พันธุกรรมของขี้หู

By: terminus
Writer
on Wed, 28/03/2012 - 04:43

ขี้หู (ear wax) หรือที่เรียกอย่างเป็นวิชาการคือ cerumen แบ่งตามลักษณะออกได้เป็นสองประเภท คือ ขี้หูเปียก กับ ขี้หูแห้ง คนทางฝั่งเอเซียตะวันออกส่วนใหญ่จะมีขี้หูแบบแห้ง โดยเฉพาะในภาคเหนือของจีนและคาบสมุทรเกาหลีที่คนเกือบ 100% มีขี้หูแห้ง ขณะที่คนยุโรปและคนแอฟริกาจะมีขี้หูเปียกเป็นส่วนมาก

ในปี 2006 ทีมวิจัยที่นำโดย Koh-ichiro Yoshiura แห่ง Nagasaki University ค้นพบว่าลักษณะขี้หูเปียกและแห้งนี้ถูกควบคุมด้วยยีนเพียงตัวเดียว คือ ยีน ABCC11 (ATP-binding cassette, subfamily C, member 11) บนโครโมโซมคู่ที่ 16 (doi:10.1038/ng1733) ตรงกับที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนตั้งข้อสันนิษฐานเอาไว้จากข้อมูลพันธุศาสตร์ประชากร

และที่น่าตะลึงไปกว่านั้น คือ ยีนที่ทำให้มีขี้หูเปียกกับยีนที่ทำให้มีขี้หูแห้งแตกต่างกันแค่ลำดับเบสเพียง 1 ตัว! (Single Nucleotide Polymorphism)

ความแตกต่างนั้นอยู่ที่เบสตรงตำแหน่งที่ 538 ของรหัสยีน ABCC11 ซึ่งจะทำให้กรดอะมิโนตำแหน่งที่ 130 ของโปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นแตกต่างกัน คนที่ขี้หูเปียกจะมียีนตำแหน่งที่ 538 เป็นตัว G ทำให้มีรหัสโคดอนเป็น GGG ซึ่งแปลกรดอะมิโน glycine ส่วนคนขี้หูแห้งยีนตรงนั้นเป็น AGG ซึ่งแปลได้เป็นกรดอะมิโน arginine

ยีนขี้หูเปียกเป็นยีนเด่นที่ข่มยีนขี้หูแห้ง นักวิทยาศาสตร์พบว่าคนที่มีขี้หูแห้งจะมีโปรตีนที่สร้างจากยีน ABCC11 อยู่น้อยกว่าคนที่มีขี้หูเปียกมาก และนอกจากนี้หากว่ายีน ABCC11 หายไปบางส่วน คนคนนั้นก็จะมีขี้หูแห้งเช่นกัน ทำให้เชื่อได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนตรงนั้นทำให้โปรตีนใช้การไม่ได้ ส่วนประกอบจากต่อมขี้หูที่ทำให้ขี้หูเปียกจึงขาดหายไป (doi:10.1096/fj.09-129098)

และจากการเทียบตำแหน่ง microsatellite โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นในปี 2011 (doi: 10.1093/molbev/msq264) ทำให้ทราบได้ว่ายีนขี้หูเปียกเป็นยีนดั้งเดิม การกลายพันธุ์เป็นขี้หูแห้งเพิ่งจะเกิดขึ้นในเอเซียเมื่อประมาณ 2,000 รุ่นที่แล้วนี่เอง สาเหตุที่ทำให้ยีนขี้หูแห้งแพร่กระจายไปทั่วทวีปเอเซียก็เพราะว่าลักษณะขี้หูแห้งมี fitness มากกว่าขี้หูเปียกประมาณ 1% (หมายความว่าคนที่มีขี้หูแห้งจะมีโอกาสแพร่พันธุ์มากกว่าคนขี้หูเปียกประมาณ 1% --- อย่าถามว่าทำไม เพราะผมก็ไม่รู้)

จากนั้นพวกขี้หูแห้งจากเอเซียก็แพร่กระจายไปเรื่อยๆ ชนเผ่าพื้นเมืองอินเดียแดงและอินูอิตส่วนใหญ่ก็มีขี้หูแห้ง ทำให้คนในทวีปอเมริกามีลักษณะของขี้หูเปียกและแห้งคละเคล้าปะปนกันไป

จากทั้งหมดที่กล่าวมา หลายคนอาจจะรู้สึกว่ายีนขี้หูนี่มันช่างเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดตรงตามกฏของเมนเดลเป๊ะๆ แถมยังเป็นลักษณะใกล้ตัวที่มองสังเกตเห็นได้ง่าย ทำไมชั้นเรียนวิชาพันธุศาสตร์ถึงไม่ยกลักษณะขี้หูเป็นตัวอย่างการสอนในหลักสูตรนะ? สอนไป ก็ให้นักเรียนเต้นท่าคันหูประกอบการเรียนไปด้วย :)

ผมเองก็ไม่รู้ว่าในอนาคต จะมีการยัดเรื่องคันหู เอ๊ย ขี้หู เข้ามาไว้ในหนังสือเรียนหรือเปล่า แต่คงมีโอกาสน้อย เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าสัดส่วนของคนที่มีขี้หูเปียกและแห้งในประชากรแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกันมาก อีกทั้งจะให้เด็กนักเรียนแคะขี้หูมาโชว์กันในชั้นเรียนก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร (ผมจำได้ว่าตอนเรียนวิทยาศาสตร์ ม. 1 เรื่องการย่อยอาหาร ผมกับเพื่อนในกลุ่มยังเกี่ยงกันแทบตายว่าจะใช้น้ำลายของใครในการทดลองย่อยแป้ง)

เรื่องของขี้หูไม่ได้จบลงแค่ที่ในหูเท่านั้น เพราะว่าต่อมที่สร้างขี้หู (ceruminous glands) เป็นต่อม apocrine ชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับต่อมเหงื่อบริเวณรักแร้และขาหนีบ นักวิทยาศาสตร์จึงหาเรื่องโยงขี้หูไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของกลิ่นตัวด้วย

ต่อม apocrine เป็นต่อมที่หลั่งโปรตีนและไขมันซึ่งเป็นอาหารให้แบคทีเรียเจริญเติบโตและส่งกลิ่นตัว คนขี้หูเปียกมีแนวโน้มที่จะมีต่อม apocrine ทำงานออกนอกหน้าคนที่มีขี้หูแห้ง ผลิตโปรตีนบางตัวออกมามาก ทำให้มีปัญหาเรื่องกลิ่นตัวเยอะกว่า (pubmed: 19710689) มีตัวอย่างงานวิจัยระบุว่าคนญี่ปุ่นที่มีปัญหากลิ่นตัวใต้วงแขน (axillary osmidrosis) กว่า 90% มีขี้หูเปียก (doi:10.1186/1471-2156-10-42)

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ยังรีบสรุปไม่ได้ว่าคนขี้หูเปียกทุกคนจะต้องตัวเหม็น หรือคนขี้หูแห้งไม่มีกลิ่นตัว เพียงแค่บอกได้ว่ายีนขี้หูกับลักษณะกลิ่นตัวเกี่ยวข้องกัน อาจจะเป็นเพราะยีนขี้หูกับยีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกลิ่นตัวอยู่ใกล้กันบนโครโมโซมทำให้พวกมันถูกถ่ายทอดไปด้วยกัน หรือ อาจเป็นเพราะการหลั่งของเหลวจากต่อม apocrine อาจถูกควบคุมโดยยีนหลายตัวและยีน ABCC11 ก็เป็นหนึ่งในนั้น

และก็ต้องไม่ลืมว่ารื่องกลิ่นตัวเป็นไม่ใช่เรื่องที่เกิดจากพันธุกรรมอย่างเดียว ยังมีเรื่องของอาหารการกินและชนิดของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของแต่ละคนเข้ามาเกี่ยวข้องอีก (อ่าน jusci.net/node/1609)

นอกจากเรื่องกลิ่นตัวแล้ว ต่อมน้ำนมก็ยังเป็นต่อม apocrine อีกชนิดที่ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับยีน ABCC11 ผู้หญิงที่มีขี้หูแห้งมีแนวโน้มผลิตน้ำนม colostrum (น้ำนมที่ผลิตหลังคลอดลูกใหม่ๆ มีสารอาหารและภูมิคุ้มกันสูงกว่าน้ำนมทั่วไป) น้อยกว่าผู้หญิงที่มีขี้หูเปียก (DOI: 10.1007/s00439-007-0356-9) นักวิทยาศาสตร์บางคนคิดว่ายีน ABCC11 น่าจะเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมด้วย แต่การศึกษาหลายชิ้นก็ยังขัดๆ กันอยู่ อันที่พบความสัมพันธ์ก็พบแบบแทบไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ บางอันก็ไม่พบอะไรเลย

แต่อย่างไรก็ดี ยังมีคนอยู่จำนวนหนึ่ง (ไม่ถึง 1%) ที่มีขี้หูแบบกลางๆ แยกไม่ได้ว่าเปียกหรือแห้ง และในบางประชากรก็พบว่าเมื่อมีอายุมากขึ้น ขี้หูจะแห้งมากขึ้นด้วย แสดงให้เห็นว่าลักษณะขี้หูก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม 100% อาจมีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมเข้ามาผสมอยู่บ้างเล็กน้อย

เรียบเรียงจาก: Earwax type: The myth ของ ศ. John H. McDonald

9 Comments

hisoft's picture

อ่านแล้วสับสนดีแฮะ 555 ผมก็เพิ่งรู้ว่าขี้หูมีแยกประเภทด้วย

The Phantom Thief

hisoft's picture

ละเอียดขึ้นเยอะเลยครับ ขนาดเพิ่งออกมาจากห้องสอบมาราธอนเจ็ดชั่วโมงยังอ่านรู้เรื่อง >_<

The Phantom Thief

F16's picture

ผมขี้หูเปียก อยากขี้หูแห้งบ้าง จะได้ใส่หูฟังแบบ inear ได้สะดวกๆ T^T

mementototem's picture

สรุปว่า หญิงที่มีขี้หูแห้งมีน้ำนมน้ำเหลืองมากกว่า อัตรารอดของทารกเลยมากกว่า ทำให้กลุ่มคนที่มีขี้หูแห้งมี fitness มากกว่าคนที่มีขี้หูแห้งในเอเชีย (มั่วนะครับอย่าไปเชื่อเชียวล่ะ)

hisoft's picture
  • ผู้หญิงที่มีขี้หูแห้งมีแนวโน้มผลิตน้ำนม colostrum (น้ำนมที่ผลิตหลังคลอดลูกใหม่ๆ มีสารอาหารและภูมิคุ้มกันสูงกว่าน้ำนมทั่วไป) น้อยกว่าผู้หญิงที่มีขี้หูเปียก

ในข่าวบอกว่าน้อยกว่านะครับ :p

The Phantom Thief