นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกร่วมลงชื่อบอยคอต Elsevier (...เมื่อมหากาพย์ SOPA ลามถึงวงการวิทยาศาสตร์)

By: terminus
Writer
on Sat, 28/01/2012 - 01:45

เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่บริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจจัดพิมพ์วารสารวิชาการ (หรือที่เรียกกันว่า "publisher") ถูกตราหน้าจากนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นพวก "หน้าเลือด" เพราะวารสารวิชาการส่วนใหญ่มีราคาแพงมาก ถ้าไม่ใช่เพราะห้องสมุดของมหาวิทยาลัยบอกรับไว้ (subscribe) หรือเป็นทายาทมหาเศรษฐี เหล่านักวิทยาศาสตร์ไส้แห้งทั้งหลายไม่ต้องหวังเลยว่าจะหาบทความวิจัยจากวารสารดังๆ มาอ่านได้ ทั้งที่ค่าดำเนินการและต้นทุนของบริษัทเหล่านี้ (ถูกมองจากสายตานักวิทยาศาสตร์ว่า) ไม่ได้สูงมาก นักวิทยาศาสตร์ส่งบทความตีพิมพ์ก็ต้องจ่ายเงินให้บริษัท ค่าตอบแทนให้คนรีวิวกับคนที่มาเขียนบรรณาธิการก็ไม่ได้แพงเว่อร์ นักวิทยาศาสตร์บางคนยินดีรีวิวให้วารสารโดยไม่รับค่าตอบแทนด้วยซ้ำเพราะจะได้มีผลงานไว้ประดับประวัติตัวเอง

Elsevier คือหนึ่งในบริษัทที่ถูกนักวิทยาศาสตร์เกลียดมากที่สุด เพราะนอกจาก Elsevier จะขายของแพงแล้ว บริษัทนี้ยังมีคดีอีกเยอะแยะ เช่น กรณีในปี 2009 Elsevier Australia ทำวารสารวิชาการปลอมเพื่อเป็นโฆษณาแฝงให้กับบริษัทยา (อ่านเรื่องเต็มๆ ได้จาก The Guardian) หรือ กรณีที่ไปแบนไม่รับตีพิมพ์งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของอิหร่าน 2 มหาวิทยาลัยจนโดนมหาวิทยาลัยอิหร่านแบนคืน คือ ไม่ขอส่งงานเข้าตีพิมพ์และไม่ซื้อวารสารจาก Elsevier (กรณีหลังนี่ต้องมองหลายมุม เพราะส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการต่อต้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย สองมหาวิทยาลัยที่โดนแบนก็มีประวัติรับงานจากรัฐบาลอิหร่าน อ่านเรื่องเต็มๆ ได้จาก IBNA และ บล็อกของ ดร. Fredun Hojabri)

วิธีการขายของ Elsevier ก็น่าเกลียดมาก คือแทนที่จะขายแต่ละวารสารแยกจากกันให้ห้องสมุดเลือกบอกรับได้อย่างอิสระ Elsevier กลับใช้วิธีขายพ่วง หากห้องสมุดอยากได้วารสารหนึ่งก็ต้องซื้อเหมายกชุด วารสารบางอันในชุดก็เป็นวารสารไร้ราคาที่ไม่มีใครอยากอ่าน หลายมหาวิทยาลัยถึงขั้นทนไม่ไหวขอยกเลิกการบอกรับวารสารของ Elsevier เลยก็มี เช่น มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ เป็นต้น

  • ความจริงราคาวารสารของ Elsevier ก็ไม่ได้แตกต่างจากของบริษัทอื่นที่อยู่ในระดับเดียวกันมากนัก (อ้างอิงจากรายงานของ LISU) คงเป็นนโยบายการขายและพฤติกรรมของ Elsevier มากกว่าที่ทำให้โดนเกลียดมากขนาดนี้ สงสัยจะนึกว่าตัวเองใหญ่ มีอำนาจกำหนดราคาได้ตามใจชอบ ทำอะไรก็ได้ไม่ต้องสนหน้าอินทร์หน้าพรหม
    ซึ่งก็คงถูกของเขาแหละ...คลังวารสารดิจิตอล ScienceDirect กับฐานข้อมูล SCOPUS ก็เป็นของ Elsevier นับรวมๆ กันแล้วมีวารสารภายใต้ การขาย การเผยแพร่ของ Elsevier กว่า 2,000 วารสาร ที่เป็นวารสารชื่อดังก็ไม่ใช่น้อยๆ เช่น The Lancet กับ Cell

นักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงมีนโยบายไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับ Elsevier มานานแล้ว ไม่ส่งงานเข้าตีพิมพ์ลงวารสารที่ Elsevier ขาย ไม่รีวิวงานวิจัยให้ ไม่เขียนบรรณาธิการให้ แต่ Elsevier ก็ยังคงฟันกำไรต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่แยแสกับกระแสต่อต้านชิงชัง

เหตุการณ์อาจจะเปลี่ยนไป เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2012 ที่ผ่านมา Timothy Gowers นักคณิตศาสตร์รางวัลเหรียญฟิลด์ส์ (รางวัลที่เทียบเท่ากับรางวัลโนเบลของนักคณิตศาสตร์) เขียนบรรยายความรู้สึกไม่พอใจที่เขามีต่อ Elsevier ลงบล็อกของตัวเองในชื่อหัวข้อ "Elsevier — my part in its downfall" พร้อมทั้งเรียกร้องให้นักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเข้ามาลงชื่อต่อต้าน Elsevier ใน online petition ที่เว็บ thecostofknowledge.com

Timothy Gowers ให้เหตุผลของกิจกรรมบอยคอต Elsevier ไว้ 3 เหตุผล ดังนี้

  1. ขายวารสารแพงเกินจริง
  2. นโยบายขายพ่วง บีบบังคับให้ห้องสมุดซื้อวารสารที่ไม่จำเป็น
  3. Elsevier สนับสนุน SOPA, PIPA, และ Research Works Act ซึ่งร่างกฏหมายทั้งสามอันนี้มีผลบ่อนทำลายเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูลความรู้โดยอิสระ

ผ่านมาประมาณ 1 สัปดาห์ วันนี้ (วันที่ 28 มกราคม 2012) มีนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมลงชื่อแล้วประมาณ 1,000 คน และกิจกรรมนี้ก็ได้รับการเผยแพร่จากปากต่อปากราวกับไฟลามทุ่ง นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังหลายคนเขียน/แชร์เรื่องราวใน Social Network และบล็อกของตัวเองอย่างเมามัน เช่น นักคณิตศาสตร์ John Baez, นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ Scott Aaronson, และนักชีววิทยา Paul Zachary "PZ" Myers เป็นต้น แม้แต่เว็บ Slashdot ก็ยังมีเรื่องนี้ลง (ล่าสุดผมไม่สามารถเข้าไปดูลิงค์ของ Slashdot ได้นะครับ ไม่รู้ว่าโดนอำนาจมืดแทรกแซงหรือเปล่า แต่ผมรู้เรื่องนี้ก็จาก Slashdot นี่แหละ)

ผมคิดว่าเหตุผลข้อ 3 ที่ Timothy Gowers ให้ไว้นั่นแหละคือ ฟางเส้นสุดท้าย ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นบริษัท IT หลายบริษัทที่เห็นดีเห็นงามกับ SOPA และ PIPA ถูกประชาชนรุมลงทัณฑ์จนถอยหลังแทบไม่ทัน (อ่านข่าวได้จาก Blognone) ดูเหมือนว่ากระแสประท้วงก็ลามมาถึงวงการวิทยาศาสตร์ในที่สุด เชื้อไฟก็มีพร้อมอยู่แล้วด้วย

SOPA กับ PIPA เลวร้ายอย่างไรคงไม่ต้องพูดกันให้มากแล้ว Research Works Act ก็แย่ไม่ต่างกัน หากจะเทียบ Reseach Works Act เป็นเสมือนกับ "SOPA เวอร์ชันสำหรับงานวิจัย" ก็คงไม่ผิดนัก เนื้อหาของมันระบุไว้ว่าห้ามหน่วยงานของรัฐกำหนดนโยบายหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำใดๆ ที่ให้นักวิจัยเผยแพร่งานของตัวเองได้อย่างเสรีก่อนที่จะได้รับความยินยอมจากผู้จัดพิมพ์ผลงานนั้น ("ผู้จัดพิมพ์ผลงาน" ก็หมายถึงพวก publisher อย่าง Elsevier นั่นแหละ)

> "No Federal agency may adopt, implement, maintain, continue, or otherwise engage in any policy, program, or other activity that -- (1) causes, permits, or authorizes network dissemination of any private-sector research work without the prior consent of the publisher of such work; or (2) requires that any actual or prospective author, or the employer of such an actual or prospective author, assent to network dissemination of a private-sector research work."

จะเห็นว่าหากร่างกฏหมายนี้ผ่าน การเผยแพร่งานวิจัยที่เปิดให้คนเข้าถึงได้ฟรีๆ อย่าง Open Access ก็จะกลายเป็นนโยบายที่ภาครัฐเข้าไปสนับสนุนไม่ได้ การให้เงินทุนคณะวิจัยแบบที่ NIH ทำอยู่ในปัจจุบันจะต้องหยุดลงทันที คนที่ได้ประโยชน์จากกฏหมายนี้เต็มๆ คือ พวกบริษัทเอกชนที่จัดพิมพ์ขายวารสารวิชาการนั่นเอง

เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกเลยที่ในรอบปีที่ผ่านมา Darrell Issa และ Carolyn Maloney ส.ว. ที่ผลักดันร่างกฏหมายนี้จะได้รับเงินบริจาคจาก Elsevier มากเป็นพิเศษ (เงินบริจาคที่เข้ากระเป๋า Carolyn Maloney มาจาก Elsevier มากเป็นอันดับสอง)

นักวิทยาศาสตร์ผู้รักใน ของฟรี เอ๊ย เสรีภาพแห่งข้อมูลความรู้ย่อมทนกับความเห็นแก่ได้ของ Elsevier ไม่ไหว ต่อให้ Timothy Gowers ไม่ลุกขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็เขียนด่าประจาน Elsevier กันเต็มที่อยู่แล้ว เพียงแต่กระแสการต่อต้านที่ผ่านมายังกระจัดกระจาย กิจกรรมของ Timothy Gowers เป็นการช่วยดึงกระแสให้มันมารวมกันเป็นจุดใหญ่จุดเดียว

นอกจาก Elsevier ตัวดีของเราแล้ว ก็ยังมีสหพันธ์สื่อสิ่งพิมพ์ที่ทรงอิทธิพลอย่าง Association of American Publishers (AAP) อีกเจ้าที่ประกาศสนับสนุน Research Works Act อย่างเป็นทางการ แม้ว่าสมาชิกรายใหญ่ของ AAP หลายรายจะแสดงท่าทีไม่เล่นด้วยกับ AAP เช่น MIT Press, Rockefeller University Press, Nature Publishing Group, American Association for the Advancement of Science เป็นต้น แต่ก็ไม่มีสมาชิกรายใดกล้าประท้วงถอนตัวจาก AAP
(Elsevier และ Reed Elsevier ก็มีชื่อเป็นสมาชิก AAP ด้วย --- ถึงตรงนี้อย่าเพิ่งงงว่าทำไมมันแยกร่างเป็นสองบริษัท Reed Elsevier เกิดจากการควบรวมกิจการของบริษัทสัญชาติอังกฤษ Reed และบริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ Elsevier)

ฉะนั้น อย่าลืม! นักวิทยาศาสตร์ท่านไหนไม่เห็นด้วยกับนโยบายของ Elsevier ก็ไปออกสิทธิ์ออกเสียงได้ที่ The Cost of Knowledge เผื่อว่า Elsevier และบริษัทอื่นๆ จะได้รู้สำนึกและปรับปรุงตัวซะบ้าง ราคาวารสารจะได้ถูกลงสมเหตุสมผลมากขึ้น งบประมาณที่เหลือจะได้เอาไปใช้ด้านอื่นๆ ที่คุ้มค้ามากกว่า นอกจากนี้ยังเป็นการต่อต้าน Research Works Act ไปในตัวด้วย

ไม่แน่ว่าคราวนี้ประวัติศาสตร์จะต้องบันทึกไว้ว่า ปี 2012 เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ขึ้นมางัดข้อกับบริษัทยักษ์ใหญ่ได้สำเร็จ

ป.ล. สงสัย Jusci จะต้องมีบทความพิเศษวิเคราะห์เจาะลึก Research Works Act เหมือนบทความ "ทำไมคนจึงต้องต่อต้าน SOPA" ใน Blognone แล้วแหละ (ใครจะเขียนน้าาาา...?)

13 Comments

terminus's picture

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ อยากรู้คงต้องไปถามห้องสมุดของมหาวิทยาลัย (สำหรับคณะวิทยาศาสตร์ที่ผมเรียน อาจารย์หัวหน้าฝ่ายสารนิเทศเป็นคนคุมห้องสมุดด้วย อาจารย์แกก็ใจดีนะครับ แต่ผมคงไม่กล้าเข้าไปถามให้หรอก) เท่าที่ผมรู้คือ งบ subscription ของแต่ละมหาวิทยาลัยของไทยในปีหนึ่งๆ น่าจะถึงหลักล้านบาททั้งนั้น (รู้สึกว่า ม.มหิดลจะใจป๋ามากสุด น่าจะถึงหลักสิบล้านนะ)

ราคาเป็นเล่มหรือเป็นฉบับ นี่ผมไม่รู้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ขายส่งแบบ subsription ก็จะเป็นการขายแยกเป็น article ตกประมาณ 20-30 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อ 1 บทความ

terminus's picture

ตอนแรกมันสั้นกว่านี้นะครับ แต่เขียนไปเขียนมา ผมชักสนใจ บริษัทนี้มีชนักติดหลังเยอะมาก ยังกล้าออกมาสนับสนุนของร้อนอย่าง SOPA, PIPA, RWA อีก

kaskade65's picture

ล้มยักษ์ให้ได้สำเร็จทีเถอะ
ต่อไปมหาวิทยาลัยจะได้ไม่ต้องไปทนนั่งจ่ายเงินราคาแสนแพง เพื่อซื้อเจอเน่าแบบเหมาแพ็คเกจ
ส่วนเราจะได้ไม่ต้องทนนั่งต่อ VPN เพื่อเข้าไปแล้วก็เจอด่านตรวจสกัดให้เสียเงิน (ม.ไม่ได้ subscription เอาไว้ทั้งหมด)

mementototem's picture

>(ล่าสุดผมไม่สามารถเข้าไปดูลิงค์ของ Slashdot ได้นะครับ ไม่รู้ว่าโดนอำนาจมืดแทรกแซงหรือเปล่า แต่ผมรู้เรื่องนี้ก็จาก Slashdot นี่แหละ)

คิดว่าคงจะโดนแทรกแซงด้วย w3.mict.or.th นะครับ ลิงก์ที่ให้เป็น t.co ซึ่งโดน mict บล็อกไปแล้ว แต่ลิงก์เต็ม ผมยังเข้าได้ครับ (CAT CDMA)

terminus's picture

ผมเข้าไม่ได้เลยทั้งเต็มทั้งย่อ (เน็ต TRUE) ที่ผมใส่ลิงค์ย่อ t.co ก็เพราะผมเข้าลิงค์เต็มไม่ได้นี่แหละ

mementototem's picture

ตอนนี้ของผม CAT ยังเข้าไปอ่านได้แต่รูป + css (น่าจะ js ด้วย) โดนบล็อกไปแล้ว

มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้เนี่ย...

deaw's picture

โดน mict แล้วแน่นอน ลิงก์เต็มก็โดนแล้วครับ cat fiber

pawinpawin's picture

มันก็แพงจริงๆ อ่ะแหละ personal subscription ของ Journal ดังๆ นี่เห็นแล้วหนาวเลยไม่กล้าสมัครใช้ผ่านมหาลัยลูกเดียว

orbitalz's picture

ผมพยายามเลี่ยง SCOPUS ไปใช้ ISI Web of Knowledge มาซักพักแล้วล่ะ

http://gorbital.blogspot.com/

panyarak's picture

SCOPUS กับ ISI WoS มีความแตกต่างกันครับ และมีความเข้าใจผิดกันพอสมควรเหมือนกัน

ด้วยเหตุที่ SCOPUS มีการเชื่อมต่อกับ ScienceDirect ทำให้มีข้อดีหลายประการ และทำให้บางคนหลงเข้าใจผิดไปเลยว่าใน SCOPUS มี fulltext หรือบทความเต็มให้ด้วย

ด้วยความที่ SCOPUS ทำดัชนีของบทความจากวารสารต่างๆ มากกว่า ISI WoS (ซึ่งยังคงผูกกับเงื่อนไขเดิมๆ ของตัวเอง) ทำให้มีความได้เปรียบมากกว่า เพราะสามารถใช้เป็น search engine ด้วยในตัว

สำหรับราคาของวารสารนั้น มีตั้งแต่ราคาไม่แพงประมาณหลักร้อยเหรียญต่อไป ไปจนเป็นหลักหมื่นเหรียญต่อปีครับ เช่น Journal of Chromatography A ราคาปีละ USD17,xxx ครับ และขึ้นราคาอีกปีละ 6-8% ครับ

orbitalz's picture

เข้าใจข้อดีของ SCOPUS ครับ แต่ก็เลือกใช้ SCOPUS เป็นตัวเลือกที่สองเมื่อตัวเลือกแรกไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครับ

http://gorbital.blogspot.com/