ยารักษาเบาหวานก็ทำให้เป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้

By: Tommy Patrics
Writer
on Tue, 05/06/2012 - 23:47

ต้องเท้าความก่อนว่าโรคเบาหวาน (diabetes) มีสาเหตุจากการที่ฮอร์โมนที่นำน้ำตาลเข้าเซลล์ชื่ิอว่า insulin ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือมี insulin ไม่พอต่อการนำน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าไปใช้ในเซลล์ ทำให้มีน้ำตาลในกระแสเลือดสูง (hyperglycemia) เจ้าน้ำตาลที่สูงนี่เองที่ทำให้เกิดปัญหาต่อส่วนต่างๆของร่างกายเรา เพราะน้ำตาลมันไปตามกระแสเลือด เลือดไปเลี้ยงถึงที่ไหนก็ก่อให้เกิดปัญหาได้ที่นั่น บางคนก็จะพูดกันว่า "เบาหวานขึ้นตา" , "เบาหวานลงไต" , เช่นนี้บางคงอาจจะเคยได้ยิน

เบาหวานแบ่งเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ได้ 2 แบบ คือ
1.type 1 diabetes เป็นกลุ่มที่สร้างฮอร์โมนไม่ได้ สัมพันธ์กับการที่ตับอ่อนถูกทำลาย เพราะตับอ่อนเป็นตัวสร้าง insulin นั่นเอง
2.type 2 diabetes เป็นกลุ่มที่สร้างฮอร์โมนได้ปกติ แต่ฮอร์โมนดันทำงานไม่ได้ จากการที่มีตัวรับฮอร์โมน (receptor) ทำงานไม่ดี คนกลุ่มนี้จึงมีฮอร์โมน insulin แต่ก็ไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้ ซึ่ง type 2 นี้เป็นส่วนที่พบบ่อยกว่ามักเจอในคนอ้วน เป็นปัญหามากๆเลยในบ้านเรา เพราะความอ้วนสัมพันธ์กับวิถีชีวิตที่สะดวกสบายแบบชุมชนเมือง อาหารหาง่าย กำลังกายไม่ได้ออก เซลล์ไขมันที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งทำให้ร่างกายดื้อต่อ insulin เราเรียกกันว่า ภาวะดื้อต่อ insulin (insulin resistance)

การรักษาเบาหวานมีแนวคิดคือ ทำยังไงก็ได้ให้น้ำตาลในกระแสเลือดลดลงอยู่ในระดับที่ปกติและคงระดับน้ำตาลให้ได้ดี เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจากน้ำตาลสูงจนมีปัญหาที่อวัยวะต่างๆ จึงมีคนคิดค้นยาตั้งแต่การให้ insulin โดยตรง, การให้ยา Metformin ไปลดการปล่อยน้ำตาลเข้ากระแสเลือดที่ตับ เพิ่มการเอาน้ำตาลไปใช้ที่กล้ามเนื้อลาย , ยาพวก glipizide หรือ glibenclamide ไปกระตุ้นการขับ insulin ที่ตับอ่อน

แต่เราจะ focus ที่เจ้ายาในกลุ่มที่ชื่อว่า Thiazolidinediones (โปรดสังเกตว่ายากลุ่มนี้จะมีชื่อ -glitazone ลงท้าย) ยากลุ่มนี้มีคุณสมบัติทำให้น้ำตาลถูกเอาไปใช้ได้ดีขึ้น โดยไปยุ่งกับกระบวนการในการสร้าง mRNA ในเซลล์ซึ่งจะไม่ขอกล่าวถึงกลไกโดยละเอียด

ล่าสุดมีงานวิจัยที่ออกมาสดๆร้อนๆ นำทีมโดย Laurent Azoulay แห่ง Lady Davis Institute ของ Jewish General Hospital ประเทศแคนาดา และ McGill University ประเทศแคนาดา ตีพิมพ์เมื่อ 31 พ.ค. 2012 ที่ผ่านมาว่ายาในกลุ่มนี้ที่ชื่อ pioglitazone (Actos) มีผลข้างเคียง (side effect) ที่ร้ายแรงขนาดทำให้เกิดมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะ (bladder cancer) กันเลยทีเดียว

โดยงานวิจัยนี้ http://www.bmj.com/content/344/bmj.e3645 ศึกษาในกลุ่ม type 2 diabetes ศึกษาโดยใช้ design แบบ nested case control study ประชากร 115 727 คน โดยให้ใช้ยาเบาหวานไป พบว่าขณะติดตามการรักษา มี 470 คนได้รับการวินิจฉัยเป็น bladder cancer ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ยา pioglitazone การทดลองนี้จึงสรุปผลว่า bladder cancer สัมพันธ์กับการใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

น่าเสียดายที่ยากลุ่มนี้เป็นยาใหม่แต่ท่าทางจะไปไม่รุ่งเนื่องจากผลข้างเคียงสูง (side effect) และราคาแพง (ใครใช้ก็บ้าแล้ว) ยาเก่าๆในกลุ่มนี้คือ rosiglitazone (Avandia) ก็เคยมีงานวิจัยถึง side effect และถูกถอดถอนออกจากตำรับยาเรียบร้อยเนื่องจากไปเพิ่มความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด troglitazone (Rezulin) ก็เคยถูกถอนออกจากตำรับ เนื่องจากทำให้เกิดตับอักเสบ (hepatitis) !!

10 Comments

terminus's picture

ตรงชื่อสถาบันของนักวิจัยอะครับ

> Laurent Azoulay แห่ง Centre for Clinical Epidemiology, Lady Davis Institute, Jewish General Hospital, Montreal, Quebec, Canada และ Department of Oncology, McGill University, Montreal, Quebec, Canada เมื่อ 31 May 2012

มันยาวค่อนข้างลายตา ตัดสั้นๆ เหลือแค่ "Lady Davis Institute ของ Jewish General Hospital ประเทศแคนาดา และ McGill University ประเทศแคนาดา" ก็น่าจะพอครับ (ข้อเสียของภาษาไทยคือเครื่องหมายวรรคตอนมันไม่ชัดเจนเท่าภาษาอังกฤษ เฮ้อ)

แก้เดือน May เป็น พฤษภาคม หรือ พ.ค. ด้วยครับ

และตรงท้ายข่าวใส่ว่าอ้างอิงจาก BMJ 2012; 344 doi: 10.1136/bmj.e3645 ก็น่าจะดีนะครับ จะได้ดูแยกเป็นสัดส่วนให้คนตามไปหาอ่านงานวิจัยอ้างอิงได้ง่ายขึ้น

anoid's picture

type 2 สามารถหายขาดได้มั้ยครับ ถ้าลดน้ำหนักลง

และเพราะอะไีร receptor จึงทำงานไม่ดี ใน type 2

LazarusSP1's picture

จริงๆ เบาหวานรักษาไม่หายครับ (ตับอ่อนเสียหน้าที่/พร่องหน้าที่) ไปแล้ว เราทำได้แค่ ลดหวาน ให้พอกับที่ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ (กรณี Type II) หรือต้องไม่ทานหวานเลย (กรณี Type I) ครับ
หรือจะปลูกถ่ายตับอ่อน เพื่อให้ได้ตับอ่อนที่สามารถผลิตอินซูลิน(กรณี Type I) ก็ได้ครับ

pawinpawin's picture

ไม่หาย แต่ถ้าคุมได้ดี ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงจะเป็นอะไรมากไปกว่าคนทั่วไปเสียเท่าไหร่ครับ

MN's picture

ในการศึกษานี้ คนไข้ที่ได้รับยานี้มีจำนวนกี่คนกันแน่ อ่านแล้วงงๆ เพราะบอกว่าใช้ยาเบาหวานแต่ไม่ได้บอกว่ารับยากลุ่มนี้ หรือบอกแล้วหาไม่เจอว่าอยู่ตรงไหน

แต่อันนี้ดีไม่สยองแบบอันเก่า

pawinpawin's picture

เขาตามคนที่ใช้ยาเบาหวานทั้งหมดแสนกว่าคนครับ

แล้วก็มาวิเคราะห์ย้อนดูเฉพาะคนที่เกิด Bladder Cancer (ในที่นี้เรียกว่ากลุ่ม case) เทียบกับคนที่ไม่ได้เกิด (กลุ่ม control) แล้วดูว่า กลุ่ม case มีการใช้งาน Pioglitazone เท่าไหร่ นำมาเทียบ Ratio กัน

ถ้าเข้า full text ได้ข้อมูลส่วนนี้อยู่ในตารางที่ 3 ครับ มีคนใช้ Pioglitazone ประมาณ 800 คน

MN's picture

ขอบคุณครับ
แล้ว study design เป็นอย่างไรครับ
เป็น retospective cohort ผสม case control หรือครับ

pawinpawin's picture

แบบนี้เราเรียกว่า nested case control ครับ เป็นการทำ case control ซ้อนลงใน cohort อีกที (ก็คือ case control nested within cohort นั่นเอง)