถูกเฆี่ยนตีมาตั้งแต่ยังเป็นลูกเสือตัวเล็กๆ

Sybelle Foxcroft ระบุว่าขณะนี้มีองค์การที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์กว่า 39 องค์การร่วมมือกันเร่งตรวจสอบกรณีทรมานสัตว์ในวัดป่าหลวงตาบัว

วัดป่าหลวงตาบัวเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมเสือจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศคนละ 600-1000 บาท (นักท่องเที่ยวชาวไทยเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่านี้) และการถ่ายรูปกับเสืออย่างใกล้ชิดจะต้องเสียค่าธรรมเนียมพิเศษเพิ่มอีกประมาณ 500-1000 บาท นอกจากนี้ก็ยังมีการขายของที่ระลึกราคาแพง เช่น จี้ห้อยคอ เข็มขัด ปฏิทิน เป็นต้น ทางวัดอ้างว่าเงินทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ดูแลเสือทุกตัวในวัด อาหารเสือมันแพง

ที่มา - The Sun ผ่าน MThai News


ผมได้ลองไปค้นดูข่าวเกี่ยวกับเรื่องเสือจากเว็บไซต์ Care for the Wild ก็พบว่า Care for the Wild เคยรายงานแฉเรื่องนี้มาตั้งแต่กลางปี 2008 แล้ว

รายงาน Care for the Wild ที่ทำการศึกษาระหว่างปี 2005-2008 อ้างว่า

  1. มีข้อเท็จจริงที่ชี้ให้เห็นว่าวัดป่าหลวงตาบัวเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าสัตว์ป่าผิดกฏหมายระหว่างไทย-ลาว ระหว่างระยะเวลาสองปีกว่าที่ทำการศึกษา มีเสืออย่างน้อย 7 ตัวหายไปจากวัดและมีเสืออย่างน้อย 5 ตัวโผล่มาอย่างไม่มีคำอธิบาย เสือตัวที่มาใหม่จะถูกตั้งชื่อให้ตรงกับเสือที่หายไป

  2. กรงที่ขังเสือนั้นมีพื้นทื่เพียง 31.5-37.3 ตารางเมตร (พื้นที่ขั้นต่ำของการเลี้ยงเสือแม่ลูกหนึ่งคู่ คือ 500 ตารางเมตร) เสือจะถูกขังอยู่ในกรงแคบๆ อับๆ โดยไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันเป็นเวลาเกือบ 20 ชั่วโมงต่อวัน

  3. เวลา 13.00-16.00 น. ของทุกวัน เสือจะถูกลากออกมาให้นักท่องเที่ยวชมตัวและถ่ายรูป บางทีก็ถึงขั้นฉุดรั้งลากหางและเฆี่ยนตีให้เสือยอมออกจากกรง และหนักถึงขนาดว่ามีการราดปัสสาวะของเสือใส่หน้าเสือด้วยเพื่อปราบพยศ เสือจะต้องทนอยู่กลางแสงแดดร้อนจ้าตลอดเวลาโดยไม่มีร่มเงาให้พักหลบแดด

  4. วัดป่าหลวงตาบัวมีการผสมพันธุ์เสืออย่างขาดความรู้ เสือถูกจับคู่มั่วซั่วโดยไม่มีการคำนึงถึงข้อมูลทางประชากรและซับสปีชีส์ของเสือ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่ผิดรุนแรงในการอนุรักษ์ และก็ไม่มีหลักฐานใดๆ แสดงว่าวัดได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำการผสมพันธุ์สัตว์ป่า หากวัดปล่อยเสือที่เพาะเลี้ยงขึ้นมาคืนสู่ป่าธรรมชาติ ก็จะเกิดผลเสียกับพันธุกรรมของประชากรเสือท้องถิ่น

  5. เสือเกือบทุกตัวในวัดป่าหลวงตาบัวแสดงภาวะทุพพลภาพทั้งทางสุขภาพกายและทางจิตวิทยา เสือมีอาการเฉื่อยชา กระดูกคดงอ บางตัวก็แสดงพฤติกรรมผิดปกติ เช่น เดินหงอย เลียอุ้งตีนตัวเองตลอดเวลา เป็นต้น

  6. ไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ของวัดไม่ได้รับการฝึกฝนและไม่มีอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเพียงพอ นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องลงชื่อในเอกสารว่าจะไม่เอาผิดทางกฏหมายกับวัดหากมีเหตุร้ายเกิดขึ้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก www.careforthewild.com/what-we-do/campaigns/previous-campaigns/tiger-temple-the-truth/

อย่างไรก็ตาม นักข่าวของ ABC News ที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบเมื่อปลายปี 2008 กลับรายงานว่าไม่พบหลักฐานใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการทารุณหรือวางยาเสือในวัด กระนั้น ABC News ก็ยังลงคำสัมภาษณ์ของ Edwin Wiek ผู้ก่อตั้ง Wildlife Friends of Thailand ที่กล่าวว่า "วัดเสือเป็นเพียงสวนสัตว์ ไม่มีอะไรมากกว่าหรือน้อยกว่านั้น มันไม่มีคุณค่าใดๆ ในแง่ของการอนุรักษ์เสือ"

อ่านรายงานข่าวของ ABC News ได้จาก http://abcnews.go.com/International/AmazingAnimals/story?id=6479393

17 Comments

Perl's picture

บร๊ะ เดอะซุย

ถ้าให้เลือกระหว่าง ABC News กับเดอะซุย
ในฐานะคนดูบอล ผมกาชื่อเดอะซุยออกก่อนเลย
(สำนักข่าวนี้อะไรก็ปั้นขึ้นมาได้ ขอเพียงได้ยอดขาย)

Ubiquitous's picture

เหอะๆ มองแค่ชื่อไม่ได้หรอกครับ
มันต้องมองถึงการเก็บข้อมูลของเขา
The Sun ไม่ได้เป็นคนลงพื้นที่เอง แต่เป็นนักอนุรักษ์ที่แฝงตัวเข้าไปเป็นเวลาหลายปี
ต่างกับ ABC news ที่ส่งนักข่าวเข้าไปสำรวจในนามของ ABC news ภายในเวลาไม่นาน

ทีนี้ลองคิดดูน่ะครับ สมมุติว่าคุณเป็นผู้ดูแล
ถ้าเกิดจะมีองกรค์ระดับโลกเข้ามาสำรวจสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ แล้วถ้าเกิดคุณทำผิดจริง
คุณจะปล่อยให้คนมาตรวจสอบรู้หรอว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่?

ต่างกับคนๆเดียวแอบแฝงตัวเข้าไป โดยที่คุณไม่รู้ว่าเขากำลังสอดแนมคุณอยู่
นั่นมันทำให้เขาเห็นตัวตนที่แท้จิงของคุณ และสิ่งที่คุณกำลังทำ
ไม่ใช่เป็นการเอาผักชีมาโรยหน้า เหมือนเวลาที่คนจากกระทรวงศึกษาฯจะมาตรวจโรงเรียน
ผอ.ก็ออกมาบังคับให้นักเรีนทำนู่นทำนี่ แต่พอหลังจากนั่น ก็หายหัวไป แล้วรร.ก็เละเหมือนเดิม

Be1con's picture

+1 ตั้งแต่ข่าว Lady Gaga ถอดเสื้อ ทั้ง ๆ ที่ความจริงคือแค่ถ่ายเล่น ๆ

เห้อ เดอะซุยจริง ๆ

witna's picture

อ่อ... วัดนะครับ ไม่ใช่องค์กรอนุรักษ์

ท่านเลี้ยงดูมัน ก็เพราะด้วยความเมตตา ไม่ได้ทำตัวเป็นนักอนุรักษ์อะไร

พอองค์กรที่เกี่ยวข้อเข้าไปตรวจสอบ ก็ไม่พบว่าผิดอะไร
เพ้อเจ้อไปเปล่า ไอ่คนเขียนบทความนั้นเนี่ย

Ubiquitous's picture

แต่ถ้าเกิดเรื่องนี้เป็นเริ่องจริง เลี้ยงแบบนี้ผมว่าอย่าเลี้ยงเลยดีกว่าครับ
ส่งให้องค์กรอนุรักษสัตว์จะดีกว่า

ผมว่าท่านคงมีความตั้งใจที่จะเลี้ยงมันด้วยความเมตตาแหละครับ จึงเกิดเป็นวัดเสือขึ้นมา
แต่ไอ้คนที่มันเป็นคนดูแลจริงๆ กลับไม่มีเห็นถึงความเมตตาที่ท่านต้องการให้มี
กลับเอาเสือพวกนั้นมาเป็นเครื่องมือหาเงิน

ที่จริงหาเงินไม่ผิดหรอกครับ การดูแลเสือมันต้องใช้เงินในการซื้ออาหาร เช่าที่อยู่
แต่ด้วยราคาเข้าชม เทียบกับสิ่งที่เค้าทำกับเสือ ถ้าเกิดเรื่องนี้จริง ผมว่ามันไม่โอเคเลย

ถ้าเก็บค่าเข้าชมแพง แต่ดูแลเสือดีๆ ทุกอย่างก็จบ เสือแฮบปี้ คนแฮบปี้

hisoft's picture

จริงหรือเปล่าไม่รู้ล่ะ แต่ผมว่าถ้าจริงก็อาจจะโดนอุดปากจนเรื่องเงียบอยู่ดี

The Phantom Thief

terminus's picture

ผมไม่รู้นะครับว่าวัดให้ยากับเสือหรือเปล่า ทาง Care for the Wild ก็ไม่แสดงหรือเอ่ยถึงหลักฐานใดๆ นักข่าวของ ABC News ลงไปตรวจสอบตั้งแต่ปี 2008 เพื่อดูว่ามันตรงกับคำกล่าวอ้างของ Care for the Wild หรือไม่ ABC News ไม่ได้เขียนข่าวมาค้าน The Sun นะครับ ผมแค่เอาข้อมูลรายงานข่าวเก่าที่เกี่ยวข้องมาอ้างอิง เพื่อให้คนอ่านได้รับทราบหลากหลายมุมมอง (ผมเองก็พอจะรู้ว่า The Sun นั้นซุยขนาดไหน แท็บลอยด์ก็คือแท็บลอยด์ครับ แม้จะเป็นแท็บลอยด์อันดับหนึ่งก็ตาม) รวมไปถึงเรื่องการลักลอบค้าเสือด้วย อันนี้เราก็ไม่มีหลักฐานใดๆ นอกจากคำกล่าวอ้างของ Care for the Wild ว่ามีเสือหายไปและมีเสือใหม่โผล่มา

แต่การที่วัดป่าตาบัวและวัดอื่นๆ ที่ทำธุรกิจอย่างเดียวกันนี้เอาสัตว์ป่ามาเลี้ยงและเพาะพันธุ์โดยพลการ มันคือสิ่งที่ไม่สมควรทำในตัวของมันเองอยู่แล้วครับ เรื่องกรงที่ขังเสือนั้นมันก็แคบเกินไปจริงๆ ผมเคยเห็นภาพกรงเลี้ยงเสือของวัดฯ ในรายการโทรทัศน์เมื่อหลายปีก่อน จนถึงวันนี้ผมยังงงเลยว่าทำไมไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปจัดการ หรืออย่างน้อยก็เจรจาและให้ความรู้กับวัดและชาวบ้านว่าเรื่องนี้มันผิดกฏหมายรวมถึงส่งผลเสียต่อเสือด้วย เสือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองและไม่ได้อยู่ในรายชื่อสัตว์คุ้มครองที่อนุญาตให้เพาะเลี้ยง การเลี้ยงและการเพาะพันธุ์เสือต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น และผมคิดว่าวัดป่าตาบัวไม่มีใบอนุญาต กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่น่าจะออกให้กับสภาพเลี้ยงเสือแบบนั้น (ใช่ป่าวหว่า ผมคิดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบคือกรมอุทยานฯ นะ ถ้าจำผิด ก็ขออภัย) ถ้าสภาพเลี้ยงแบบวัดป่าตาบัวได้รับใบอนุญาต ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสงสัยครับว่ากรมอุทยานฯ ออกมาให้ได้อย่างไร (นี่ผมพูดถึงเฉพาะสภาพเลี้ยงที่ต่ำกว่ามาตรฐานอันเห็นประจักษ์เท่านั้นนะครับ ผมตัดข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานออกไป)

ถ้าวัดหรือชาวบ้านจะอ้างเรื่องความเมตตาหรือหวังดีต่อเสือจริง ก็ควรส่งเสือไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลทางด้านนี้โดยตรงครับ การเก็บเสือไว้เป็นของโชว์นักท่องเที่ยวมันมีประโยชน์ต่อเสืออย่างไรมิทราบ

Ubiquitous's picture

การไม่มีองค์กรไหนในไทยเข้าไปดูแลอย่างจริงจังเนี่ยแหละครับคือปัญหาใหญ่
เลี้ยงเสือเยอะขนาดนั้น โดยไม่มีทุนจากภายนอก วัดก็ต้องดิ้นรนเอาเองแหละครับถึงจะอยู่รอด

ผมว่าการทำธุรกิจจากเปิดให้เข้าชมเสือเสือ เป็นเรื่องที่พอยอมรับได้นะครับ
ถ้ามีการดูแลเสือเชิงอนุรักษ์ มีการพัฒนาสถานที่สม่ำเสมอ และเก็บค่าเข้าชมในราคาที่เหมาะสม

ถ้าเกิดเป็นแบบนี้จริง วัดนี้ก็จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ผู้คนเข้ามาท่องเที่ยวปีละหลายคน
เกิดการสร้างรายได้ด้วยตนเองของชุมชน เกิดการกระจายรายได้จากสังคมเมืองสู่ชนบท
พอต่างชาติมองมาที่เรา เค้าก็มองแบบชื่นชม ยกย่องคนไทยในฐานะนักธุรกิจเชิงอนุรักษ์

แต่สุดท้ายก็ติดตรงความโลภและความเขลาของคนเนี่ยแหละครับ ปัญหาที่ไม่มีวันแก้ได้จริงๆ

lew's picture

ตกลงคุณยอมรับการเอาสัตว์อนุรักษ์ใกล้สูญพันธุ์มา "เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ผู้คนเข้ามาท่องเที่ยวปีละหลายคน เกิดการสร้างรายได้ด้วยตนเองของชุมชน" อย่างนั้นหรือครับ

Ubiquitous's picture

อ๋อ 555 ผมมองในมุมมองของการเพิ่งตนเองครับ
ในสถานการณ์ที่สถานอนุรักษณ์นั้นขาดการสนับสนุนจากภายนอก

ผมคิดว่าการเปิดในคนเข้าชมสามารถทำได้ครับ ไม่ว่าสัตว์นั้นจะใกล้หรือไม่ใกล้สูญพันธ์
ถ้าเกิดมีการอนุรักษณ์อย่างจริงจังในนั้น มีการเพาะพันธุ์อย่างถูกวิธี มีการแบ่งโซน
พัฒนาระบบการเข้าชม เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเสือมากเกินไป

ส่วนการเป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น มันขึ้นอยู่กับแนวทางที่สถานที่นั้นดำเนินมากกว่า
ถ้าเกิดคุณทำให้สถานที่นั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
มีการให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ที่ใกล้สูญพันธ์แก่นักท่องเที่ยว
ทำให้คนรู้ว่าสัตว์ชนิดนี้ใกล้สูญพันธ์ เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของสัตว์ชนิดนี้
ผลที่ได้ออกมามันก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าอนุรักษ์เฉยๆ โดยที่เราไม่ทำอะไรเลยนะครับ

lew's picture

แล้วอย่างนั้นในมุมมองของคุณ วัดนี้

  • เพาะพันธุ์อย่างถูกวิธี?
  • พัฒนาระบบการเข้าชม?
  • ไม่รบกวนสัตว์มากเกินไป?

อย่างไรบ้างหรือครับ

hisoft's picture

แบบนั้นผมเรียกสวนเสือ หรือสวนสัตว์ครับ

The Phantom Thief

kobkrit's picture

ผมว่า ที่นี่มันวัดนะครับ ไม่ใช่สวนสัตว์
ถ้าอยากทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ก็ทำในเชิงพระพุทธศาสนาเถอะครับ
ไม่ใช่แบบนี้ นี่มันสวนสัตว์เลยเหอะ

PaPaSEK's picture

วัดนี้แบ็คดีครับ

ยังเศร้ากับประเทศไทย ที่รัฐบาลไม่ค่อยใส่ใจกับสวัสดิภาพสัตว์

iEkk's picture

+1 เศร้าด้วยคน สงสัยอยู่ว่าที่กฏหมายคุ้มครองไม่ผ่าน ต้องมีอำนาจหรือเงินก้อนโต คอยคัดค้านอยู่