HIV-2 ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับ HIV-1 ได้ดีขึ้น

By: mementototem
Writer
on Thu, 19/07/2012 - 22:52
Topics: 

หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า HIV นั้นมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ HIV-1 ที่สามารถพบได้ทั่วไป มีอัตราการแพร่กระจายสูง ผู้ติดเชื้อเกือบทั้งหมดจะกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์ และ HIV-2 ที่ส่วนใหญ่พบแถวแอฟริกาตะวันตก ไม่มีการแพร่กระจายมากนัก และมีผู้ติดเชื้อเพียง 20 - 30% เท่านั้น ที่กลายเป็นผู้ป่วยเอดส์ แต่สำหรับผู้ที่ติดเชื้อทั้ง HIV-1 และ HIV-2 ในแอฟริกาตะวันตกกลับมีโอกาสที่จะกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์เพียงแค่ 3.2% เท่านั้น ซึ่งดูเหมือนกว่า HIV-2 จะไปขัดขวางการทำงานของ HIV-1 (สำหรับผู้ติดเชื้อ แล้วคิดอะไรแผลง ๆ กรุณาอ่านให้จบก่อน)

ในงานวิจัยชิ้นใหม่นี้ Joakim Esbjörnsson แห่งมหาวิทยาลัย Lund ในสวีเดน และเพื่อนร่วมงาน ได้วิเคราะห์ข้อมูลของอาสาสมัครผู้ติดเชื้อในประเทศกีนี-บิสเซา ในแอฟริกาตะวันตก จำนวน 223 คน ที่ติดเชื้อ HIV-1 และมี 32 คนในนั้นติดเชื้อ HIV-2 ร่วมด้วย และพบว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV-1 เพียงอย่างเดียวนั้น จะกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์ในระยะเวลา 68 เดือน (5 ปี 8 เดือน) ในขณะที่ ผู้ที่ติดเชื้อ HIV-2 มาก่อน แล้วติดเชื้อ HIV-1 ภายหลังนั้น จะกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์ในระยะเวลา 104 เดือน (8 ปี 8 เดือน) ซึ่งนานกว่าผู้ที่ติดเชื้อ HIV-1 เพียงอย่างเดียว และมีเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4+ T-cell มากกว่าอีกด้วย

แต่งานวิจัยนี้ ดูเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อ HIV-2 มาก่อนแล้วจึงติดเชื้อ HIV-1 ภายหลังเท่านั้น สำหรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV-1 อยู่ก่อนแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเสี่ยงเพื่อให้ติดเชื้อ HIV-2 เพิ่ม

ทางด้าน Phyllis Kanki ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเอดส์ และอาจารย์ด้านระบบภูมิคุ้มกัน และการติดเชื้อ ของ Harvard School of Public Health บอกว่า ผู้ที่ติดเชื้อ HIV-2 อาจทำให้ร่างกายค่อย ๆ พัฒนาระบบป้องกันไวรัสขึ้น ทำให้การต่อสู้กับ HIV-1 มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่า ทำไม HIV-2 ถึงได้ทำอันตรายกับระบบภูมิคุ้มกันได้น้อยกว่า HIV-1 สาเหตุเพราะ HIV-2 อ่อนแอเอง หรือเพราะระบบภูมิคุ้มกันรับมือกับ HIV-2 ได้ดีกว่ากันแน่ และหากสามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ชัดเจนเพียงพอ เราอาจจะสามารถพัฒนาวัคซีนสำหรับ HIV-1 ขึ้นมา หรือใช้วิธีการอื่นในการรักษาได้ในอนาคต

ที่มา: MedicalXpress, LiveScience via Yahoo! News, doi:10.1056/NEJMoa1113244