ชนชั้นสูงเป็นพวกจริยธรรมตกต่ำ

By: terminus
Writer
on Wed, 29/02/2012 - 23:48

ความสัมพันธ์ระหว่างฐานะทางสังคมกับศีลธรรมจรรยาของผู้คนเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาก บางงานวิจัยก็แสดงให้เห็นว่าอัตราการเกิดอาชญากรรมสัมพันธ์กับรายได้ประชากรต่อหัว แต่บางชิ้นก็ยืนยันว่าไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าว บางคนก็คิดว่าพวกคนจนมีแนวโน้มทำสิ่งผิดกฏหมายเพื่อยกระดับรายได้และสถานะของตัวเอง บางคนก็เชื่อว่าพวกคนรวยต่างหากที่เห็นแก่ตัวและละโมบ

ทีมวิจัยที่นำโดย Paul Piff แห่ง University of California, Berkeley ได้ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100-200 คน กลุ่มตัวอย่างจะต้องทำแบบสอบถามก่อนเริ่มการทดลองเพื่อให้นักวิจัยสามารถแบ่งระดับสถานะทางสังคมของกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนได้โดยอิงกับสถานะทางเศรษฐกิจ, วุฒิการศึกษา, ตำแหน่งหน้าที่การงาน ในชุดการทดลองประกอบด้วยการทดลองหลายแบบเพื่อที่จะดูว่ากลุ่มตัวอย่างแต่ละคนเลือกกระทำพฤติกรรมที่ผิดต่อจริยธรรมหรือไม่

ผลปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่ามีแนวโน้มที่จะทำเรื่องที่ผิดจริยธรรมหรือศีลธรรมมากกว่า เช่น การโกหกเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ในการต่อรอง, การรับสินบน, การแอบหยิบสิ่งของในสำนักงานกลับบ้าน, การคิดเงินลูกค้าเกินราคา เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น ในการทดลองหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างจะต้อง "โยน" ลูกเต๋าในเกมส์คอมพิวเตอร์ซึ่งนักวิจัยแอบตั้งค่าไว้ให้ออกแต้มไม่เกิน 12 แต้ม ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นพวกชนชั้นสูงรายงานว่าตัวเองได้แต้มเกิน 12 (ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน) มากกว่าชนชั้นล่างถึงสามเท่า

หลังจากที่เห็นความสัมพันธ์ของสถานะทางสังคมกับพฤติกรรมแล้ว นักวิจัยจึงออกแบบการทดลองเพิ่มเติมเพื่อที่จะดูว่าพฤติกรรมที่ผิดต่อศีลธรมเกี่ยวข้องกับบสถานะของสังคมจริงๆ หรือเป็นแค่เรื่องของคนรวยสันดานแย่บางคน

กลุ่มตัวอย่างแต่ละคนจะถูกชักจูงให้นึกเปรียบเทียบกับคนที่มีสถานะทางสังคมแย่กว่าหรือดีกว่าตนเอง ด้วยวิธีนี้คนที่นึกถึงคนที่แย่กว่าก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีสถานะทางสังคมสูงขึ้น ในทางเดียวกัน คนที่นึกถึงคนที่รวยกว่าก็จะมองว่าตัวเองต่ำต้อยลง จากนั้นนักวิจัยก็จะเสนอให้กลุ่มตัวอย่างหยิบเอาลูกกวาดจากโถไปเท่าไรก็ได้ แต่ก็สำทับไว้ด้วยว่าลูกกวาดในโถนี้จะต้องแบ่งกับเด็กในห้องอีกห้องด้วย ผลการทดลองพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีสถานะทางสังคมสูงหยิบลูกกวาดมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่คิดว่าตัวเองเป็นคนชั้นล่างถึงสองเท่า

นอกจากนี้ยังมีการทดลองแบบ "นอกสถานที่" อีกชุด นักวิจัยสั่งให้อาสาสมัครแกล้งว่าจะทำเป็นข้ามถนนตรงทางข้ามใน San Francisco Bay area ซึ่งตามกฏหมายแคลิฟอร์เนียแล้วผู้ขับขี่จะต้องหยุดรถให้คนข้ามไปก่อน ผลจากการเก็บข้อมูลพบว่าคนที่ขับรถหรูๆ แพงๆ มีแนวโน้มบึ่งรถตัดหน้าคนข้ามถนนมากกว่าคนที่ขับรถธรรมดาพื้นๆ ถึงสามเท่า และคนที่ขับรถราคาแพงยังชอบขับรถแซงตัดหน้ารถคันอื่นตรงสี่แยกมากกว่าคนขับรถราคาถูกถึงสี่เท่าอีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ Prius เป็นหนี่งในยี่ห้อรถที่นิยมขับตัดหน้าคนข้ามถนนมากที่สุด นี่อาจจะเป็นหลักฐานที่สนับสนุนสมมติฐานที่ว่า พวกคนขับรถไฮบริดรักษ์ธรรมชาติจะมีความรู้สึกพิเศษว่าตัวเองได้ทำดีช่วยโลกแล้ว ดังนั้นจึงสมควรได้รับ "ใบอนุญาต" ในการละเมิดกฏระเบียบเล็กๆ น้อยๆ บางข้อ (อันนี้แค่สมมติฐานนะ ไม่มีใครบอกว่าคนขับ Prius ต้องคิดแบบนี้กันทุกคน)

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้แปลว่าคนที่ร่ำรวย หน้าที่การงานดี จะเป็นคนชั่วสันดานทรามไปเสียทั้งหมด และก็ไม่ได้แปลว่าคนจนจะต้องเป็นพระเอกนางเอกในชีวิตจริงทุกคน เราไม่สามารถบอกได้ว่าการเป็นชนชั้นสูงทำให้คนกลายเป็นคนชั่วหรือเราต้องเป็นคนชั่วก่อนถึงจะรวยได้ สิ่งที่เราพอจะสันนิษฐานได้จากผลการทดลอง คือ คนที่มีสถานะสูงส่งในสังคมมีแนวโน้มที่จะลืมเลือนในการทำความเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นๆ การหลงลืมเลือนนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาคิดถึงแต่ตัวเองและเลือกที่พฤติกรรมที่เห็นแก่ตัวโดยไม่สนใจผลกระทบต่อคนรอบข้าง

ความหวังที่งานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เราเห็นคือ ทัศนคติทางจริยธรรมของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นหากเราเข้าใจมากขึ้น เราก็อาจจะสร้างระบบความคิดที่สนับสนุนให้ทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรเป็นคนดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และช่วยเหลือสังคมได้

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงใน PNAS doi: 10.1073/pnas.1118373109

ที่มา - ScienceNOW, Live Science

19 Comments

BLiNDiNG's picture

เห็นด้วยเรื่องรถนะ มีใครรู้สึกเหมือนผมรึเปล่าว่า รถแพงๆขับแย่ๆเยอะมากจริงๆ

เวลากำลังถอยรถเข้าจอด ก็เคยเจอรถหรูราคาแพงพุ่งมาจากข้างหลังเอาหัวเสียบเข้าไปจอดหน้าด้านๆด้วย

ในสังคมคนรวยอาจจะเจอแต่คนอวดของหรู มากกว่าการแสดงความเห็นอกเห็นใจกัน
(เพราะเอ็งรวย เลยไม่มีปัญหา -.-" )

hisoft's picture

พวกรถสปอร์ตที่ก็เจอบ่อยนะ ที่ดี ๆ ก็มีบ้างแต่หายากนิดนึง

The Phantom Thief

Architec's picture

ผมเจอแต่พวกกระบะขับเกรียนๆมากกว่า พวกสปอร์ตนี่เจอน้อยมาก ส่วนมากก็ขับแบบถนอมๆกัน

PaPaSEK's picture

สมมติฐานของผมคือ

รถหรูส่วนมาก ไม่มีไฟเลี้ยวติดมาให้ (และส่วนมากจะเป็นรถยุโรป)

ข้อสังเกตุคือ

คนขับรถที่ขับทรามส่วนมาก มักจะมีอาชีพที่เกี่ยวพันกับการใช้รถ เช่น คนขับแท็กซี่ คนขับรถส่งของ รถตู้ รถเมล์ เป็นต้น

lancaster's picture

เรื่องรถนี่เห็นด้วยเต็มๆเลย จากที่สังเกตมาตลอด กลุ่มที่ขับแย่ๆ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ

  1. พวกคนพึ่งเริ่มรวย เช่น เบนซ์, BMW แต่พอรถแพงกว่านั้นจะขับดีหน่อย
  2. กลุ่มกระบะ, taxi, มอไซค์

แน่นอนว่าทุกคนไม่ได้แย่เสมอไป ในแต่ละกลุ่มก็ยังมีคนดี เพียงแต่ค่าเฉลี่ยมันแย่เยอะกว่าก็เท่านั้นเอง

McKay's picture

แม้จะคนละเรื่องเดียวกัน(?)แต่ขอบ่นหน่อย เห็นหลายๆคนชอบพูดว่า บริษัท x บริษัท y ทำธุรกิจนะ ไม่ใช่การกุศล

แปลว่าการทำธุรกิจเนี่ย ไม่ต้องมีจริยธรรมงั้นเหรอ?

หรือสมัยนี้คนเรามองเห็นว่าคุณค่าของเงิน มีค่ามากกว่าคุณค่าทางสังคมไปหมดแล้ว?

PaPaSEK's picture

เขียนยาวครับ ถ้าขี้เกียจก็ข้ามไปอ่านสรุปได้เลย

พอดีว่าเวลาบอร์ดบริหารเค้าวัดผลงาน เค้าไม่ได้วัดที่คะแนนจริยธรรมน่ะสิครับ

อีกอย่างคือจริยธรรมมันเป็นนามธรรมไปนิด มันชี้วัดได้ค่อนข้างยาก เพราะแต่ละคนก็จริยธรรมไม่เท่ากัน

เช่น นาย B เป็นธุรกิจเกิดใหม่ แต่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกับนาย A

คนกลุ่มนึงบอกว่า นาย B ไม่ควรหากินทับซ้อนกับนาย A ธุรกิจมีอีกเยอะ ทำไมไม่ไปทำ?

คนอีกกลุ่มบอกว่า ถ้าคิดแบบกลุ่มแรกก็ให้สินค้าแต่ละชนิด มีบริษัทเดียวในโลกไปเลยดีมั้ย?

อีกหลายคนก็คิดอีกหลายแบบครับ

คำถามคือ ตรงไหนคือจุดพอดี ... มันชี้วัดยาก (แต่ไม่ยากเกินจะทำ)

สรุป: ผมไม่ได้ต่อต้านเรื่องจริยธรรม แต่ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขัน ซึ่งเมื่อมีการแข่งขันก็คงไม่มีใครมาพูดถึงจริยธรรม

McKay's picture

แบบ CAT TOT True ทำกับ 3G หรือเปล่าครับ?

รู้สึกว่าความหมายของคำว่าจริยธรรมเราจะต่างกันแฮะ เพราะผมเห็นด้วยกับคุณทุกประโยค แต่สิ่งที่คุณพูดมันไม่เกี่ยวกับจริยธรรม(สำหรับผม)หน่ะครับ

blacktop's picture

ผมก็ไม่ได้มองว่าสิ่งที่คุณยกตัวอย่างมันเป็นเรื่องของจริยธรรมนะ
ผมว่ามันแค่เรื่องของการแข่งขันซึ่งเป็นเรื่องปกติ
ส่วนเรื่องจริยธรรมผมคิดว่ามันน่าจะลงลึกไปถึงว่าการแข่งขันนั้นแข่งกันแบบไหนด้วยวิธีการอย่างไรมากกว่า

PaPaSEK's picture

แล้วผิดกับที่ผมบอกมั้ยครับ จริยธรรมเป็นนามธรรม แต่ละคนก็มองเรื่องจริยธรรมไปในมุมที่ต่างๆ กัน

ถ้าคิดว่าการแข่งขันใดๆ หรือบริษัทใดไม่มีจริยธรรม ก็ไม่ต้องไปสนับสนุนครับ

terminus's picture

สำหรับผม จริยธรรมทางธุรกิจ คือ ทำยังไงก็ได้เพื่อให้ผู้ถือหุ้นสบายใจ

altimate's picture

รถหรูมันเครื่องแรงกว่า อัตราเร่งก็เร็วกว่ารถทั่วไป การที่คนขับจะเชื่อมั่นสมรรถนะรถแล้วขับแซงก็เลยสูงตาม ไม่น่าเกี่ยวกับเรื่องฐานะหรืออะไรหรอก

การทดสอบนี้ควรให้คนฐานะระดับต่างๆได้มีโอกาสขับรถหรูเป็นเวลาระยะหนึ่งแล้วจดบันทึกอีกทีนะ การที่ไปทดสอบตามถนนมันก็ได้ผลแค่คนรวยขับรถแรง เลยแซงมากกว่าแค่นั้น

Orion's picture

ผมก็ว่าอย่างนั้นครับ ผมเวลาขับรถหลายครั้งก็คิดจะแซงแต่อัตราเร่งรถผมมันน้อยก็เลยไม่แซง เดียวเกิดอุบัติเหตุซะเปล่าๆ ต้องทดสอบแบบที่คุณว่าแหละครับ(ผมเดาว่าคนที่ลองขับเร็วแน่ๆ ถ้าไม่กลัวรถเป็นอะไรนะ)

mementototem's picture

แต่การแซงในจุดที่อันตรายอย่างสี่แยก ถึงมีรถที่มีอัตราเร่งดี ๆ มันก็ไม่ควรไม่ใช่เหรอครับ?

ถ้ารถเรามีอัตราเร่งดี มีความเร็วสูง เราสามารถฝ่าไฟเหลืองได้ เพราะยังไงรถเราก็เร็วพอที่จะไม่โดนจับเพราะฝ่าไฟแดงงั้นเหรอครับ?

altimate's picture

ประเด็นคือแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน สำหรับคุณอาจคิดว่าปลอดภัยไว้ก่อน แต่คนอื่นอาจคิดว่ายังไงก็ทันอยู่แล้วเหยียบไปเลย

เพราะงั้นในแง่นี้มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องชนชั้น แต่เกี่ยวกับทัศนคติของคนขับและความแรงของรถ ลองเอารถแรงๆให้คนจนๆใช้ซักร้อยคนสิครับ แล้วบอกเขาว่ามีประกันชั้นหนึ่งคุ้มครองทุกกรณี คุณคิดว่าจะมีคนกี่คนที่ขับรถแบบมีมารยาท

PaPaSEK's picture

ประเด็นคือฝ่าไฟเหลืองก็ผิดหลักความปลอดภัยครับ เวลาไปสอบใบขับขี่ตอบไปยังไง ในชีวิตจริงก็ควรทำแบบนั้นครับ

ไม่ใช่ว่าไปสอบใบขับขี่แล้วบอกว่า เห็นไฟเหลือง ผมหยุดหลังสัญญาณไฟจราจร

แต่ในชีวิตจริงดันบอกว่า "ยังไงก็ทันอยู่แล้วเหยียบไปเลย"

> "คุณคิดว่าจะมีคนกี่คนที่ขับรถแบบมีมารยาท"

อย่าใช้ความคิดตัวเองตัดสินคนอื่นครับ

ซึ่งผ่าไฟเหลือง ... แค่นั้นก็ไม่ปลอดภัยแล้วครับ คิดไม่เหมือนกันไม่ใช่ปัญหาครับ แต่คิดถ้าคิดว่าการผ่าไฟเหลืองมีความปลอดภัยเท่ากัน ผมว่าผิดครับ

ต้องอย่าลืมว่าความประมาท ไม่ได้ทำให้คนที่ประมาทลำบากคนเดียว ถ้าเมาแล้วไฟขับชนต้นไม้คนเดียว ยังลำบากเจ้าหน้าที่ต้องมางัดรถให้เลยครับ

xenogew's picture

ผมมองว่าเป็นเรื่องของมุมมองต่อตนเอง หรืออีโก้ อัตตาในตัวเองมากกว่านะ

คำว่าชนชั้นสูง ก็เป็นแค่ป้ายติด (Label) อัตตาในใจเหล่านั้นคนที่มีฐานะทางสังคมเป็นชนชั้นสูงจริง ๆ แต่ในใจถูกอบรมเลี้ยงดูมาให้นอบน้อม ก็แตกต่างกับพวกคนที่ติดป้ายคำว่า "ชนชั้นสูง" ในใจตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม