รัฐบาลสหรัฐอเมริกา "ขอร้อง" ให้นักวิทยาศาสตร์เซ็นเซอร์งานวิจัยไวรัสไข้หวัดนก

By: terminus
Writer
on Thu, 22/12/2011 - 22:25

เมื่อวันพุธที่ 21 ธันวาคม 2011 ที่ผ่านมา สำนักข่าวในสหรัฐอเมริกาตื่นเต้นกันใหญ่เมื่อมีการเปิดเผยว่า National Science Advisory Board for Biosecurity (NSABB) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหรัฐอเมริกา ทำเรื่องแจ้งในลักษณะขอร้อง (แกมบังคับ) ส่งไปยังวารสารวิชาการชื่อดังให้นักวิทยาศาสตร์ตัดรายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัยไวรัสไข้หวัดนกบางส่วนออก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทดลองไปสร้างอาวุธชีวภาพ

งานวิจัยต้นตอของปัญหานี้มีสองชิ้นจากทีมนักวิจัยสองทีม ทีมแรกนำโดย Ron Fouchier แห่ง Erasmus Medical Center ในประเทศเนเธอร์แลนด์ อีกทีมนำโดย Yoshihiro Kawaoka แห่ง University of Wisconsin ของสหรัฐอเมริกา งานวิจัยของ Ron Fouchier ส่งไปยังวารสาร Science ส่วนงานของ Yoshihiro Kawaoka ส่งไป Nature

งานของทั้งสองเป็นการศึกษาไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ที่เคยระบาดเป็นข่าวโด่งดังในปี 1997 นักวิจัยได้ทดลองดัดแปลงพันธุกรรมของไวรัส และพบว่าไวรัสที่ถูกดัดแปลงสามารถแพร่กระจายในสัตว์ทดลองได้ดีขึ้น และดูเหมือนจะเป็นการแพร่ทางอากาศด้วย (ในที่นี้สัตว์ทดลอง คือ ตัวเฟอร์เร็ต ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อในเฟอร์เร็ตได้ส่วนใหญ่ก็จะติดต่อในมนุษย์ได้) ตอนนี้ยังไม่มีนักข่าวของสำนักไหนเห็นตัวบทความงานวิจัยฉบับเต็ม แม้แต่นักข่าวของ Nature และ Science ก็ไม่สามารถเข้าถึงต้นร่างบทความวิจัยทั้งสองอันที่ส่งมาได้

เชื้อไวรัส H5N1 ทำให้เกิดโรคที่มีอาการรุนแรงในมนุษย์และมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก แต่เชื้อที่ติดเข้าร่างกายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมักจะกระจุกตัวอยู่ด้านล่างของหลอดลมทำให้มันกระจายตัวผ่านทางอากาศ (การไอ การจาม) ได้น้อย ดังนั้นเราจึงควบคุมการแพร่เชื้อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและมนุษย์ได้ง่าย

หากเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ในงานวิจัยนี้สามารถกระจายตัวผ่านทางอากาศได้ดีและยังมีความสามารถในการคร่าชีวิตคนได้สูงเหมือนเดิม ความกังวลของ NSABB ก็ดูมีเหตุผลที่น่ารับฟังได้

แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ NSABB ทันที เนื่องจากพวกเขาเห็นว่ามันเป็นการสร้างมาตรฐานสะกัดกั้นข้อมูลและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การปิดกั้นข้อมูลแบบนี้อาจมีผลกระทบต่อวงการวิทยาศาสตร์ในระยะยาวได้ (ผมเดาว่าส่วนที่ NSABB ขอร้องให้นักวิจัยและบรรณาธิการของวารสารเลือกตัดออกน่าจะได้แก่ วิธีการทดลอง, วัสดุอุปกรณ์, และข้อมูลผลการทดลองบางจุด เรื่องนี้คนวงนอกอย่างเราก็คงได้แต่เดากันไป)

นักไวรัสวิทยาบางคน เช่น Richard Ebright แห่ง Rutgers University บอกว่ามันสายไปแล้วด้วยซ้ำ กว่างานวิจัยจะเสร็จและส่งต้นร่างบทความเข้าตีพิมพ์ลงวารสาร ประเด็นในงานวิจัยก็ต้องถูกเสนอให้นักวิทยาศาสตร์คนอื่นเข้ามาถกเถียงกันเป็นวงกว้างในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศก่อนแล้ว เช่น งานวิจัยของทีม Ron Fouchier ได้เคยถูกนำเสนอในงานประชุมวิชาการตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา (ข่าวจาก New Scientist)

อีกเรื่องที่ต้องกังวล คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างนักวิจัย เป็นเรื่องปกติมากที่นักวิจัยจะให้ข้อมูลงานวิจัยตัวเองกับนักวิจัยคนอื่นหากมีการร้องขอ (ผมเองยังเคยส่งอีเมล์ไปขอบทความงานวิจัยจากนักวิจัยเจ้าของงานเลย -งานอื่นนะ ไม่ใช่งานนี้- และนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็ใจดีส่งมาให้ด้วย)

ขณะนี้ดูเหมือนว่าทางออกที่ดีที่สุดคือ นักวิจัยทั้งสองทีมและวารสารทั้งสองตกลงยอมทำตามคำขอร้องของ NSABB และกำหนดเงื่อนไขเปิดรายละเอียดของงานวิจัยแบบที่ไม่มีการปกปิดให้กับสถาบันวิจัยที่มีห้องปฏิบัติการระดับ BSL-3 หรือ BSL-4 เท่านั้น (งานวิจัยทั้งสองเองก็ทำการทดลองในห้องปฏิบัติการระดับ BSL-3 enhanced)

BSL หรือ Biosafety Level เป็นระดับความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการที่ใช้ทำการทดลองกับเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค แบ่งออกเป็นระดับ 1-4 โดยระดับ BSL-4 คือระดับความปลอดภัยสูงสุด ห้องปฏิบัติการที่มีระดับความปลอดภัยเกิน BSL-3 ขึ้นไปนั้นมีเพียงไม่กี่สิบแห่งทั่วโลก (รายชื่อสถาบันวิจัยที่มีห้องปฏิบัติการระดับ BSL-3 และ BSL-4)

อย่างไรก็ตาม การให้ความเชื่อมั่นกับระดับ BSL ก็ไม่ได้รับประกันอะไร 100% หลายปีก่อนก็เคยพบว่านักวิจัยในประเทศจีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ ติดเชื้อ SARS จากการทำงานในห้องปฏิบัติการ

แน่นอนว่านักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองไม่ได้มีจุดประสงค์อยากให้ใครเอางานวิจัยตัวเองไปทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์หาทางป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกได้ดียิ่งขึ้นหากเชื้อมีการกลายพันธุ์ขึ้นมาตามธรรมชาติ แต่ถ้าเรื่องราวลุกลามใหญ่โตขึ้นมาขนาดนี้แล้ว สงสัยว่าอุดมการณ์วิทยาศาสตร์กับความมั่นคงสาธารณะก็คงต้องเจอกันครึ่งทาง

ที่มา - Nature News, ScienceNews, The Telegraph, PhysOrg, Science Magazine

7 Comments

lancaster's picture

งานนี้เห็นด้วยครึ่งๆแฮะ คงดูรายละเอียดจริงๆอีกทีว่าขอให้ censor อะไรบ้าง

hisoft's picture

+1 ลังเลที่จะเชียร์ทั้งสองฝ่าย ต้องขอดูรายละเอียดก่อนครับ

The Phantom Thief

MN's picture

ไม่รู้ว่าติดง่ายขึ้นแล้วความรุนแรง(อัตราป่วยตาย)เป็นอย่างไร ลดลงบ้างหรือเปล่า

hisoft's picture
  • สะกัดกั้น

สกัด รึเปล่าครับ?

แต่ถ้าลอยมาตามลม หายใจรดกันแล้วติดนี่จะน่ากลัวมากมาย คงพอ ๆ กับเชื้อซอมบี้เลยเชียว

The Phantom Thief

mementototem's picture

เชื้อซอมบี้ นึกว่าต้องกัดให้เป็นแผลก่อนซะอีก

hisoft's picture

มันน่ากลัวตรงต้องกักกันคนที่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นหรือไม่ด้วยคล้าย ๆ กันไงครับ XD แต่อย่างมากก็คงเป็นแบบไข้หวัดมรณะมั้ง

The Phantom Thief

altimate's picture

ข่าวต่อมา "นักวิจัยไข้หวัดนกหายตัวลึกลับ คาดถูกผู้ก่อการร้ายลักพาตัว"