นักวิจัยไข้หวัดนก "เว้นวรรค" งานวิจัยสองเดือน

By: terminus
Writer
on Sat, 21/01/2012 - 13:58

ต่อเนื่องจากข่าวเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว "รัฐบาลสหรัฐอเมริกาขอร้องให้นักวิทยาศาสตร์เซ็นเซอร์งานวิจัยไวรัสไข้หวัดนก" ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2012 นักวิจัยที่เกี่ยวข้องรวม 39 คนได้ลงนามร่วมกันใน 'จดหมาย' ว่าจะหยุดงานวิจัยทั้งหมดเกี่ยวกับไข้หวัดนกกลายพันธุ์ที่กำลังเป็นปัญหาชั่วคราว 60 วัน เพื่อให้ชุมชนวิทยาศาสตร์ถกเถียงประเด็นปัญหานี้อย่างรอบด้าน

ย้อนเรื่องราวโดยย่อกันสักนิด

> งานวิจัยต้นตอของปัญหานี้มีสองชิ้นจากทีมนักวิจัยสองทีมจาก Erasmus Medical Center ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และจาก University of Wisconsin ของสหรัฐอเมริกา งานวิจัยทั้งสองส่งไปยังวารสาร Science และ Nature ตามลำดับ

> งานของทั้งสองเป็นการศึกษาไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 นักวิจัยได้ทดลองดัดแปลงพันธุกรรมของไวรัส และพบว่าไวรัสที่ถูกดัดแปลงสามารถแพร่กระจายในสัตว์ทดลองได้ดีขึ้น และดูเหมือนจะเป็นการแพร่ทางอากาศด้วย (ในที่นี้สัตว์ทดลอง คือ ตัวเฟอร์เร็ต ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง)

> National Science Advisory Board for Biosecurity (NSABB) ได้ทำเรื่องแจ้งในลักษณะขอร้อง (แกมบังคับ) ส่งไปยังวารสารให้นักวิทยาศาสตร์ตัดรายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัยไวรัสไข้หวัดนกบางส่วนออก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทดลองไปสร้างอาวุธชีวภาพ

> จนถึงขณะนี้งานวิจัยทั้งสองก็ยังไม่ได้ตีพิมพ์ และก็ไม่มีใครรู้ว่ากองบรรณาธิการของ Nature กับ Science จะเอายังไงต่อไป

ในจดหมายล่าสุด (อ่านจดหมายฉบับเต็มได้จาก Nature หรือ Science) นักวิจัยนำโดย Ron Fouchier ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าของงานวิจัยอันที่ส่งไป Science ได้ยืนยันถึงจุดประสงค์งานวิจัยของพวกเขาว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติและวงการวิทยาศาสตร์ในการหาความรู้เกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดนก H5N1 ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ก็ยอมรับว่าเมื่อมีข่าวกระจายออกไป มันสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นในสาธารณชน นักวิจัยทั้งหมดจึงตัดสินใจขอถอยออกมาชั่วคราวก่อนดีกว่า

ความกลัวของสาธารณชนโดยหลักก็เป็นเรื่องของความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการและข้อมูลการทดลอง คงไม่มีใครกล้ารับประกัน 100% ว่าไวรัสจะไม่หลุดออกมาจากห้องปฏิบัติการ หรือ วิธีการผลิตไวรัสกลายพันธุ์จะไม่มีวันตกไปในมือผู้ก่อการร้าย (แต่งานวิจัยทั้งสองชิ้นก็ทำให้ห้องปฏิบัติการระดับ BSL-3 enhanced ซึ่งมีความปลอดภัยสูงมากๆ โอกาสที่จะมีไวรัสหลุดออกมาแทบเป็นศูนย์)

การยอมถอยของนักวิจัยในครั้งนี้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ให้ดุเดือดขึ้นมาอีกรอบ ประเด็นหลักๆ คือ งานวิจัยลักษณะนี้สมควรคิดทำขึ้นมาตั้งแต่แรกหรือไม่

Richard Ebright แห่ง Rutgers University เห็นว่าจดหมายฉบับนี้เป็นเพียงการประชาสัมพันธ์โฆษณาว่างานของตัวเองทำไปเพื่อประโยชน์และมีความปลอดภัยรัดกุมดีพอ ทั้งหมดก็แค่ให้ความมั่นใจแก่สาธารณชนเท่านั้นโดยไม่ได้พูดถึงปัญหาที่แท้จริงเลย (ถ้าเทียบเป็นบ้านเรา ก็คงต้องเป็นวลียอดฮิต "เอาอยู่ค่ะ"...แล้ววันต่อมาน้ำก็ท่วม)

แต่ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนก็ต้องการเห็นงานวิจัยไข้หวัดนกเดินหน้าต่อไป เพราะยังจำเป็นต้องมีการศึกษาอีกมากว่าเชื้อไวรัส H5N1 จะสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่ และหากติดต่อได้ เราจะต้องเตรียมการรับมืออย่างไร

ยังไม่มีใครตอบได้ว่ามหากาพย์ระดับโลกข้ามปีนี้จะจบลงตรงไหน เราคงได้แต่หวังว่าสุดท้ายความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กับความปลอดภัยสาธารณะจะหาที่ยืนร่วมกันได้อย่างเหมาะสม และ...ที่สำคัญ...หวังว่าจะไม่มีเชื้อโรคกลายพันธุ์หลุดออกมาระบาดแบบในหนัง

ที่มา - Nature, ScienceInsider, NewScientist, PhysOrg, Live Science

5 Comments

specimen's picture

ผมมองในมุมมองของคนทำงาน medical นะ

ถ้าจะใช้ประโยคว่า "ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กับความปลอดภัยสาธารณะ" ก็คงจะไม่ใช่
เพราะการทำการวิจัยครั้งนี้ ทำเพื่อให้มีองค์ความรู้ในกรณีที่มันกลายพันธุ์ และติดต่อทางอากาศ
ทำให้เราได้มีความรู้ ได้ทดลอง ในขณะที่ไม่ได้เกิดภาวะวิกฤติ ไม่มีเวลามาบีบคอ การทดลองครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อสนอง need ของนักวิทยาศาสตร์ ที่จะลองวิชา การทดลองนี้ เป็นการทดลองเพื่อความปลอดภัยของสาธารณะในอนาคตอย่างแท้จริง

ถ้าเรายังคงจำกันได้ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการระบาดเรื่องนึง แล้วก็บอกว่ามียาตัวนึง ที่ใช้ในการรักษาได้ ซึ่งมีผลการวิจัยรองรับน้อยมาก เพราะมันฉุกเฉิน เร่งด่วน ระบาดแล้ว มีอะไรก็ต้องคว้าไว้ก่อน

เมื่อเทียบกับการที่เรามีความรู้ มีการเตรียมตัว มีข้อมูลของระบาดวิทยาที่พร้อมรับมือมัน อันไหนน่าจะดีกว่ากัน

เรื่องการกลายพันธุ์ มันก็สามารถเกิดขึ้นได้เองอยู่แล้วเป็นปกติในไวรัส ไม่มีใครประกันได้ว่า ถ้านักวิทย์กลุ่มนี้ไม่ได้ทำการทดลองแบบนี้ จะไม่เกิดการกลายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ

ถ้าเรามีโอกาสทดลอง ในสภาวะที่ควบคุมได้แบบนี้ น่าจะดีกว่าครับ

แลกเปลี่ยนมุมมองนะครับ ไม่ได้จะขัดแย้งกันแต่ประการใด

terminus's picture

ถ้าถามความเห็นส่วนตัวผมคนเดียว ผมก็เห็นว่างานวิจัยในลักษณะนี้มีประโยชน์นะครับ ไม่ใช่เรื่องที่จะควรมาเป็นปัญหาในลักษณะนี้เลย (เอาแค่ว่าป่านนี้งานยังถูกดองไม่มีวี่แววได้ตีพิมพ์สักที นี่ก็เจ็บปวดมากแล้ว)

ถ้าอ่านข่าวเก่าก็จะเห็นว่างานวิจัยหนึ่งในสองอันนี้ได้เคยถูกนำเสนอในงานประชุมวิชาการนานแล้ว แต่ไม่มีคนสนใจ มันมาเป็นข่าวเพราะสื่อตีข่าวกรณีที่ NSABB ขอให้นักวิจัยเซ็นเซอร์งาน แล้วคนก็เลยตกใจกันไปต่างๆ นานา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนทั่วไปไม่มั่นใจในมาตรฐานและจริยธรรมของนักวิจัย ตรงส่วนนี้แหละครับที่ผมใช้คำว่า "ความปลอดภัยสาธารณะ" แทน ความจริงผมอยากสื่อความหมายถึง "ความเชื่อมั่นของสาธารณะต่อความปลอดภัยของงานวิจัย" มากกว่า บางทีนี่อาจเป็นโอการอันดีที่นักวิจัยจะได้แสดงสิ่งเหล่านี้ออกมาให้ประชาชนคนทั่วไปได้มั่นใจ

hisoft's picture

ห้องปฏิบัติการระดับ BSL-3 enhanced จะเชื่อได้ยังไง ขนาดรวงผึ้งยังกันเชื้อไม่อยู่เลย

The Phantom Thief

jonathan_job's picture

โอ้... เห็นภาพหนัง Contagion มาแต่ไกลเลยอ่ะ H1N1 กลายพันธุ์เป็น MEV-1