สส. สหรัฐฯ กำลังผลักดันร่างกฏหมายยกเลิกการบังคับการเข้าถึงงานวิจัยฟรี

By: lew
Writer
on Thu, 12/01/2012 - 02:02

แนวคิด Open Access เป็นแนวคิดที่ได้รับการสนับสนุนอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้ หน่วยงานรัฐบาลทำโดย NIH (National Institutes of Health) ผู้ให้ทุนวิจัยด้านสุขภาพจำนวนมาก ได้กำหนดว่างานวิจัยทั้งหมดที่ได้รับทุนไป จะต้องตีพิมพ์ในวารสารที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าถึงฟรี เช่น PubMed

แต่ร่างกฏหมายใหม่ที่ชื่อว่า "Research Works Act" กำลังถูกผลักดันเข้าสภาฯ โดยสส. หญิง Carolyn Maloney จากนิวยอร์ค และ Darrell Issa จากแคลิฟอร์เนียร์ โดยตัวกฏหมายห้ามไม่ให้หน่วยงานของรัฐ กำหนดนโยบายที่จะทำให้มีการเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยเป็นวงกว้างโดยไม่ขออนุญาตล่วงหน้า

หากร่างกฏหมายนี้ผ่านจริง กฏของ NIH และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาลที่ทำแบบเดียวกันจะต้องยุติลงทันที ทำให้งานวิจัยจำนวนมากกลับไปสู่วารสารปิดแบบเดิมๆ

บ้านเรามีวารสารแบบ Open Access บ้างรึยัง?

ที่มา - Micheal Eisen

13 Comments

p-joy's picture

ถ้าไม่ได้เข้าใจความหมายของคำว่า Open Access ผิด ของไทยมี
ค่อนข้างเยอะนะครับ เช่นวารสารวิจัยของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็เปิดให้เข้าถึงได้ฟรีหลายแห่งเลยครับ (ถ้าเข้าใจไม่ผิด ก็ทุกมหาวิทยาลัยที่มีวารสารนั่นแหละ)ของ ECTI ก็เข้าถึงได้ฟรี

อนึ่ง บางวารสารของต่างประเทศ ที่มีการเปิดให้เข้าถึงฟรี มีการ review ที่เข้มข้น แต่ถ้าคุณจะตีพิมพ์ต้องเสีย 500 US dollar ก็มี บางทีก็เสียความรู้สึกเหมือนกัน

เคยมี Prof. กลุ่มหนึ่ง (ทั่วโลก) เคยออกมาประท้วงเหมือนกันว่า เสียเงินทำวิจัย เสียเงินตีพิมพ์ ท้ายที่สุดยังต้องมาเสียเงินซื้อวารสารอ่านอีก

lew's picture

โดยส่วนตัวผมไม่มีปัญหากับการจ่ายเงินค่า "ตีพิมพ์" นะครับ ผมมองว่าเป็นค่าจัดการ

แต่ค่า distribute มันไม่ควรมี เพราะเอาเข้าจริงทุกวันนี้ราคาของการ distribute มันถูกมาก แถมดีไม่ดีเปิดเว็บขายพื้นที่โฆษณาจะมีกำไร

p-joy's picture

คืนเงินก้อนนี้(ค่าบริหารจัดการ) อย่างไรซะมันก็ต้องมีผู้จ่ายไงครับ ถ้าตีพิมพ์ไม่ฟรี เจ้าของทุนก็เป็นผู้จ่ายอยู่ดี (เวลาเขียนขอทุนก็จะบวกตรงนี้เข้าไปด้วย) จะบอกว่าเงินตรงนี้นักวิจัยควรจะจ่ายเพื่อให้คนทั่วไปได้อ่านฟรี ? มันก็ไม่น่าจะถูกต้องนัก

ระบบสมาชิกแบบ IEEE น่าจะดีกว่า ค่าสมาชิกในแต่ละสาขาคิดต่อปีค่อนข้างถูก นักวิจัยตีพิมพ์ฟรี เพราะคนที่ตีพิมพ์จะมีชื่อในฐานข้อมูล ปี ๆ หนึ่งต้องรีวิวเปเปอร์รวม ๆ กันเป็นสิบ (ถ้ามาเก็บเงินค่าตีพิมพ์ แล้วค่ารีวิวหล่ะ ไม่เห็นจ่าย) ใครอยากอ่านก็เป็นสมาชิกซะ เหมือนเป็นสมาชิกวารสารปกหนึ่ง (เหมือนสมัครสมาชิก Times รายปี พวกนี้)

เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ (ทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย) ก็บอกรับสมาชิกวารสารต่าง ๆ ในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว คนนอกก็แค่สมัครสามาชิกของห้องสมุดนั้น ๆ ก็สามารถอ่านวารสารนั้น ๆ ได้แล้ว ผมว่าก็แฟร์ดีนะ

lew's picture

ผมมองตามต้นทุนจริงครับ ค่าจัดการในการคัดเลือก ประสานงานอาจารย์ตามม. จัดประชุมบอร์ด ฯลฯ มันเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ มันต้องมีใครสักคนจ่าย ผมมองว่าผู้ตีพิมพ์จ่ายมันก็แฟร์ดี

ผมไม่แน่ใจว่า IEEE เล่นไหนตีพิมพ์ฟรีบ้าง แต่งาน conference ยิบย่อยล้วนมีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ทั้งสิ้น ทาง IEEE เอางานวิจัยพวกนั้นรวมเข้าไปในฐานข้อมูลแล้วเก็บค่าสมาชิก???

อีกอย่างหนึ่ง กรณีนี้คืองานวิจัยที่ได้รับทุนรัฐบาล ไหนๆ งานวิจัยมันใช้เงินภาษีจ่ายแล้ว ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่กว่าเงินค่าตีพิมพ์มากๆ การบอกว่าผลงานตีพิมพ์ควรกลับสู่สังคมมันก็สมเหตุสมผลนะครับ ถ้าวิจัยทุนส่วนตัวแล้วอยากตีพิมพ์อันที่ตีพิมพ์ฟรีแต่ไปเก็บเงินจากค่าสมาชิก คงไม่มีใครมีปัญหาอะไร

p-joy's picture

คือมองอย่าง ย่อหน้าแรกมันก็ถูกครับ แต่จริง ๆ คนตีพิมพ์ ก็คือคนที่ต้องรีวิวแบบฟรี ๆ นั่นเอง งานรีวิวบางทีมันหนักมากนะครับ ลองนึกถึงว่าปีหนึ่ง ๆ เราต้องวิจารณ์งานของคนอื่นประมาณ 10 เรื่อง เป็นงานที่นอกเหนือจากงานประจำดูครับ

ย่อหน้าสอง ไม่เข้าใจประเด็นนะครับ

ย่อหน้าสาม พอพูดถึงภาษี เรามามองมุมนี้ดูไหมครับ สมมติว่าผมได้ทุนวิจัยจากรัฐบาล 200,000 บาท ในนั้นผมเขียนเป็นค่าตีพิมพ์เปเปอร์ 20,000 บาท งานวิจัยผมเป็นงานวิจัยพื้นฐาน เต็มไปด้วยสมการคณิตศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงมาก ๆ เช่นทฤษฎีจุดตรึง ผมตีพิมพ์ในวารสาร online ที่สามารถเข้าถึงได้ฟรีฉบับหนึ่ง มี IF 0.07 และเสียเงินสองหมื่นบาท จะเห็นได้ว่า นอกจากวารสารนี้จะมีคนเข้าถึงน้อย ความน่าเชื่อถือของวารสารก็น้อย เนื้อหาที่คนจะเข้าถึงก็มีน้อย คุ้มไหมครับกับเงินภาษีที่จะต้องเสีย 20,000 บาท เด็ก ๆ ไปเลือกหัวข้อวิจัยจากวารสารเหล่านี้อาจจะโดนไล่กลับไปหาใหม่

เทียบกับ เราขอเงินวิจัยแค่ 180,000 บาท ได้ตีพิมพ์ในวารสารระดับกลางของ IEEE มี IF 1.68 ตีพิมพ์ฟรี ประเทศไทยเสียค่าสมาชิกรายปีรายบุคคล ไม่น่าจะเกิน 3,000 บาท ต่อปี ได้วารสารมา 4 เล่ม อ่านได้ทั้งห้อง Lab คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกห้อง Lab สามารถเข้าถึงจากห้องสมุดได้ (กรณีที่แย่ที่สุดคือ เสียเวลา, ค่าเดินทาง และค่าถ่ายเอกสาร) มีคนทั่วโลกที่เป็นสมาชิกห้องสมุดเข้าถึงได้ น่าจะมีผลต่อสังคมมากกว่าแบบแรก (ปล. เงินประมาณนี้คืองานวิจัยที่ระยะเวลาประมาณ 1 ปีครับ)

ในกรณีหลัง วารสารมีรูปแบบของรายได้แน่นอน มีการแข่งขันและปรับปรุงคุณภาพ ไม่ต้องมารอรับเงินบริจาค หรือทำได้ซักห้าปีก็เลิกกิจการ หลัง ๆ อาจจะเก็บค่าตีพิมพ์ก็ได้ เพราะมันคุ้ม ตีพิมพ์แล้วมีคนอ่านเยอะ ประวัติการวิจัยดี

บางทีงานวิจัยที่ขอทุนรัฐบาลมา ได้ผลงานระดับสูง แต่ต้องไปลงในวารสารที่มี IF น้อย ๆ ไม่มีคนระดับหัวกะทิอ่าน เพราะถูกบังคับ ผมว่ามันก็แปลก ๆ อยู่นะ

lew's picture
  1. ทุกวันนี้วารสารมีรายได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจ่ายเงินค่ารีวิวนี่ครับ ได้เงินมาก็เป็นค่าจัดการเหมือนกัน
  2. แม้แต่ฐานข้อมูลของ IEEE เอง ก็ไม่ได้หมายความว่าทุก Paper ในนั้นคนเขียนจะไม่เสียเงินครับ มันมีค่าใช้จ่ายของการได้เอา paper ไปลงอยู่ดี ไม่ว่าจะเก็บค่าอ่านหรือไม่
  3. ในความเป็นจริง การเก็บค่าเข้าถึงคือการฐานข้อมูลทั้งหมด ที่มหาวิทยาลัยต้องจ่ายเหมาให้กับคนทั้งหน่วยงาน มันไม่ใช่ 3,000 บาทต่อห้องแลปแน่ๆ หรือห้องแลปของคุณสามารถอยู่ได้ด้วยวารสารฉบับเดียว??? รัฐบาลต้องจ่ายเงินค่าสมาชิก "ฐานข้อมูล" เหล่านี้จำนวนมาก เพื่อให้นักวิจัยของตัวเองสามารถเข้าถึงงานวิจัย???

ผมพูดถึงฐานข้อมูลครับ ใครอยากได้เป็นเล่มๆ ก็สมัครสมาชิก มีค่าพิมพ์ไป ผมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แม้แต่วารสารที่บอกว่าเข้าถึงได้เหล่านี้ ถ้าสมัครเป็นรูปเล่มก็คงเสียค่าใช้จ่ายอยู่ดี

อย่างที่บอกครับ ว่าถ้าไม่รับทุน ผมว่าก็ไม่มีปัญหาอะไร สามารถเลือกได้ตามใจชอบ ถ้าบทความมันดี แล้วมัน Open Access ผมมองว่า citation ของตัวบทความเองจะยิ่งสูงโดยไม่ต้องพึ่ง IF ของตัววารสารด้วยซ้ำ

p-joy's picture
  1. ไม่เคยมีปัญหากับเรื่องนี้เช่นกันครับ รีวิวฟรีมาหลายสิบฉบับแล้วครับ
  2. การมีค่าใช้จ่าย ไม่มีใครมีปัญหานี่ครับ
  3. ต้องลองไปนับดูนะครับว่า รัฐบาลจ่ายเงินให้ IEEE ปีละเท่าไหร่ สำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐ ในมหาวิทยาลัยที่เข้าถึงได้ก็เข้าถึงฐานข้อมูลได้แล้ว ถ้าลองนับจำนวนคนที่เข้าถึงได้กับเงินที่รัฐบาลจ่ายให้ IEEE นั้น ถือว่าถูกมาก ๆ แค่ INSPEC ฐานข้อมูลเดียวก็มีวารสารให้ค้นได้จำนวนมากแล้วครับ

มหาวิทยาลัยมีคนหลายพันนะครับ จ่ายค่าบริการฐานข้อมูลปีละสิบล้านหารออกมาน้อยกว่า 3000 บาทต่อคน แน่ ๆ ครับ และไม่มีใครอยากได้เป็นเล่มหรอกครับ รกห้อง การสมัครสมาชิกนอกจากได้ Hard copy แล้ว ก็ยังเข้าถึงวารสารนั้น ๆ ผ่านฐานข้อมูลได้ครับ (อาจจะจำกัดจำนวนต่อเดือน)

ย่อหน้าสุดท้าย ไม่จริงนะครับ ถ้างั้นไม่ต้องตีพิมพ์ผ่านวารสาร แปะไว้บนเว็บส่วนตัวไม่ดีกว่าหรือครับ ถ้าบทความมันดีจริง ไม่ต้องรีวิวก็ได้ คน cite เขาก็อ้างจาก url ได้อยู่แล้ว

ความเห็นผมคือระบบที่ไม่บังคับ รับเงินไปแล้วจะไปตีพิมพ์ที่ไหนก็น่าจะเป็นเรื่องของคนทำวิจัยนะครับ ผมมีปัญหากับการบังคับแน่ ๆ ครับ ทำไมต้องมาบังคับให้ Open Access ?

lew's picture

ผมไม่มีปัญหาถ้าจะมี "เอกชน" ตั้งกองทุนที่ไม่บังคับนะครับ แต่สำหรับแนวคิดการเอาเงิน "ภาษี" มาใช้งาน มันต้องตั้งคำถามว่าประชาชนทั่วไปจะได้อะไรจากการลงทุนเหล่านั้นของรัฐ เป็นการตั้งคำถามในระดับนโยบายรัฐ ถึงจุดหนึ่งอาจจะมีเอกชนไม่เห็นด้วย ก็ตั้งมูลนิธิขึ้นมากัน ใส่เงินลงไป แล้วตั้งกติกาตามที่เชื่อกันได้ คนที่ไม่ชอบใจกติกาของรัฐบาลก็เลือกจะไม่ขอทุนกับรัฐ เรื่องแบบนี้ไม่ควรถูกห้ามแต่อย่างใด

อย่างกรณีในสหรัฐฯ การรับทุนจากรัฐบาลกลางก็เป็นคนละเรื่องกับการรับทุนจากมหาวิทยาลัย บางมหาวิทยาลัยบังคับ Open Access บางมหาวิทยาลัยไม่บังคับ ก็ทำได้อิสระ

แนวคิดเรื่องความรู้ภาครัฐ (จัดทำขึ้นโดยเงินภาษี) ต้องกลับสู่สาธารณะนี่มีมาก่อนหน้านี้แล้ว งานสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นด้วยเงินภาษีในสหรัฐฯ ก็มีการบังคับว่าต้องเปิดเป็น public domain ภายใต้บางเงื่อนไข กับงานวิจัยที่ใช้เงินมากกว่านั้นหลายเท่า ในแง่ของการรับผิดชอบต่อเงินภาษี ผมนึกไม่ออกว่างานวิจัยที่ใช้เงินมากกว่าโปสเตอร์ หรือแผ่นพับต่างๆ มากมายจะมีอภิสิทธิ์อะไรเหนืองานเหล่านั้น คุณอาจจะบอกได้ว่าการบังคับเช่นนี้ทำให้รัฐต้องซื้องานสร้างสรรค์เป็นสิทธิขาด ทำให้ไม่สามารถซื้องานสร้างสรรค์คุณภาพสูงที่คนทำไม่อยากขายขาดได้ แต่นั้นก็เป็นเพราะรัฐบาลต้องตอบสาธารณะว่าเอาเงินลงไปแล้วจะได้อะไร

เรื่องคุณภาพ ถ้ามีค่าใช้จ่ายในการจัดการพอ มีบทความไปลงมากพอ มันก็สร้างวารสารที่ดีขึ้นมาได้เหมือนกัน มันผ่านกระบวนการ peer review โดยกรรมการ (ที่เปิดเผยรายชื่อ) คงไม่เหมือนกับแปะในเว็บตัวเองแน่ๆ ครับ

p-joy's picture

เอาย่อหน้าแรกนะครับ
ตอบแบบนี้แล้วกัน
ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยของรัฐ ประชาชนทั่วไปได้อะไรจากการลงทุนของรัฐเหล่านั้นครับ เพราะจะเข้าเรียนได้ก็ต้องสอบแข่งขัน นักศึกษาเหล่านี้เคยถูกบังคับให้ทำงานเฉพาะของหน่วยงานรัฐบาลหรือไม่ ก็เปล่า แต่ประชาชนทั่วไปได้อะไรครับ

ย่อหน้าที่สาม ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็น ขอข้ามไป

ย่อหน้าสุดท้าย
1. ตามประสบการณ์จริง ยังไม่เคยเห็นที่ไหนเปิดเผยรายชื่อคนรีวิวให้เจ้าของเปเปอร์รู้แบบชัดเจนนะครับ แค่มีสรุปรวมรายปีเท่านั้น ในทางกลับกัน บางกลุ่มเรื่องการเปิดเผยชื่อผู้แต่งให้คนรีวิวรู้นั้นเป็นเรื่องปกติที่ทำกันมานานแล้วครับ
2. เคยเข้าเว็บ ECTI ไปอ่านวารสารของเขาบ้างไหม
3. "เรื่องคุณภาพ ถ้ามีค่าใช้จ่ายในการจัดการพอ มีบทความไปลงมากพอ มันก็สร้างวารสารที่ดีขึ้นมาได้เหมือนกัน มันผ่านกระบวนการ peer review โดยกรรมการ" อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง และไม่เคยไม่เห็นด้วย แต่ที่ไม่เห็นด้วยคือ "บทความดีจริง ลงที่ไหนก็ได้" จำกรณีของกลศาสตร์ควอนตัมได้ไหม ที่มีแนวคิดหนึ่ง ไปตีพิมพ์ในวารสารที่ไม่ดัง คนอ่านจำนวนน้อย งานนั้นเลยได้รับความสนใจน้อยมากกว่าคุณค่าของงานที่ควรจะได้รับ

lew's picture

แม้แต่ของรัฐด้วยกันเอง ก็มีเงื่อนไขต่างกันได้นี่ครับ?? กรณี NIH บังคับ กองทุนอื่นของรัฐไม่บังคับ ก็ไม่มีปัญหาอะไร กฏหมายในข่าวมัน "ห้ามออกกฏบังคับ"

ถ้าจะเทียบกับเรื่องการศึกษา หมอทุกวันนี้ก็ถูกบังคับให้ใช้ทุน ทั้งๆ คณะอื่นๆ ก็ใช้เงินภาษีเหมือนกัน

panyarak's picture

คำว่า Open Access Mandate ไม่ได้หมายความว่า ต้องบังคับให้ไปตีพิมพ์ในวารสารใดวารสารหนึ่งครับ นักวิจัยยังมีสิทธิในการเลือกตีพิมพ์ในวารสารที่ตัวเองชอบได้ครับ แต่หากตีพิมพ์ในวารสารที่เป็น Open Access และมีค่าใช้จ่าย แหล่งทุนควรจะ Cover ให้

กรณีที่ตีพิมพ์ในวารสารที่ไม่ใช่ Open Access ต้องเลือกวารสารที่ยอมรับเงื่อนไขว่า หลังจากตีพิมพ์ไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง(โดยปกติ 1 ปี) ต้องยอมให้บทความจากงานวิจัยนั้นเผยแพร่ได้อย่างเสรี เช่น เผยแพร่ในคลังปัญญาของสถานบัน(Institutional Repostitory) หรือบน website ของนักวิจัยเอง เป็นต้น

panyarak's picture
IF อาจจะเป็นตัวชี้วัดที่นักวิจัยบางคนหลงใหล และผมเชื่อว่า มันมีประโยชน์มากในสมัยที่ online ยังไม่ค่อยแพร่หลาย และ search engine ยังไม่มีความสามารถมากเท่าทุกวันนี้ แต่ปัจจุบัน บทความจะได้รับการอ่านหรือไม่ IF เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในนั้นครับ สิ่งที่สำคัญ คือ บทความนั้นได้รับการ index อย่างถูกต้อง และค้นพบโดย search engine หรือเรียกให้ทันสมัยมากขึ้นก็คือ Discovery Tools หรือไม่ อยากให้อ่านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ IF จากหลายๆ แหล่งบ้าง เช่น Gaming the Impact Factor Puts Journal In Time-out http://scholarlykitchen.sspnet.org/2011/10/17/gaming-the-impact-factor-p... A Tale of Self-Plagiarism — A Critic of Publishers Proves a Prostitute Is As a Prostitute Does http://scholarlykitchen.sspnet.org/2011/09/14/a-tale-of-self-plagiarism-...
mementototem's picture

"ห้ามไม่ได้หน่วยงานของรัฐ" -> "ห้ามไม่ให้หน่วยงานของรัฐ"?