ทำงานเป็นกะ เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือไม่?

By: Tommy Patrics
Writer
on Sun, 29/07/2012 - 20:11

เท่าที่เราพอรู้ในตอนนี้การทำงานเป็นกะ ทำให้เราไม่ได้หลับนอนเหมือนชาวบ้านปกติ จึงเป็นการทำลายกลไกการหลับ-ตื่นตามปกติของเรา และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด โรคความดันโลหิตสูง, เมแทบอลิกซินโดรม, ภาวะไขมันในเลือดมีความผิดปกติ และ โรคเบาหวาน ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาภายหลัง แต่ยังไม่เคยมีงานวิจัยไหนตอบคำถามได้ว่า การทำงานเป็นกะสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจริงหรือไม่ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยที่ผมหยิบมานำเสนอในครั้งนี้

งานวิจัยครั้งนี้ นำทีมโดย Manav V Vyas แห่งภาควิชาระบาดวิทยาและชีวสถิติ Western University ประเทศแคนาดา ตีพิมพ์ที่ BMJ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมาได้ทำการศึกษาโดยการรวบรวมงานวิจัยในอดีตจากฐานข้อมูลต่างๆ อาทิเช่น PreMedline, Embase, BIOSIS Previews และอื่นๆ รวมทั้งหมด 9 ฐานข้อมูล ที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นกะกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยการทำ systematic review และ meta-analysis พบว่ามีงานวิจัยที่สามารถนำมาประมวลผลในครั้งนี้ถึง 34 งานวิจัย โดยมีผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 2,011,935 คน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า "การทำงานเป็นกะสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด อาการทางหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมองตีบตัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ความเสี่ยงคิดเป็น 1.23, 1.24 และ 1.05 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทำงานเป็นกะ ตามลำดับ)"

อย่างไรก็ตามงานวิจัยครั้งนี้พบว่า การทำงานเป็นกะไม่สัมพันธ์กับอัตราการตายที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นการตายที่มีสาเหตุจากโรคหัวใจหรือการตายที่มาจากสาเหตุอื่นๆ (all causes mortality)

ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่าทำงานเป็นกะ ควรที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต life style ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น การออกกำลังกาย ไม่ทานอาหารหวานมันหรือมีส่วนประกอบของแป้งมากจนเกินไป ใครที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงก็ควรคุมระดับน้ำตาล ระดับความดันโลหิต และระดับไขมันให้ดี ใครที่อ้วนก็ควรต้องหันมาสนใจกับการควบคุมน้ำหนัก เลิกสูบบุหรี่ หาวิธีผ่อนคลายความตึงเครียดในชั่วโมงการทำงานให้กับตนเอง หาเวลาว่างไปทำกิจกรรมคลายความตึงเครียดบ้าง อาจฟังดูยากแต่หากไม่เริ่มโรคภัยก็นับถอยหลังรอวันเล่นงานเราแน่นอน

ในส่วนขององค์กรล่ะ? ก็ควรทำการสกรีนหาปัจจัยเสี่ยงในตัวผู้ที่ทำงานเป็นกะ เช่น ตรวจระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด ตรวจความดันโลหิต รวมถึงต้องปรับแปลงตารางการทำงานเป็นกะสำหรับผู้ที่ทำงานด้วย เพื่อให้ได้ผู้ที่ทำงานที่มีสุขภาพดีและทำงานได้ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อ้างอิงงานวิจัย: BMJ 2012;345:e4800

3 Comments