งานวิจัยในแอฟริกาชี้ "ศาสนาเป็นเครื่องมือให้ผู้ชายมั่นใจว่าจะไม่ถูกสวมเขา"

By: terminus
Writer
on Tue, 05/06/2012 - 18:54

คำสอนศาสนายอดนิยมห้าอันดับแรกของโลก อันได้แก่ คริสต์, พุทธ, ยิว, อิสลาม, ฮินดู ล้วนมีความเป็นสองมาตรฐานทางเพศอย่างน่าสงสัย ผู้หญิงมักจะอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าและต้องถูกกำกับดูแลโดยผู้ชาย นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันจะต้องมีทฤษฎีทางชีววิทยาซ่อนอยู่เบื้องหลัง

หนึ่งในทฤษฎีเหล่านั้นมีว่า ศาสนาถูกผู้ชายใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมไม่ให้ผู้หญิงออกไปทำลูกกับผู้ชายคนอื่น เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วผู้ชายไม่มีทาง "มั่นใจ" ได้เลยว่าลูกที่คลอดออกมานั้นเป็นลูกของตนเองหรือชายชู้ ขณะที่ผู้หญิงซึ่งคลอดลูกเอง "รู้" อย่างแน่นอนว่าเด็กคือเลือดเนื้อเชื้อไขของตน (ลองอ่านกระทู้ที่ผมเคยเขียน http://jusci.net/node/2384)

ทีมวิจัยที่นำโดย Beverly Strassmann แห่ง University of Michigan อยากจะพิสูจน์ทฤษฎีนี้ จึงทำการศึกษาโดยใช้กลุ่มตัวอย่างจากชาวบ้าน Dogon ในประเทศมาลี ซึ่งมีเอกลักษณ์พิเศษตรงที่ชาวบ้านในชุมชนหรือในครอบครัวเดียวกันนับถือศาสนาแตกต่างกัน อันประกอบด้วยศาสนาคริสต์, ศาสนาอิสลาม, และศาสนาพื้นเมือง

นักวิจัยได้นำตัวอย่าง DNA บนโครโมโซม Y ของคู่พ่อลูกชาว Dogon จำนวน 1,706 คู่ มาวิเคราะห์ เพื่อที่จะดูว่าอัตราส่วนคู่พ่อกับลูกที่มี DNA ไม่ตรงกัน (หรือพูดง่ายๆ เป็นคู่พ่อลูกที่ไม่ใช่พ่อลูกกันในทางชีววิทยา) แตกต่างกันในหมู่ผู้ที่นับถือศาสนาต่างๆ อย่างไร

ผลปรากฏว่า ในหมู่คนที่นับถือศาสนาพื้นเมือง คู่พ่อลูกที่มี DNA ไม่ตรงกันมีสัดส่วนต่ำที่สุด (ประมาณ 1%) ส่วนของหมู่คนที่นับถืออิสลาม อัตราส่วนก็สูงขึ้นมาอีกนิด แต่ว่าไม่ต่างกันมาก (ประมาณ 2%) ในขณะที่คนนับถือคริสต์ มีพ่อลูกที่มี DNA ไม่ตรงกันถึงเกือบ 5% มากกว่าคนที่นับถือศาสนาพื้นเมืองถึง 5 เท่า

เมื่อพิจารณาธรรมเนียมของแต่ละศาสนา ศาสนาพื้นเมืองของ Dogon มีข้อกำหนดว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนจะต้องแยกออกไปอยู่ในกระท่อมที่เตรียมไว้เป็นการเฉพาะ ผู้หญิงของศาสนาอิสลามก็ต้องบอกสามีล่วงหน้าว่ามีประจำเดือนเมื่อไร มีเพียงชาวคริสต์เท่านั้นที่ไม่มีข้อบังคับอะไรเกี่ยวกับการมีช่วงประจำเดือนของผู้หญิง

นักวิจัยสันนิษฐานว่าการที่ผู้หญิงรายงานประจำเดือนของตัวเองเป็นเหมือนการให้สัญญาณแก่ชายผู้เป็นสามี ผู้ชายจึงเตรียมตัวจับตาติดตามการตั้งครรภ์ของภรรยาได้หรือเฝ้าระวังคอยกันไม่ให้มีผู้ชายเข้ามายุ่งในช่วงตกไข่ ยิ่งในกรณีของศาสนาพื้นเมืองที่ให้ผู้หญิงออกไปอยู่ในกระท่อมเฉพาะ ก็เท่ากับเป็นการประกาศให้คนทั้งหมู่บ้าน (ซึ่งก็คือญาติของฝ่ายชาย) ช่วยกันจับตาดู

อย่างไรก็ตาม Darren Sherkat แห่ง Southern Illinois University คิดว่า Beverly Strassmann แปลผลเข้าข้างธงทฤษฎีของตัวเองเกินไป แม้ว่าชาวบ้าน Dogon จะนับถือศาสนาหลากหลาย แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงนับถือศาสนาพื้นเมืองหรือเอาความเชื่อพื้นเมืองเข้าไปผสมในศาสนาใหม่ที่ตนนับถือ การสรุปว่าผลทั้งหมดเกิดจากปัจจัยเรื่องศาสนาอาจเป็นการด่วนสรุป

Darren Sherkat คิดว่าความแตกต่างในผลการศึกษาที่ออกมานี้อาจเป็นผลมาจากการควบคุมทางสังคมอย่างง่ายๆ คนที่นับถือศาสนาพื้นเมืองมีเป็นจำนวนมาก แรงกดดันทางสังคมต่อผู้หญิงจึงมีมากกว่า ต่างจากศาสนาคริสต์ที่เพิ่งจะบุกเบิกเข้ามา ยังมีผู้นับถือน้อย

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน PNAS doi: 10.1073/pnas.1110442109

ที่มา - COSMOS Magazine

3 Comments

Architec's picture

ในแอฟริกานอกจากเรื่องนี้ก็ยังมีการทำสุนัตถ์ที่ถึงแม้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสามศาสนาใหญ่ๆ แต่การกระทำค่อนข้างที่จะวิปลาสสุดๆ ตั้งแต่การขลิบให้สั้นสุดๆ เย็บแคมใหญ่ให้เหลือนิดเดียว สิ่งต่างๆเหล่านี้เพื่อความต้องการของผู้ชาย (หรือว่าของมันเล็กวะ?)

อ่านต่อ : http://forum.gayterday.com/index.php?topic=1661.0

-Rookies-'s picture

เท่าที่เคยดูหนัง (...) มา เอ่อ....มันโคตรใหญ่เลยนะครับ >.<"

PaPaSEK's picture

เป็นความต้องการอยู่เหนือเพศหญิงครับ ผมวิเคราะห์ว่ามันเป็นวิธีการกดขี่ทางเพศอย่างนึงเพื่อให้ตนเองรู้สึกปลอดภัย

ผมขอวิจารณ์ไปที่ศาสนาโดยตรง เพราะศาสนาที่มาจากทางตะวันออกกลาง จะเห็นได้ว่ากดขี่ทางเพศผู้หญิงสุดๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามเถอะ

เช่นต้องคลุมหน้า, ห้ามให้ชายอื่นนอกจากสามีเห็นหน้า, มีชู้ = ประหาร, โดนข่มขืน = มีชู้ = ประหาร ฯลฯ

พวกนี้เป็นกฎที่ล้วนแล้วถูกตราขึ้นมาด้วยเพศชายทั้งนั้น ซึ่งผมมองแล้วมันไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยครับ

ถ้าผมมองกฏเหล่านี้เป็นคน ก็เทียบได้กับผู้ชายที่ขี้หึง ขี้หวง ขี้โมโหแฟนของตนเองมากๆ ... ห้ามมองหน้า ห้ามมีชู้ จับเย็บแคม ห้ามออกนอกบ้าน ห้ามทำงาน ห้ามบ่น ห้ามเถียง ห้ามหืออือ ฯลฯ

หมายเหตุเอาไว้ .... ผมเป็น feminist อ่อนๆ มั้งครับ ...