ดาร์วินยังคงอยู่กับเรา: มนุษย์สมัยใหม่อยู่ภายใต้กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

By: terminus
Writer
on Tue, 01/05/2012 - 22:42

หลังจากที่มนุษย์ได้เปลี่ยนผ่านการใช้ชีวิตจากชนเผ่าเร่ร่อนเก็บของป่ากินมาเป็นชีวิตสังคมเมืองที่มีเทคโนโลยีทางการเกษตรรองรับ มีอาหารและปัจจัยเพื่อการดำรงชีวิตพอเพียง นักวิชาการ (ส่วนมากก็คงเป็นนักวิชาการสายสังคม) ก็คิดว่า Home sapiens อย่างเราคงหลุดพ้นจากการดิ้นรนภายใต้เงื้อมมือของกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติแบบดาร์วิน (Darwinian Natural Selection) แล้ว

แต่ทีมวิจัยที่นำโดย Alexandre Courtiol แห่ง Institute for Advanced Study Berlin ได้วิเคราะห์ข้อมูลจนได้หลักฐานสรุปว่า แท้จริงแล้วภายหลังการปฏิวัติเกษตรกรรม กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติก็ยังคงอยู่กับสปีชีส์ของเรา

ข้อมูลที่ใช้ในงานวิจัยนี้เป็นข้อมูลจากบันทึกการเกิด, การตาย, และการแต่งงานของชาวฟินแลนด์จำนวน 5,923 คน ที่มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1760-1849 ตัวแปรที่นักวิจัยสนใจประกอบด้วย การรอดชีวิตจนถึงวัยเจริญพันธุ์, ความสำเร็จในการหาคู่, ความสำเร็จในการผสมพันธุ์, และจำนวนลูกที่แต่ละคู่ผลิตได้ ชาวฟินแลนด์ในสมัยนั้นมีประเพณีเกี่ยวกับการแต่งงานที่ค่อนข้างเคร่งครัดและนิยมจดบันทึกพงศาวลีของครอบครัว ดังนั้นข้อมูลเหล่านี้จึงสมบูรณ์เหมาะแก่การวิจัยมาก

จากการวิเคราะห์ ผลปรากฏว่า ความสำเร็จในการหาคู่กับจำนวนลูกที่แต่ละคู่ผลิตได้มีความสัมพันธ์กันโดยเฉพาะในกรณีของเพศชาย ผู้ชายที่มีเมียเพียงหนึ่งคนมีลูกเฉลี่ย 5 คน ขณะที่ผู้ชายที่มีเมียสี่คนผลิตลูกได้ 7.5 คน (ตามประเพณีในยุคนั้น การมีชู้หรือกิ๊กเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ดังนั้นการมีเมียหลายคนส่วนใหญ่จะเป็นกรณีที่เมียคนแรกได้ตายไป)

นอกจากนี้สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจก็มีความสัมพันธ์บางอย่างกับความสำเร็จในการส่งผ่านยีนไปรุ่นต่อไปด้วย เช่น ผู้ชายที่มีที่ดินเป็นของตัวเองกับคนที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองก็มีความสำเร็จในการผลิตจำนวนลูกแตกต่างกันออกไป

งานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่าการคัดเลือกที่เกิดขึ้นมีกลไกอย่างไร เราไม่รู้ว่าเป็น natural selection ที่คัดเลือกลักษณะอะไร หรือ จะเป็น sexual selection ที่ชอบตัวผู้แบบไหน แต่มันเสนอให้เห็นเป็นหลักฐานว่าการคัดเลือกตามธรรมชาติกำลังเกิดขึ้นกับมนุษย์อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยก็จนถึงคริสตศตวรรษที่ 19

หลักฐานนี้เป็นหลักฐานอีกหนึ่งชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่วิวัฒนาการตามธรรมชาติจะเป็นตัวช่วยบ่มเพาะสร้างวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม (cultural evolution) ของมนุษย์จนกลายมาสู่สังคมแบบที่เราอยู่ในปัจจุบัน

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน PNAS doi: 10.1073/pnas.1118174109

ที่มา - ScienceNOW, Live Science, PhysOrg


และเนื่องในโอกาสนี้ด้วยความเกี่ยวข้องเล็กๆ น้อยๆ กับข่าว ผมขอโฆษณาหนังสือเล่มใหม่ของ Edward O. Wilson ไปด้วยเลย

"The Social Conquest of Earth"

http://www.amazon.com/Social-Conquest-Earth-Edward-Wilson/dp/0871404133

ผมยังไม่ได้อ่านเล่มนี้นะ (ถ้าใครซื้อมาแล้วจะมาให้ผมยืมอ่านก็ได้ แต่ผมไม่ช่วยออกเงินนะ บอกไว้ก่อน) แต่ E. O. Wilson หรือที่(ทางฝั่งอเมริกา)เรียกกันว่า Second Darwin เป็นเจ้าพ่อของ Sociobiology ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่อธิบายการเกิดสภาพสังคมของสัตว์รวมถึงสังคมมนุษย์ด้วยกลไกและแรงของวิวัฒนาการ ผลงานหนังสือเล่มล่าสุด The Social Conquest of Earth ก็คงเป็นการสานต่อแนวคิดนี้

ผมไม่ใช่แฟนคลับของ E. O. Wilson แต่ก็เคยอ่านหนังสือของเขามาบ้าง ผมรับประกันได้ว่าเห็นชื่อคนนี้เป็นคนแต่งไม่มีผิดหวังแน่นอน

9 Comments

nant's picture

เอ้อ ผมถามหน่อยครับ คุณ terminus คงเคยได้ยินตลกร้ายเรื่อง มนุษย์ลิงมาบ้าง
ผมขอถามว่า การ์ตูนนี้มีความเป็นไปได้ใหมครับ

ตลกร้ายเรื่องแรก ชายผู้งดงามตามธรรมชาติ
http://p-ach.com/?p=148

เรื่องที่สอง คนโง่จะครองโลก
http://p-ach.com/?p=107

ถ้าเราพิจรณาเฉพาะการคัดเลือกตามธรรมชาติ มีโอกาสแค่ใหนครับ ที่ตลกร้ายทั้งสองจะเป็นเรื่องจริง

hisoft's picture

ไม่ใช่คุณ terminus แต่อยากจะตอบ (เพราะเคยอ่านเหมือนกัน)

เรื่องแรก ธรรมชาติเลือกมาแล้วครับ เป็นแบบปัจจุบัน แล้วแต่อารยธรรมของดินแดนนั้น ๆ เท่านั้นเอง

เรื่องที่สอง เท่าที่เห็นก็เป็นจริงอยู่ทุกวันนี้นะครับ - -" เพียงแต่ถ้าดูกันจริง ๆ แล้วฝั่งทางขวาไม่จำเป็นต้อง IQ ต่ำกว่าทางซ้ายเสมอไป (บางทีสูงกว่าเยอะด้วย แต่สิ่งแวดล้อมและอื่น ๆ พาไปเลยเป็นแบบนั้น) เพราะฉะนั้นประชากรทางด้านขวาอาจจะมากกว่าด้านซ้าย แต่ไม่จำเป็นว่าประชากรที่มี IQ ต่ำจะต้องมากกว่าประชากรที่มี IQ สูงครับ

The Phantom Thief

terminus's picture

ไม่มีใครรู้วิวัฒนาการในอนาคตครับ

สำหรับผม การ์ตูนสองอันนั้นมันไม่ใช่เรื่อง "ตลกร้าย" อะไรเลย (irony หรือตลกร้ายในแบบของผมจะต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจริงแต่มีลักษณะประชดต่อความรู้สึกตามธรรมชาติของมนุษย์) มันก็แค่มุขแป้กของพวกหลงตัวเองที่ไม่เข้าใจหลักการของ Darwinian natural selection หรืออาจจะรู้บ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่เข้าใจ ผมไม่รู้สึกขำแม้แต่น้อย

การ์ตูนเรื่องแรก เป็น ประเด็นของ sexual selection มันมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่สองอย่าง คือ ลักษณะที่ไว้ดึงดูดใจ mate, กับลักษณะที่ใช้ต่อสู้แย่ง mate ซึ่งเขาเอามาปนกันมั่วไปหมด

การแบ่งแยกของ sexual selection force กับ natural selection force ความจริงก็ไม่ใช่ว่าจะแยกได้ชัดเจน เอาง่ายๆ คือ ลักษณะที่ถูก favor ด้วย sexual selection จะไม่มีประโยชน์ในการเอาชีวิตรอดเลย หรือถ้ามี ก็เล็กน้อย และส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางที่ exaggerated มากจนส่งผลเสียต่อการเอาชีวิตรอดด้วย

ลักณะที่ sexually selected ไม่ได้กำหนดโดยเราไปจัดว่ามันควรเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แต่ mate (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตัวเมียที่ choosy) จะเป็นตัวกำหนด เรื่องเพศไหนจะไปกำหนด sexual selection ของเพศไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าน้ำหนักการลงทุนในการผลิต offspring ของเพศไหนมากกว่า (ตรงนี้อาจจะพอทำเป็น model ง่ายๆ ด้วย Prisoner's Dilemma ใน Game Theory ได้ ถ้าสนใจ คงต้องหาอ่านเอา ผมคิดว่าถ้าอธิบายตรงนี้อาจจะยาวนอกเรื่องไปไกล หรือถ้ามีโอกาส+อารมณ์ ผมอาจจะเขียนเล่าตัวอย่างสนุกๆ ให้) ดังนั้น ที่เขาเอาลักษณะไปใส่มั่วๆ แล้วก็โมเมสรุปว่านี่คือลักษณะที่ sexually selected เนี่ย ผมว่ามันมุขงี่เง่า

มีแค่การตั้งคำถามในส่วนแรกที่พอจะน่าสนใจว่าทำไมมนุษย์จึงดูเหมือนว่าเพศเมียจะเป็นเพศที่ประดับตัวสวยๆ ให้เพศผู้เลือก ทั้งที่การลงทุนในการผลิต offspring ของเพศเมียในทางชีววิทยานั้นมากกว่าอย่างชัดเจน (เซลล์ไข่, ระยะเวลาตั้งครรภ์, การให้นม) ตรงนี้ก็ต้องย้อนไปดูลักษณะการจับคู่ของมนุษย์, กลไกอื่นๆ ที่มีผล เช่น altruism behavior ที่บังคับให้เพศผู้ต้องมาช่วยดูแลตัวอ่อน (ผมไม่ได้หมายถึงการบังคับแบบมีใครมาสั่งนะ แต่เป็นตัวกลไกด้วยการ compromise ระหว่างเพศผู้กับเพศเมียที่บังคับให้มันมีสภาพอย่างนั้นเอง และไม่ใช่แค่ตัวผู้ตัวเมียที่มาจับคู่กันในคู่ใดคู่หนึ่ง แต่หมายถึงทั้งสองเพศในทั้งระบบ)

ส่วนการ์ตูนเรื่องที่สอง อันนี้ไม่ใช่แค่ไม่ตลก แต่ว่าน่ารังเกียจเลย เขาใช้ stereotype ในความคิดของเขาเองมาแบ่งระดับคน ผมไม่อยากตอบ ส่วนหนึ่งเพราะผมยังนึกคำตอบดีๆ ไม่ได้ เลยไม่อยากตั้งเป็นมาตรฐานว่านักชีววิทยาควรจะพูดถึงมุขแย่ๆ แบบนี้อย่างไร เอาเป็นว่า google คำว่า "eugenics" เอาเองแล้วกัน สังคมไทยไม่เคยมีการนำ Darwinism บิดเบือนไปใช้ในทางการเมืองแบบในสังคมตะวันตก เลยไม่รู้ว่าความคิดแบบนี้มัน beneath contempt (ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไม่มีการแบ่งระดับคนด้วย stereotype นะ แต่คือสังคมไทยนี่กดหัวกันด้วยหลักการแนวคิดอื่นแทน ไม่ใช่เรื่องแนวคิดแบบนี้)

nant's picture

สาบานได้เลยว่าผมอ่านไม่เข้าใจในรอบแรก ต้องอ่านซ้ำ 2 ครั้ง

panther's picture

เขียนได้ดีมากๆครับ จะรออ่านเรื่อง "Prisoner's Dilemma ใน Game Theory" นะครับ :)

nant's picture

ทฤษฏีเกม เป็นทฤษฏีที่เรียบง่ายและงดงามมากครับ ผมเองเคยเรียนในวิชาเศรษศาสตร์และวิชา AI
และเคยนำมาใช้กับการพัฒนาซอฟแวร์บ้างเล็กน้อย เลยขออนุญาต ออธิบายสั้นๆ นะครับ

Prisoner's dilemma เป็นตัวอย่างสุดคลาสสิกของทฤษฏีเกม ในลักษณะเกมที่ ทั่วถึงและไม่มีการต่อรอง คือเรารู้ว่าแต่ละฝ่ายจะมีตัวเลือกอย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่เราขาดหายไปคือคือข้อมูล เราไม่ทราบว่าอีกฝ่ายจะตัดสินใจอย่างไร อันอาจนำมาสู่ผลลัพธ์การที่เราได้รับผลลัพธ์ที่แย่ยิ่งกว่า ซึ่งโมลเดลนี้บอกเราว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ คนเราจะเลือกในเส้นทางที่ safe คือเส้นทางที่เสียน้อยที่สุดไม่ว่าผู้เล่นที่เหลือจะเลือกอย่างไร ทำให้จุดสมดุลย์ เลื่อนออกไปจากจุดที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์มากที่สุด

เวลาผมพูดถึงทฤษฏีเกม ว่าสวยงาม ผมไม่ได้หมายความว่ามันง่ายตรงตามตัวอักษรนะครับ แต่มันมีลักษณะที่สวยงาม คือมีลักษณ์ที่แนวคิดของทฤษฏีเป็นแนวคิดที่อธิบายเป็นคำพูดได้ง่าย เห็นจริงทันที ลึกซึ้ง พอได้เรียนรู้แล้วรู้สึก อ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง
หลักๆ นอกจากนี้ที่ผมคิดว่าสวยงามก็มี

Data Structures
ML บางตัว เช่น Bag of word, Bayasian Network, NN โดยส่วนตัวผมคิดว่า ML คือศาสตร์ที่สวยงามที่สุดของวิทยาการคอมพิวเตอร์ มันเหมือนเป็น Tifa สำหรับผม
ตรีโกณ
เต๋า และศาสนาพุทธ (อันนี้คงไม่งดงามในสายตาคุณ terminus)

hisoft's picture
  • เต๋า และศาสนาพุทธ (อันนี้คงไม่งดงามในสายตาคุณ terminus)

อาจจะแค่บางส่วนก็ได้มั้งครับ แต่เอาเถอะ ข่าวที่แล้วผมยังตามอ่านไม่หมดเลย - -"

The Phantom Thief

hisoft's picture
  • ชณะที่ผู้ชาย

"ขณะ"

  • รวมถึงสังคมมนุษบ์

"มนุษย์"

The Phantom Thief