โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด!?!? ฟุกุชิมาจะเป็น Chernobyl รอบสองหรือไม่?

By: terminus
Writer
on Sun, 13/03/2011 - 14:36

หลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวขนาด 8.9-9.0 ตามมาตราริกเตอร์ (Sendai Earthquake) ตามด้วยคลื่นสึนามิซัดเข้าชายฝั่งประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 11 มีนาคม 2011 หลายฝ่ายต่างพุ่งความตระหนกไปที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายโรงที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว

จนเมื่อเวลาประมาณ 15:36 น. ของวันที่ 12 มีนาคม 2011 ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น มีรายงานว่าเกิดเสียงระเบิดที่บริเวณเตาปฏิกรณ์ที่ 1 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมาโรงที่ 1 (Fukushima Daiichi Plant) ตามมาด้วยภาพฝุ่นควันพวยพุ่งและกำแพงที่ถล่มลงมาทั้งด้าน ประกอบกับข่าวรายงานการตรวจพบกัมมันตรังสีและสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลทำให้ทั่วโลกวิตกกังวลว่าฟุกุชิมาจะเป็น Chernobyl รอบสองหรือไม่

เรื่องนี้มีหลายประเด็นที่ต้องพูดกัน

อย่างแรก คือ เรื่องการระเบิดที่เกิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม

แทบจะในทันทีที่เกิดแผ่นดินไหว Tokyo Electric Power Company (TEPCO) ได้สั่งหยุดเครื่องเตาปฏิกรณ์ของทั้งสองโรงไฟฟ้าในฟุกุชิมาทุกเตา ซึ่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน เนื่องจากเป็นจุดที่ใกล้กับศูนย์กลางของแผ่นดินไหวมากเกินกว่าจะเสี่ยงเดินเครื่องต่อไปได้ (เรื่องการสั่งหยุดเครื่องอย่างไรนี่ ผมยังไม่แน่ใจนัก อาจจะเป็นมนุษย์ควบคุมหรือเป็นระบบอัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติภัยก็ได้)

การหยุดเครื่องเตาปฏิกรณ์ที่เป็นแบบ boiling water reactor (BWR) นั้นทำได้โดยการจุ่มแท่งควบคุม (control rod) ลงไปในเตาปฏิกรณ์ แท่งควบคุมนี้จะทำหน้าที่กันไม่ให้นิวตรอนจากแท่งเชื้อเพลิงแท่งหนึ่งวิ่งไปชนแท่งเชื้อเพลิงอีกแท่ง เป็นการลดอัตราการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ เมื่อดันแท่งควบคุมลงไปเต็มที่ นิวตรอนที่วิ่งไปวิ่งมาระหว่างแท่งเชื้อเพลิงก็จะถูกดูดซับไว้แทบทั้งหมด

ปัญหาที่ตามมาจากการหยุดเครื่องเตาปฏิกรณ์ คือ ความร้อนที่สะสมในเตาปฏิกรณ์ เนื่องจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ในแท่งเชื้อเพลิงยังไม่หยุดสนิทเสียทีเดียว เพราะในแต่ละแท่งยังมีนิวตรอนพอที่จะทำให้นิวเคลียสของยูเรเนียมหรือธาตุเชื้อเพลิงอื่นๆ สลายตัวไปได้อีกระยะ (เมื่อสับสวิตช์หยุดเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ แท่งเชื้อเพลิงจะยังผลิตความร้อนออกมาประมาณ 6% ของความร้อนที่ผลิตได้ขณะเดินเครื่องเต็มที่) ในขณะทำงาน เตาปฏิกรณ์ระบบ BWR จะมีปั๊มน้ำดึงน้ำเย็นเข้ามาหล่อเลี้ยงแท่งเชื้อเพลิงตลอดเวลา (ไอน้ำที่เกิดจากการระเหยของน้ำหล่อเย็นในเตาปฏิกรณ์ก็จะถูกส่งผ่านท่อมาใช้ปั่นกังหันเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้านั้นเอง -- ดูภาพประกอบได้จาก Infographic ของ Live Science ท้ายข่าว) ดังนั้นเมื่อสั่งเครื่องหยุดทำงานในสถานการณ์ธรรมดา เครื่องปั๊มน้ำก็จะยังต้องปั๊มน้ำเย็นเข้ามาระบายความร้อนอย่างต่อเนื่องจนกว่าปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันจะหยุดและแกนแท่งเชื้อเพลิงจะเย็นลง

แต่ในกรณีที่ฟุกุชิมานั้น มันคือสิ่งที่เรียกว่า "Station Blackout" จัดเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พอเครื่องปั่นไฟฟ้าหลักของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หยุดทำงาน แทนที่ระบบปั๊มน้ำพลังงานสำรองจะใช้งานได้ตามปกติ Aftershocks จากแผ่นดินไหวและสึนามิดันไปสร้างความเสียหายแก่ระบบไฟฟ้าสำรองและระบบควบคุมปั๊มน้ำ เตาปฏิกรณ์จึงขาดน้ำเย็นเข้าไปหล่อเลี้ยง ทำให้เกิดความร้อนสะสมเกินระดับที่กำหนด ความร้อนสะสมนี้ทำให้น้ำที่อยู่ในเตาปฏิกรณ์ระเหยเป็นไอ ซึ่งถ้าหากปล่อยไปเรื่อยๆ ไอน้ำกับความร้อนจะทำให้แท่งเชื้อเพลิงหลอมละลาย หรือไม่ก็อีกกรณี ความดันภายในจะพุ่งสูงจนอัดให้เตาปฏิกรณ์ระเบิด "ตู้มมมมมมม!" (ความเป็นไปได้ในกรณีหลังน้อยกว่ากรณีแรกมาก เพราะมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่นมีเกณฑ์อยู่ในระดับชั้นนำของโลก ประกอบกับการออกแบบโครงสร้างซึ่งใส่ใจเรื่องความปลอดภัยมาแล้วตั้งแต่ต้น แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจะเคยคัดค้านการออกแบบของเตาปฏิกรณ์ Mark 1 ก็ตาม)

TEPCO แก้ปัญหานี้โดยเอาเครื่องปั๊มดีเซลมาปั๊มน้ำเข้าไปแทนชั่วคราวจนกว่าปฏิกิริยาทั้งหมดจะดับลง แต่ด้วยไม่รู้สาเหตุอะไร เครื่องปั๊มดีเซลทำงานได้เพียงประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เลยต้องพึ่งพลังงานสำรองจากแบตเตอรี่ซึ่งก็ซื้อเวลาได้อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง

แต่ว่าเครื่องปั๊มน้ำไม่สามารถแก้ปัญหาความดันที่เกิดจากไอน้ำในเตาปฏิกรณ์ได้ เมื่อหมดปัญญากับการพึ่งเครื่องปั๊มน้ำอย่างเดียวแล้ว TEPCO จึงดึงแผนสำรองที่สองออกมาใช้ นั่นคือการเปิดวาล์วปล่อยไอน้ำบางส่วนออกมาจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อลดความดันในเตา ไอน้ำเหล่านี้มีการปนเปื้อนกัมมันตรังสีอยู่เล็กน้อย ส่วนใหญ่เกิดจากไอโซโทปของไนโตรเจน-16 ซึ่งนี่เองเป็นสาเหตุว่าทำไมเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ก่อนการระเบิด จึงมีรายงานข่าวว่าพบปริมาณกัมมันตรังสีรอบๆ เตาปฏิกรณ์สูงกว่าระดับปกติถึง 1,000 เท่า นักวิทยาศาสตร์และทาง TEPCO ยืนยันว่าไอโซโทปเหล่านี้มีอายุสั้น ดังนั้นมันจะไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

  • Update 14-03-2011 15:53
    ที่ต้องใช้เครื่องปั๊มน้ำกันยุ่งยากขนาดนี้ เพราะห้องควบคุมสวิตช์ปั๊มน้ำของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาอยู่ชั้นใต้ดิน พอสึนามิซัดเข้ามา ห้องควบคุมสวิตช์เลยโดนน้ำท่วมใช้การไม่ได้ แถมยังหน้าปัดวัดระดับน้ำในเตาปฏิกรณ์ยังดูเหมือนจะรายงานค่าระดับน้ำผิดพลาดด้วย (สาเหตุยังอยู่ในระหว่างการสืบสวน) ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องค่อยๆ เปิดวาล์วระบายความดันพร้อมกับปั๊มน้ำเย็นเข้าไปเพิ่มเป็นระยะๆ - ที่มา New York Times

ทุกอย่างดูดี แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่ออกมาพร้อมๆ กับไอน้ำ คือ ตัวการของการระเบิดที่เป่าหลังคาอาคารเตาปฏิกรณ์ซะจนกระจุย

ไฮโดรเจน นั่นเอง

ไฮโดรเจนมาจากไหน? และเกี่ยวอะไรด้วย?

โดยคร่าวๆ แท่งเชื้อเพลิงของเตาปฏิกรณ์ปรมาณูแบบ BWR คือ ยูเรเนียมหุ้มด้วยโลหะ zirconium หลอมเป็นแท่งทรงกระบอก ซึ่งถ้าจุ่มอยู่ในน้ำเหลวๆ ตามปกติอย่างที่มันควรเป็นก็จะไม่มีปัญหาอย่างใด แต่ในกรณีของเมื่อวานนั้น คาดการณ์กันว่าน้ำในเตาปฏิกรณ์คงระเหยไปเป็นไอมากจนทำให้แท่งเชื้อเพลิงบางส่วนโผล่ขึ้นพ้นระดับน้ำ ประกอบกับอุณหภูมิที่สูงมากเกิน 1,500 องศาเซลเซียส ทำให้ zirconium ที่หุ้มแท่งเชื้อเพลิงทำปฏิกิริยากับไอน้ำอย่างรวดเร็ว เกิดเป็น zirconium oxide (จะเรียกว่าเป็นสนิมของ zirconium ก็ได้) และไฮโดรเจน

ไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่ติดไฟในอากาศที่มีออกซิเจนได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ตอนที่มันยังอยู่ในเตาปฏิกรณ์ มันก็ไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก เพราะในเตาปฏิกรณ์ไม่มีออกซิเจนมากพอจะทำให้เกิดการติดไฟได้ แต่เมื่อ TEPCO เปิดวาล์วปล่อยไอน้ำออกมาเท่านั้นแหละ ไฮโดรเจนซึ่งเป็นก๊าซที่เบากว่าไอน้ำก็ออกมาด้วย (จริงๆ ต้องพูดว่ามันวิ่งนำหน้าออกมาด้วยซ้ำ)

พนักงานในโรงไฟฟ้าก็คงคาดไม่ถึงด้วยว่าจะมีไฮโดรเจนออกมามากขนาดจนจุดระเบิดได้ จึงไม่ได้เตรียมการป้องกัน เมื่อไฮโดรเจนที่สะสมจนพอเหมาะเจอกับออกซิเจนในอากาศและประกายไฟอีกเล็กน้อย เราก็ได้ภาพอย่างที่เห็นกัน "ระเบิดขนาดย่อมๆ" นั่นเอง

From BBC News

จากการรายงานของ TEPCO และทางการญี่ปุ่น การระเบิดที่เกิดจากก๊าซไฮโดรเจนกระทบเพียงโครงสร้างอาคารและกำแพงที่เป็นปูนซีเมนต์เท่านั้น ส่วนโลหะที่ครอบเตาปฏิกรณ์ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด แม้ภาพที่ออกมาจะดูรุนแรงไปสักหน่อยก็ตาม (แค่กำแพงหายไปหนึ่งแถบเอง) แท่งเชื้อเพลิงยังคงสบายดีอยู่ในเตาปฏิกรณ์ ไม่มีหลุดออกมาวิ่งเล่นข้างนอก

  • UPDATE 16-03-2011 12.:50
    การเกิดเพลิงไหม้ที่เตาปฏิกรณ์ที่ 4 ของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาโรงที่ 1 ในวันที่ 15 มีนาคม 2011 แตกต่างจากการระเบิดที่เตาที่ 1, 2 และ 3 เพราะอุบัติเหตุของทั้งสามเตาที่ผ่านมาเกิดจากไฮโดรเจน แต่อันที่เกิดกับเตาที่ 4 นั้นเกิดจากปัญหาระดับน้ำหล่อเย็นในบ่อเก็บแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ว

อย่างที่สอง คือ ความกังวลเกี่ยวกับเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ยังร้อนจัดอยู่ในเตาปฏิกรณ์

นอกจากในช่วงเวลาก่อนและหลังระเบิดจะมีการตรวจพบกัมมันตรังสีรั่วออกมาแล้ว ยังมีของแถมอีกอย่าง นั่นคือ ไอโซโทปกัมมันตรังสีของ cesium ซึ่งตัวนี้แหละที่สร้างความตระหนกตกใจให้กับนักวิทยาศาสตร์พอสมควร

กรณีของ cesium นี้มีนัยยะอันตรายกว่าการระเบิดของก๊าซไฮโดรเจนด้วยซ้ำ เนื่องจากมันเป็นสัญญาณว่ามีอะไรผิดปกติกับแท่งเชื้อเพลิงแล้ว cesium และไอโซโทปธาตุกัมมันตรังสีอื่นๆ เช่น ไอโอดีน คือสิ่งที่เรียกว่า fission fragment ซึ่งได้จากการสลายตัวของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน ตามปกติมันควรจะถูกกักอยู่ในแท่งเชื้อเพลิง การที่พบ cesium หลุดออกมาอยู่ข้างนอกเตาปฏิกรณ์จึงสามารถแปลผลได้ว่าครอบแท่งเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์เกิดการรั่วแล้ว นักวิทยาศาสตร์คาดกันว่าน่าจะเป็นเพราะแท่งเชื้อเพลิงโผล่พ้นน้ำนานเกินไป จนทำให้ zirconium ที่หุ้มแท่งอยู่ทำปฏิกิริยากับไอน้ำแล้วหลุดลอกออกไปบางส่วน ตอนนี้ทาง TEPCO ยังไม่เผยรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

แม้ TEPCO จะไม่บอกอะไรมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญก็คาดกันว่าแท่งเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์ที่ 1 และ 3 ของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาโรงที่ 1 หลอมละลายไปแล้วบางส่วนเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบเครื่องปั๊มน้ำใช้การไม่ได้ไปพักใหญ่ๆ เป็นไปได้ว่าส่วนบนของแท่งเชื้อเพลิงอาจจะพ้นน้ำนานเป็นเวลาระดับชั่วโมงๆ

แม้ว่า "การหลอมละลายบางส่วน" (partial melting) จะเป็นเหตุการณ์ที่มีระดับความรุนแรงต่ำกว่าการที่แท่งเชื้อเพลิงหลอมละลายเต็มที่ (full meltdown) แบบเทียบกันแทบไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็ส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีในระดับที่ตรวจจับได้ ซึ่งสร้างความตระหนกให้กับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่ปรากฏในวันต่อมาก็มีรายงานการตรวจพบสารกัมมันตรังสีในจุดที่ห่างจากโรงไฟฟ้าถึงกว่า 60 ไมล์ สารกัมมันตรังสีที่ตรวจเจอน่าจะเป็น cesium-137, iodine-121 และไอโซโทปอื่นๆ ที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันซึ่งน่าจะหลุดออกมาพร้อมกับการปล่อยไอน้ำเพื่อลดความดันในเตาปฏิกรณ์

แผนรับมือขั้นสุดท้ายที่ TEPCO กำลังงัดออกมาใช้ คือ การปั๊มน้ำทะเลผสม boric acid เข้าไปให้ท่วมภายในเตาปฏิกรณ์ที่ 1 ตามทฤษฎีแล้ว boron ใน boric acid จะเข้าไปจับนิวตรอนเพื่อหยุดปฏิกิริยาลูกโซ่ของนิวเคลียร์ฟิชชันในแท่งเชื้อเพลิง น้ำทะเลจะเข้าไปทำให้แกนแท่งเย็นลงและกัดกร่อนจนแท่งเชื้อเพลิงใช้งานไม่ได้อีกต่อไป พูดกันง่ายๆ คือ ปิดกิจการเตาที่ 1 ถาวรไปเลย

  • Update 14-03-2011 15:53
    ตอนนี้ TEPCO กำลังปั๊มน้ำทะเลเข้าเตาปฏิกรณ์ที่ 1 และ 3 ของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาโรงที่ 1 แล้ว (มีการระเบิดที่เตาที่ 3 เมื่อวันอาทิตย์ หนึ่งวันหลังจากการะเบิดที่เตาที่ 1) ยังไม่มีใครทราบได้ว่าปฏิบัติการจะกินเวลานานเท่าไร และจะมีสารกัมมันตรังสีรั่วออกมามากเท่าไร (ทางเลือกนี้ถือว่าเป็น ทางเลือกสุดท้าย จริงๆ เพราะมีความเสี่ยงที่จะพลาดทำสารกัมมันตรังสีรั่วไหลเข้าสู่สิ่งแวดล้อมมากกว่าทางอื่นๆ) - ที่มา New York Times

เป็นไปได้ว่า TEPCO อาจจะตัดสินใจปิดเตาปฏิกรณ์อันอื่นในโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาโรงที่ 1 ทิ้งไปพร้อมกันทั้งโรงด้วย เนื่องจากโรงไฟฟ้านี้ก็เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1971 และก็ใกล้จะเข้าสู่วาระเกษียณเต็มทีอยู่แล้ว

อย่างที่สาม คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมามีโอกาสดำเนินรอยตามรุ่นพี่อย่างที่ Chernobyl และ Three Mile Island หรือไม่

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าความกังวลที่ฟุกุชิมาตอนนี้ในแบบที่เลวร้ายสุดๆ (Worst case scenario) คือ "การหลอมละลาย" (Meltdown) ของแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นภาวะที่แตกต่างจากสาเหตุการระเบิดที่ Chernobyl ปี 1986 (อันนั้นเกิดจากความดันไอน้ำสะสมจนแท่งกราไฟต์ในเตาปฏิกรณ์ระเบิด ส่งธาตุกัมมันตรังสีข้างในพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโดยรอบมากมาย -- ซึ่งฟุกุชิมาไม่ได้ใช้แท่งกราไฟต์แบบที่ว่า) และโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาก็ได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยสูงกว่าที่ Chernobyl อยู่มากโข

การหลอมละลาย (Meltdown) ของแท่งเชื้อเพลิงเกิดจากการที่แท่งเชื้อเพลิงมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนเกินขีดจำกัด โลหะที่ครอบแท่งเชื้อเพลิงอยู่จะระเบิดแตกออกไป สารกัมมันตรังสีที่เป็น fission fragments ทั้งหลายก็จะหลุดลอยออกสู่อากาศ ส่วนเชื้อเพลิงข้างในจะค่อยๆ หลอมเหลวและไหลหลุดออกมาจากแท่ง เชื้อเพลิงหลอมเหลวพวกนี้บางส่วนจะติดไฟ บางส่วนจะไหลลงก้นถังเตาปฎิกรณ์และหลอมจนตัวถังทะลุ และถ้าเชื้อเพลิงเหล่านี้ยังไม่หมดความบ้าพลังซึ่งอาจจะร้อนได้ถึงหลักพันองศาเซลเซียส มันก็จะหลอมโลหะที่ครอบเตาด้วย ทำให้เกิดการรั่วไหลของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ไปสู่สิ่งแวดล้อม คล้ายๆ กับที่เกิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ Three Mile Island ปี 1979

ปัจจุบัน ทางการญี่ปุ่นจัดให้เหตุการณ์ในฟุกุชิมาอยู่ในระดับ 4 หรือระดับ "อุบัติเหตุที่กระทบพื้นที่ระดับท้องถิ่น" ตามเกณฑ์ระดับอุบัติเหตุนิวเคลียร์ของ International Nuclear and Radiological Event Scale ซึ่งมีระดับตั้งแต่ 1-7 นับจากต่ำสุดไปสูงสุด เหตุการณ์ที่ Three Mile Island อยู่ในระดับ 5 ส่วน Chernobyl ครองแชมป์หายนะตลอดกาลด้วยระดับสูงสุด 7

หลังจากการประกาศภาวะฉุกเฉิน มีการอพยพผู้คนรอบรัศมี 20 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งไปแล้วประมาณ 200,000 คน บางส่วนในนี้มีความเสี่ยงที่จะได้รับกัมมันตรังสีด้วย ซึ่งทางศูนย์อพยพก็ได้มีการสแกนตรวจสอบและแจกจ่าย จักษุธาตุ เอ๊ย ไอโอดีนให้กับประชาชนที่มีความเสี่ยงทุกคน เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้ร่างกายดูดซับสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ระบบอวัยวะภายใน (อ่านความเห็นจากคุณ pawinpawin และ kittipat ได้จากความเห็นด้านล่าง)

ตอนนี้ทุกอย่างยังอยู่ในสภาวะที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุด แม้ว่าอุบัติเหตุในระดับ Chernobyl นั้นจะมีความเป็นไปได้น้อย แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ (ความเป็นไปได้ที่มากกว่าคือเหตุการณ์อย่าง Three Mile Island ซึ่งก็ยังมีโอกาสน้อยอยู่ดี เพราะแผนการรับมือของ TEPCO เรียกได้ว่า "อยู่ในขั้นที่ดีมากๆ") อย่าลืมว่าตอนนี้ TEPCO และรัฐบาลญี่ปุ่นมีเตาปฏิกรณ์ให้จัดการพร้อมกันถึง 6 เตา ความผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวอาจนำไปสู่หายนะได้ทุกวินาที

ที่มา - New Scientist, BBC News, Live Science, Scientific American, New York Times, The Register

ขอปิดด้วย infographic สวยๆ จาก Live Science อีกครั้ง

 infographic of nuclear power plant Source:LiveScience

ป.ล. ข่าวนี้ยังไม่สมบูรณ์ อาจจะมีการเพิ่มเติมรายละเอียดได้ทุกเมื่อหากมีข้อมูลเปิดเผยออกมามากขึ้น จุดที่น่าสงสัยบางอย่างอาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ หรือปีๆ ในการหาคำอธิบาย

20 Comments

noppakun_dkb's picture

ตอนนี้ชักอยากรู้เรื่อง Chernobyl มากกว่าซ่ะแล้ว

mementototem's picture

นอกจาก Chernobyl ขอ Three Mile Island ด้วยก็ดีครับ อีกอย่างคือ ไอโอดีนจะกำจัด หรือช่วยบรรเทาพิษจากกัมมันตภาพรังสีได้เหรอครับ? ดูมันง่ายแบบไม่น่าเชื่อเลยแฮะ

terminus's picture

ผมคิดว่าเค้าแจกไอโอดีน เพื่อกันไม่ให้ต่อม thyroid ดูดซึมไอโซโทปของไอโอดีนที่มีกันมันตภาพรังสีเข้าไปครับ เพราะถ้าไม่กันไว้ก่อน thyroid จะเก็บไอโอดีนกัมมันตรังสีไว้ ซึ่งน่าจะส่งผลเสียหนักและรักษายากสุด

http://hps.org/publicinformation/ate/faqs/ki.html

รู้สึกเหมือนมันจะช่วยแค่ป้องกันได้ในกรณีที่เป็นไอโอดีนกัมมันตรังสีเท่านั้น ส่วนตัวอื่นๆ ไม่เกี่ยว

pawinpawin's picture

Iodine หรือ Potassium Iodide ที่แจกจะไปจับตัวในต่อมไธรอยด์ ป้องกันไม่ให้ต่อมไธรอยด์ทำการจับ Iodine ที่เป็นกัมมันตรังสีครับ เหมือนไปนั่งจองที่ไม่ให้พวก Iodine รังสีมีที่นั่งน่ะแหละ

แต่ก็เป็นเฉพาะต่อมไธรอยด์ และเฉพาะกับ Iodine ไม่ป้องกันที่อื่นของร่างกาย และไม่ป้องกันสารรังสีอื่นที่ออกมาด้วยอย่าง Cs

pawinpawin's picture

อีกนิด ส่วนมากถ้าจะเป็นมะเร็งไธรอยด์จริง ก็มักเป็นชนิด Papillary ที่ไม่ได้รุนแรงมากเท่าไหร่ครับ (Survival Rate ใน Early Disease ใกล้เคียงกับคนปกติมาก หรือง่ายๆ คือตายจากมะเร็งอันนี้น้อยมาก) ส่วนมากมาด้วยก้อนที่คอ และทำการผ่าตัดออกได้ครับ

kittipat's picture

ที่อ่านมาคือสารกรรมภาพรังสีที่จะมีออกมาคือไอโอดีนนี่แหละครับ แต่เป็นไอโซโทปกัมภาพรังสี การกินไอโอดีนธรรมดาไว้ล่วงหน้าจะป้องกันไม่ให้ร่างกายดูดซับไอโอดีนเข้าไปเพิ่ม ทำให้ไม่ตกค้างในร่างกายครับ ส่วนรังสีที่โดนทางผิวหนังนี่กันไม่ได้ครับ แต่ถ้าโดนไม่นานและความเข้มข้นไม่ถึง ก็ไม่อันตรายมากครับ

mementototem's picture

อ๋อเข้าใจแล้วครับ ยึดที่ไว้ก่อนนี่เอง (+ ช่วยในทางจิตใจระดับหนึ่ง)

ขอบคุณ ทั้งคุณ terminus, คุณ pawinpawin และคุณ kittipat ครับ

LazarusSP1's picture
เป็นบทความที่ดี มากๆเลยครับ (อ่านแล้วนึกถึงวิชานิวเคลียร์ฟิสิกส์ ม.ปลาย) ทำไม นสพ.ไทยรัฐ เดลินิวส์ ไม่มีบทความแบบนี้ลงหน้า 1 บ้างนะ?
hisoft's picture

สุดยอดข่าวแล้วครับ เด๋วต้องอ่านซ้ำอีก

The Phantom Thief

panther's picture

เท่าที่ผมตามๆ ข่าวมา เค้าว่ามันไม่น่ากลัวอย่างเชอโนบิลเพราะตอนเชอโนบิลระเบิด มันกำลังเดินเครื่องอยู่ ส่วนของที่ญี่ปุ่นตอนนี้มันปิดเครื่องไปหมดแล้ว

terminus's picture

ถูกอย่างที่คุณ panther บอกทุกอย่างเลยครับ

ถามว่ามีโอกาสเกิดแบบเชอร์โนบิลมั้ย? ผมก็ตอบว่า มี แต่น้อยมากๆ

แต่สื่อและ NGOs ไทย ไม่เคยคิดจะสนใจลงรายละเอียดเลย พอมีอะไรกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นิดหน่อย ก็เอาเชอร์โนบิลมาขู่ประชาชนทันที ผมมั่นใจว่าเกินครึ่งของคนพวกนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเชอร์โนบิลอยู่ส่วนไหนของแผนที่โลก

ผมเขียนข่าวนี้ก็เพื่อให้คนทั่วไปได้เห็นว่าญี่ปุ่นมีมาตรการด้านความปลอดภัยกับพลังงานนิวเคลียร์มากขนาดไหน ผู้เชี่ยวชาญของประเทศตะวันตกยังชมเลยครับว่า ญี่ปุ่นมีแผนรองรับดีมากๆ

ผมก็หวังว่าคนไทยจะเอาเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นในวันนี้เป็นบทเรียน วันหนึ่งที่ประเทศเรามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และหากมันเกิดวิกฤติขึ้น เราจะได้สามารถทำได้ดีเท่ากับหรือดีกว่าที่คนญี่ปุ่นทำได้ในวันนี้

-Rookies-'s picture

+1 ผมก็อยากจะบอกเหมือนกันว่าญี่ปุ่นเก่งโคตร เป็นประเทศอื่นพังพินาศ วินาศสันตะโรไปแล้วครับ ยิ่งคุยกับคนที่รู้ ยิ่งทึ่งครับ และรู้เลยว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่สื่อประโคมข่าว แต่ก็น่าสงสัยในความจริงใจของกระทรวงพลังงาน กับกฟผ. เห็นชอบพูดว่าจะผลักดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ดันไม่แถลงอะไรอย่างเป็นทางการ ให้ความรู้แบบข่าวนี้กับประชาชนเลยซักนิด

ถ้าเป็นผม ผมจะจัดแถลงข่าวใหญ่ๆ ให้ความรู้ประชาชาชน แล้วชี้ชัดไปเลยว่านิวเคลียร์มีระดับความปลอดภัยสูงโคตรๆ นี่ขนาดเจอภัยธรรมชาติครั้งใหญ่มากๆ เขายังควบคุมได้ขนาดนี้ นี่ยังไม่นับว่ามันเป็นเทคโนโลยีเก่าเมื่อยี่สิบปีที่แล้วด้วยนะ ของใหม่ระดับความปลอดภัยสูงกว่านี้อีก ผมมองว่าถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบออกมาแถลงตอนเขาจัดการเสร็จหมดแล้ว มันก็ไม่น่าสนใจแล้วล่ะ ไม่รู้จักฉวยโอกาสเอาซะเลย เซ็งเป็ด -*-

terminus's picture

เกี่ยวกับการระเบิดในวันที่ 12 มีนาคม อีกนิดนะครับ

หลายท่านอาจคาใจอยู่ เนื่องจากแหล่งข่าวให้ข้อมูลมาไม่ตรงกันเรื่องสาเหตุการระเบิด ผมขอสรุปและให้เหตุผลไปทีละสาเหตุเท่าที่ผมเจอนะครับ

  1. เตาปฏิกรณ์ระเบิด อันนี้ไม่น่าจะจริงครับ เพราะหากเป็นตัวเตาปฏิกรณ์ระเบิด สารกัมมันตรังสีน่าจะรั่วไหลออกมาเป็นวงกว้างและมากกว่านี้ แต่เท่าที่มีรายงานมีแค่ Cesium ปริมาณไม่มากรอบๆ เตา

  2. เครื่องปั๊มน้ำระเบิด อันนี้ก็ไม่น่าจริง เพราะควันจากเครื่องปั๊มน้ำระเบิดควรจะเป็นสีดำๆ และมีเพลิงลุกไหม้อยู่ข้างล่าง แต่ในรูปมันออกเป็นสีเทาๆ ขาวๆ

  3. ท่อน้ำระเบิด อันนี้ก็ไม่น่าจริง ท่อน้ำระเบิดไม่น่าจะทำให้กำแพงพังทั้งแถบพร้อมทั้งมีควันพวยพุ่งขนาดนั้น

  4. ไฮโดรเจนลุกไหม้ตามที่อธิบายในข่าวข้างบน อันนี้คือคำอธิบายที่ผมคิดว่าสมเหตุสมผล ครอบคลุมทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมด ควันเทาๆ ขาวๆ ก็คงเป็นละอองไอน้ำผสมกับฝุ่นปูนซีเมนต์ (hydrogen + oxygen ก็ได้น้ำอยู่แล้ว รวมกับไอน้ำที่ปล่อยออกมาด้วย ก็น่าจะเป็นไปได้ที่จะเกิดควันพวยพุ่งขนาดนั้น)

ipattt's picture

ขอบคุณคุณ terminus ที่เขียน entry นี้ได้ดีครับ
เรื่อง Chernobyl กับ Three Mile Island มีใน Wiki พอสมควรเลยครับ
และจะแตกยอดอ่านอ้างอิงต่อไปก็ได้

tomyum009's picture

พวกหนังสือพิมพ์ชอบขาบข่าวไงครับ ออกข่าวอะไรก็ได้ให้คนตื่นตามข่าว พอข่าวแป้กปุ๊ป ก็ดริฟท์ต่อ

unselfishly's picture
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ พอดีผมก็เพิ่งเขียนอธิบายเรื่องนิวเคลียร์ในบล็อกผมไป (จากการอ่านเอาเองส่วนใหญ่จาก Wikipedia) หัวข้อมี ความเป็นมา การผลิตกระแสไฟฟ้า การหลอมละลาย (meltdown) อุบัติเหตุ (Chernobyl กับ Three Mile Island) เหตุการณ์ที่ฟุกุชิมา พิษจากกัมมันตภาพรังสีและวิธีป้องกัน อนาคต และพลังงานทางเลือก.. อยากรบกวนผู้รู้ช่วยตรวจทานให้ด้วยครับ เพราะไม่อยากให้ข้อมูลผิดๆไป อ่านได้ที่ http://just-another-blog.com ครับ
-Rookies-'s picture

เขียนได้ดีมากครับ ผม่อานดูหมดแล้ว ยกเว้นส่วนของ Chernobil กับ Three Miles Island เพราะผมจำรายละเอียดไม่ได้เลยช่วยตรวจไม่ได้ครับ ส่วนอื่นๆ ผมคิดว่าถูกต้องหมดแล้วครับ อ่านง่ายและเข้าใจง่ายดี แถมมีความคิดเหมือนผมเลย ผมสนันสนุนพลังงานนี้ แต่กลัวอย่างเดียวคือ "คนไทย" โดยเฉพาะ "นักการเมืองไทย" เนี่ยแหละครับ ๕๕๕