จริงหรือไม่...น้ำเชื้อผู้ชายยุคใหม่กำลังด้อยลงทั้งคุณภาพและปริมาณ?

By: terminus
Writer
on Wed, 29/08/2012 - 00:53

นี่นับเป็นข่าวที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ชายในสังคมยุคใหม่ ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าน้ำเชื้อของผู้ชายหลายแห่งทั่วโลกกำลังมีคุณภาพลดลงเรื่อยๆ ปริมาณการหลั่งก็ลดน้อยลง

งานวิจัยในปี 1992 ได้รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยทั้งหมด 61 ชิ้นที่ทำตั้งแต่ปี ค.ศ. 1938-1990 มาวิเคราะห์ ผลปรากฏว่าในระยะเวลา 50 กว่าปี ปริมาณการหลั่งน้ำอสุจิของผู้ชายลดลงจาก 3.40 มิลลิลิตร เหลือแค่ 2.75 มิลลิลิตร และความเข้มข้นของตัวสเปิร์มก็ลดลงเกือบครึ่งต่อครึ่ง จาก 113 ล้านตัวต่อมิลลิลิตร เหลือ 66 ล้านตัวต่อมิลลิลิตร (BMJ 305(6854):609-613)

ไม่ใช่แค่ในแวดวงนักวิจัยเท่านั้นที่สังเกตเห็นถึงความถดถอย ธนาคารสเปิร์มบางแห่งก็เริ่มจะบ่นๆ ถึงคุณภาพของสเปิร์มที่เก็บได้เช่นกัน เช่น Jacob Ronen แห่งธนาคารสเปิร์มในอิสราเอล เปรยลงใน Los Angeles Times ว่าหากเขาใช้เกณฑ์มาตรฐานแบบเดียวกับที่เคยใช้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งธนาคารในปี 1991 ปัจจุบันเขาจะต้องคัดน้ำเชื้อทิ้งคิดเป็น 80% ของน้ำเชื้อที่รับมาทั้งหมด ทั้งที่เมื่อก่อนน้ำเชื้อที่ด้อยคุณภาพมีสัดส่วนคิดเป็นหนึ่งในสามของน้ำเชื้อทั้งหมดเท่านั้น

Grace Centola แห่ง Society for Male Reproduction and Urology ก็กล่าวในทำนองคล้ายๆ กัน เธอบอกว่าช่วงแปดปีให้หลังมานี้ ปริมาตรน้ำเชื้อ, จำนวนสเปิร์ม, และระดับการเคลื่อนที่ของสเปิร์มของผู้บริจาคในเขตเมืองบอสตัน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของแนวโน้มนี้ยังคงคลุมเครืออยู่มาก ธนาคารสเปิร์มอีกหลายแห่งก็ไม่เคยรายงานการเสื่อมถอยคุณภาพของน้ำเชื้ออย่างเป็นทางการหรือกับสื่อที่ไหนเลย งานวิจัยบางชิ้นที่เก็บตัวอย่างจากประชากรกลุ่มเดียวกันอย่างต่อเนื้องเป็นระยะยาว ก็ไม่พบการเสื่อมถอยหรือการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของน้ำเชื้อและสเปิร์มอย่างมีนัยสำคัญ (เช่น Fertil Steril. 1997;68:1059–1064)

Raywat Deonandan และ Marya Jaleel แห่ง University of Ottawa ประเทศแคนาดา ตั้งข้อสังเกตว่างานวิจัยที่รายงานถึงการเสื่อมถอยของคุณภาพน้ำเชื้อและสเปิร์ม มักจะเก็บข้อมูลในประเทศอุตสาหกรรมหรือกลุ่มตัวอย่างในเขตเมืองที่มีฐานะค่อนข้างดี บางชิ้นก็เป็นข้อมูลจากคลีนิกหรือโรงพยาบาล ผู้ชายที่มีปัญหามีบุตรยากอาจจะเป็นกลุ่มที่สนใจเข้าตรวจน้ำเชื้อมากกว่าผู้ชายปกติ ตรงนี้ก็อาจมีส่วนทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนโน้มเอียงไปทางน้ำเชื้อที่มีปัญหาได้

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่คิดว่า หากการเสื่อมถอยของน้ำเชื้อเป็นเรื่องจริง มันก็ไม่ควรจะเป็นเรื่องของพันธุกรรมเพราะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นเร็วมาก กินเวลาเพียงไม่กี่ชั่วรุ่นเท่านั้น สาเหตุมันน่าจะมาจากวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของสังคมยุคใหม่นั่นแหละ เช่น การบริโภคอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง, การไม่ค่อยออกกำลังกาย, มลพิษในเมืองใหญ่, ฮอร์โมนเอสโตรเจนในอาหารหรือแหล่งน้ำที่ถูกปนเปื้อนจากยาคุมกำเนิดผู้หญิง, คลื่นโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ซึ่งรายการสาเหตุแต่ละตัวก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

Raywat Deonandan เสนอว่า ทางที่ดีที่สุดคือต้องมีงานวิจัยที่ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างในประเทศที่ห่างไกลความเจริญสุดๆ เช่น ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ข้อมูลจากงานวิจัยจะทำให้เราสามารถเทียบวิเคราะห์ได้ว่าน้ำเชื้อของคนยุคใหม่กำลังเสื่อมถอยลงจริงหรือไม่ และวิถีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมยุคใหม่เป็นตัวการมากน้อยแค่ไหน

บทความวิจัยของ Raywat Deonandan และ Marya Jaleel ตีพิมพ์ใน International Journal of General Medicine doi: 10.2147/IJGM.S30673

ที่มา - Live Science

6 Comments

soginal's picture

ถ้ามันลดลงจริงๆ แบบนี้จะลดลงไปเรื่อยๆจนสูญพันธ์รึเปล่านะ

หรือมันแค่ลดลงเป็นพักๆ พอมนุษย์เหลือน้อยแล้วก็ปริมาณเพิ่มขึ้นใหม่

แบบนี้ต้องวัดปริมาณดูเองบ้างแล้วแฮะ

HackKingSoft's picture

ไม่ต้องอะไรหรอกปัจจุบันเป็นตุ้ดเป็นเกย์กันเยอะแล้ว ผู้หญิงก็ชอบทอม

ผู้ชายก็ไปรบ โดยฆ่าตาย ไม่ก็ตายเพราะคนร้าย อนาคตผู้หญิงคงต้องออกไปรบแทนผู้ชายไม่งั้นสูญพันธุ์

อนาคตใกล้จบแล้วมนุษย์

hisoft's picture

คลื่นแม่เหล็กคลื่นไฟฟ้ารอบตัวนี่แหละผมว่า - -

The Phantom Thief

astider's picture

แสดงว่า WiFi นี้ก็ต้องมีผลสินะ ...
บ้านเมืองไหนคลื่นทั่วเมืองก็คงส่งผลกันได้เรื่องอยู่

virusfowl's picture
  • งานวิจัยบางชิ้นที่เก็บตัวอย่างจากประชากรกลุ่มเดียวกันอย่างต่อเนื้องเป็นระยะยาว > ต่อเนื่อง