[บ่นกันหน่อย] จบวิทยาศาสตร์แล้วทำงานอะไร?

By: terminus
Writer
on Fri, 04/03/2011 - 01:46

ด้วยความที่ผมเป็นคนที่เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์มา และเป็นสายวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (pure science) อีกต่างหาก ผมจึงคิดว่าตัวเองก็น่าจะเป็นหนึ่งในคนที่เจอกับกระแสที่สังคมไทยมีต่อ "วิชาวิทยาศาสตร์" โดยตรง มีหลายเรื่องที่ผมประทับใจ หลายเรื่องไม่พอใจ หลายเรื่องก็อึดอัด ดังนั้นผมก็อยากระบายแบ่งปันประสบการณ์กับชุมชน JuSci แล้วกัน ไหนๆ ก็ admin ก็เปิดฟอรัมใหม่แล้วด้วย ผมก็ขอใช้ให้คุ้ม (ค่าเช่าเซิรฟเวอร์ก็ไม่คิดจะช่วยจ่าย ยังจะเอาคุ้มอีก :P)

ต่อไปนี้เข้าเรื่องเครียดแล้วนะครับ เข้าโหมดจริงจัง

เรื่องแรกที่ผมอยากจะบ่นเป็นเรื่องที่ผมเจอบ่อยที่สุด อึดอัดที่สุด นับตั้งแต่วันที่ผมตัดสินใจเรียนต่อคณะวิทยฯ (ประมาณ ม. 2) นั่นคือ คำถามแบบว่า

"เรียนคณะวิทยาศาสตร์แล้วจบมาทำอะไร?"

ผมเชื่อว่าคนที่ไม่ได้โดนคำถามนี้กับตัวไม่รู้หรอกว่ามันอึดอัดขนาดไหน ขนาดตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมยังรู้เลยว่าน้ำเสียงที่แฝงมากับคำถามนี้มันเป็นความหวังดีที่ปนสมเพชต่อการตัดสินใจเรียนต่อที่ดูแล้วโคตรจะไม่มีอนาคต(ในสังคมไทยปัจจุบัน) ประมาณว่า "จบวิทยฯ มาแล้วจะทำอะไรได้ เอ็งเปลี่ยนเหอะหวะ"

ต่อให้สมมติว่าผมไม่คิดอะไรมากกับน้ำเสียงที่แฝงมา (ซึ่งจริงๆ ผมคิด และคิดมาตลอด) คำตอบของผมก็วนเวียนอยู่แค่ "นักวิทยาศาสตร์-อาจารย์-นักวิจัย" ซึ่งว่ากันตามตรงก็ไม่มีอะไรผิดปกติหนิ ถ้านับเฉพาะที่ตรงกับสาขาที่เรียน คนจบแพทยศาสตร์ก็มีตัวเลือกแค่เป็นหมอหรืออาจารย์หมอ จบวิศวะฯ ก็ต้องเป็นวิศวะฯ คณะอื่นๆ อะไรก็ว่ากันไป

แต่ทำไมผมไม่เคยเห็นใครไปถามเด็กที่เลือกเรียนคณะดังๆเหล่านี้เลยว่า "เรียนคณะ XXX แล้วจบมาทำอะไร?" ทีกับเด็กที่อยากเรียนวิทยฯ หละถามจัง แล้วพอตอบว่า "นักวิทยาศาสตร์" แต่ละคนก็ทำท่าเหมือน "กูสิ้นหวังกับมึงแล้ว" มีน้อยมากที่ผมเจอว่าคนถามจะพอใจและให้เกียรติกับคำตอบและการตัดสินใจของเด็กที่เลือกเรียนคณะวิทยฯ

ผมคิดว่าคำถามประเภทนี้มีส่วนตอกย้ำให้เด็กที่เลือกเรียนคณะวิทยฯ เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง การที่เด็ก ม. ปลายจะเลือกเรียนคณะที่ไม่ใช่คณะยอดนิยมก็นับว่าขวางกระแสพอแล้ว เจอกับสิ่งบั่นทอนกำลังใจแบบนี้บ่อยๆ หลายคนก็มีสิทธิ์เปลี่ยนใจนะครับ ความหวังดีเสือกๆ แบบนี้คงมีส่วนไม่มากก็น้อยที่ผลักให้คณะวิทยฯ ก็กลายเป็นคณะที่ไม่มีเด็กอยากเลือกเรียน พอไม่มีคนกล้าเลือกเรียน คณะวิทยฯ ก็กลายเป็นสุสานเด็กสายวิทย์ที่สอบคณะอื่นไม่ติด ยิ่งทำให้ภาพพจน์ของคณะวิทยฯ และนักศึกษาวิทยฯ ดูงอกง่อยเข้าไปใหญ่ มันเหมือนวงจรที่วนทับกันไปเรื่อยๆ

ไม่ใช่แค่คณะวิทยฯ หรอก คณะที่ไม่ดังอื่นๆ ก็คงเจอปัญหาคล้ายกัน ผมก็ไม่รู้ด้วยว่าจะแก้ยังไง เพราะรากของคำถามนี้มันมาจากความจริงที่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ในประเทศนี้ไม่ได้รับความนิยม มันไม่ใช่อาชีพที่มีภาพพจน์ของความมั่นคง รายได้เป็นกอบเป็นกำ เอ่อ "เรื่องภาพพจน์อาชีพนักวิทยาศาสตร์" ผมเก็บไว้บ่นวันหลังดีกว่า (ถ้าไม่โดนเตะออกจากที่นี่ไปก่อน ข้อหาบ่นมาก)

คราวนี้ผมก็อยากเห็นมุมมองของชุมชน JuSci ว่ามีใครคิดตรงกับผมบ้าง? หรือมีใครอยากจะ บ่น เสนอเพิ่มอะไรเพิ่มบ้าง? อ้อ และที่สำคัญ ทุกท่านอยากให้ผมมาบ่นแบบนี้อีกหรือไม่? หรือว่าไม่ต้อง "เอ็งเขียนข่าวกวนประสาทอย่างเดียวต่อไปดีแล้ว"

ด้วยความปราถนาดี จาก
Akedemo

ป.ล. เนื่องจากเว็บนี้ยังไม่มีดราม่าเหมือนกับเว็บอื่นๆ แม้ว่าผมจะพยายามแอบปลุกปั่นหลายครั้งแล้ว (ภูมิคุ้มกันดราม่าที่นี่สูงมาก) เพราะฉะนั้นกระทู้นี้ขอให้ทุกคนลดการใช้เหตุผล หันมาใช้อารมณ์ทะเลาะกันดีกว่า ดราม่าวันละนิด จิตแจ่มใส่ :P ใช่ปะๆ

Thaina's picture

ก่อนที่ผมจะรู้สึกจริงจังกับการทำเกม
ผมก็เคยคิดว่าจะเปนนักวิทยาศาสตร์ครับ
สมัยเด็กๆชอบนักประดิษฐ์มาก ชอบเอดิสันมากกว่าไอน์สไตน์อีก

คิดไปว่าเรียนวิทยาศาสตร์แล้วจะได้ประดิษฐ์ของแบบเอดิสัน ได้สร้างของวิเศษแบบในโดเรม่อน
คือเปนภาพลักษณ์มาจากนักวิทยาศาสตร์ในหนัง ที่นั่ง Nerd อยู่กับเครื่องจัักรประหลาดๆ ทั้งวันทั้งคืน
ผมว่าดูเท่ดี

ส่วนตัวผมไม่มีอุปสรรคนะ ไม่มีใครห้าม ดูเหมือนสนับสนุนกันดีด้วย
ในตอนผมเด็กๆ จำได้ว่าวิศวกรรม กับวิทยาศาสตร์ พวกเคมี คอม ไฟฟ้า ไม่ได้ห่างกันเลย จบมาทำงานข้ามสายกันได้ ภาพลักษณ์ไม่ต่างกัน

แต่ไปๆมาๆ โตขึ้นมา เล่นเกมการ์ด เล่นหมากรุก มากๆเข้าเริ่มอยากทำเกม แล้วก็เผอิญได้เจอหนัง Matrix ก็กลายเปนว่าสนใจด้านนี้มากกว่า แล้วก็หันเหชีวิตมาตั้งแต่นั้น
ส่วนตัวผมก็คิดว่าจิตวิญญาณนักประดิษฐ์ยังอยู่ แค่เปลี่ยนจาก HW มาเปน SW

nant's picture

5 5 เข้ามาบอกว่าผมได้ยินชื่อเสียงของคุณมานานแล้ว

-Rookies-'s picture

อยากจะมาแชร์ความรู้สึกเช่นกันครับ กรณีนี้คุณบ่นว่าคณะไม่ดัง เลยเจอปัญหาสุสานเด็กสายวิทย์ แต่ผมมีมุมมองด้านตรงข้ามมาแชร์ครับ คณะที่ดังๆ ที่คนแห่กันเข้าไปเรียนหลายๆ คณะมันก็แย่นะครับ (หรือไม่รู้สิ อาจเป็นสุสานออีกแห่งหนึ่งที่พัฒนาต่อมาจากกรณีของคุณแล้วก็เป็นได้) ยกตัวอย่างง่ายๆ คณะศึกษาศาสตร์ หรือครุศาสตร์ เปิดกันแทบทุกมหาลัย มีกันทุกหย่อมหญ้า จบมาต่อปีเยอะมากเลยกลายเป็น "ล้นตลาด" การแข่งขันสูง ลักษณะอาชีพไม่ใช่อะไรที่ "ทำเงิน" ให้องค์กรมากมายนัก การแข่งขันเลยโน้มไปในลักษณะที่ "แข่งลดราคา" เงินเดือนเลยตกเอาๆ "คุณภาพ" ระยะยาว "คุณภาพ" ก็เลยตกตาม เพราะไม่มีแรงจูงใจให้คนเก่งๆ มีคุณภาพอยากไปเรียน ตอนนี้ผมว่าอาชีพอืนๆ ก็เริ่มจะมีแนวโน้มตามกันไปแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ "วิศกร" ที่เคยเป็นอาชีพ "โคตรฮิต" เมื่อซักตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนี้มันคงเป็นแค่ "ฮิต" หรือ "เกือบฮิต" แล้วล่ะมั้ง เพราะเงินเดือนใช่ว่าจะสูงเสมอไป เริ่มไม่ต่างจากคุณครู

ถ้าเราโยนก้อนหินไปใส่ฝูงคนซักสิบก้อน มันต้องโดนวิศวกรกับครูซักก้อนสองก้อนละวะ ผมคิดว่างั้นนะ อาชีพพวกนี้ก็เหมือนเกษตรกรแห่กันไปปลูกพืชยอดฮิตที่ได้ราคาดี แต่บังเอิญส่วนใหญ่พืชมันปลูกกันเป็นปีสองปีอย่างน้อยมันถึงจะเก็บเกี่ยวไปขายได้ กว่าจะถึงช่วงเก็บเกี่ยวตลาดมันก็เปลี่ยนแล้ว แถมมีแต่คนแห่ตามกันมา supply มันก็เยอะเกิน demand เป็นธรรมดา ราคามันก็เลยร่วง อนิจจา เงินและเวลาที่ลงทุนไป หายไปกับสายลม...

PiKO's picture

"ถ้าเราโยนก้อนหินไปใส่ฝูงคนซักสิบก้อน มันต้องโดนวิศวกรกับครูซักก้อนสองก้อนละวะ"
5555+ เห็นภาพ

chobits_nizzy's picture

5555

เห็นด้วยกับกราปลุกกระแสดราม่า >.<
ต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้เรียนคณะวิทยาศาสตร์มานะคะ แต่มีเพื่อนเรียนคณะวิทยาศาสตร์หลายคน ทั้งเอกฟิสิกส์ และคณิต

จริงๆ ในมุมมองของคนทั่วไปในสังคม ถ้าพูดถึงการเรียนวิทาศาสตร์ คงจะไม่เห็นภาพมั้งคะ

เรื่องของค่านิยม ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
เรามาทำ JuSci. Edu กันดีกว่า แนะแนวน้องๆ เรียนคณะวิทยาศาสตร์ เพราะถ้ามีคนเรียนเยอะๆ ก็น่าจะดีนะ เป็นการช่วยตอบคำถามของน้องๆ ที่อยากรู้จักคณะวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้นด้วย

neizod's picture

JuSci. Edu อยากให้มีอะไรบ้างครับ? ว่างๆ จะมาช่วย ^__^

mementototem's picture

ผมเองตอนนี้คิดจะเรียน จิตวิทยา และสาขาอื่นที่ดูจะ ไม่เข้าท่า(กว่าจิตวิทยา) แต่โดนคนค่อนขอดหลายคนเหมือนกันว่า จบแล้วจะไปทำอะไรได้ จะเอาตัวรอดได้อย่างไร จะไปทำงานประเภทแบบนั้นทำไม ไม่เห็นดีเลย แล้วทำไมไม่เรียนคอมพ์ซึ่งเป็นอยู่แล้ว ทำงานเป็น หางานได้แน่นอนอยู่แล้ว เงินเดือนก็สูง (จริงไหมหว่า?) แทน

ผมทำงานเกี่ยวกับคอมพ์อยู่บ้าง ไม่ถึงกับรู้ลึก เก่งกาจ แต่ก็พอเอาตัวรอดได้อยู่ เพราะเรียนเองแบบงู ๆ ปลา ๆ อาจเพราะไม่เคยทำงานที่ต้องการความรู้ขั้นสูงมากก็ได้ แต่ผมมองว่างานนี้ไม่ใช่งานที่ "รัก" ถึงจะชอบมันก็เถอะนะ

ส่วนเรื่องการเอาตัวรอด ที่จริงแล้ว ผมวางแผนเอาตัวรอดจากการหางานไม่ได้ไว้พอสมควรแล้ว ถึงจะไม่สบายนัก ถ้าเทียบกับการได้งาน แต่ก็คงไม่อดตายหรอก แต่สุดท้ายก็เหมือนจะทนแรงทัดทานไม่ได้อยู่ดี

บางทีก็รู้สึกเสียดายโอกาสที่ผมไม่อาจจะหยิบฉวยไว้ไม่ได้ เพราะผมไม่มีวุฒิ/ข้อจำกัดเรื่องสถานที่ (พึ่งเสียงานที่อยากได้ ถ้ามีวุฒิคิดว่าจะไม่มีปัญหาอะไรเลย) แต่บางทีก็รู้สึกดีกับชีวิตที่เป็นอยู่แบบนี้ สบาย ๆ ไม่มีหัวหน้ามาคอยคุม (แต่มีคนออกคำสั่งที่เถียงไม่ได้อยู่บ้าง) แค่ทำให้ดีที่สุด หรืออย่างน้อยก็รักษาระดับเดิมเอาไว้ นอกเหนือจากนั้นอยากทำอะไรก็ได้ อยากจะไปเที่ยววันไหนก็ไปได้ (อย่าให้ถี่มากละกัน) แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะเงิน

ยังไงเสียผมต้องตัดสินใจเรื่องเรียนให้ได้ก่อนรามจะปิดรับสมัคร ช่วงนี้แอบเครียดเหมือนกัน แต่พอมานั่งคิดดู จิตวิทยา ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะได้วุฒิไปทำงาน (ผมก็นึกงานไม่ออกเหมือนกัน!) แต่ผมอยากรู้ อยากเข้าใจความคิดผู้คน รวมทั้งตนเองต่างหาก ส่วนอีกวิชานึงคือ แพทย์แผนไทย อันนี้ก็เหมือนกัน ผมอยากรู้อยากทำเป็น สุดท้ายเลยคิดว่า ก็เรียนเอาวุฒิไปก่อน แล้วค่อยมาเรียนในสิ่งที่อยากรู้เอาทีหลังละกัน

อาจจะดูแย่ไม่สักหน่อย หากจะบอกว่า อายุขนาดนี้แล้ว ยังบอกไม่ได้ว่าตัวเองรักที่จะทำงานแบบไหน แต่ผมก็ยังบอกไม่ได้จริง ๆ

ป.ล. ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือก แต่ใช่ว่าทุกทางเลือกจะเปิดให้แก่คน ๆ นั้น
ป.ล. (อีกที) ดราม่าพอหรือเปล่า? :P

joomla's picture

เข้าสมัครงานบริษัทผลิตอาหารครับ หรืออาจจะเป็นงานทางด้านวิเคราะห์น้ำยาเคมี เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ แบตเตอร์รี่ เครื่องสำอางค์

polaromonas's picture

เห็นด้วยกับเอก

เด็กที่จบวิทย์มา เท่าที่รู้จักมากับตัว มีน้อยมากที่ทำงานตรงสาย (จะว่าก็ไม่ได้ หากทำงานตรงสายจะเอาข้าวที่ไหนกิน) เห็นแต่ละคนทำงานนี่จะทึ่งมากว่าเด็กจบวิทย์ทำงานได้หลากหลายสุดๆ ไล่ไปตั้งแต่บรรณาธิการจนถึงโบรกเกอร์ตลาดหลักทรัพย์ -*- (นี่ขนาดจบ Pure Science นะเนี่ย) พวกที่จบ Applied Science อาจได้เปรียบหน่อย เป็น Sale ก็ยังพอไหว ทำงานโรงงานก็ได้

ผมเองจบชีวะมา และก็กำลังจะจบโทสิ่งแวดล้อม แต่บอกตรงๆว่าทำงานวิจัยในไทยเหนื่อยมาก เหนื่อยใจ เราไม่มีการจัดทำข้อมูลที่ดีเลย ยิ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับหน่วยงานราชการด้วยแล้ว (งานผมจะยุ่งกับกรมวิชาการเกษตร หรือกรมพัฒนาที่ดิน) อย่าได้ฝันว่าจะได้ถ้าไม่มีเส้น เงินภาษีทั้งนั้นที่นำไปใช้ทำวิจัยแต่ข้อมูลถูกเก็บเข้าหีบ ทำให้งานวิจัยมันเดินไปได้ช้า เพราะข้อมูลพื้นฐานต้องทำใหม่ทุกครั้งที่จะเริ่มงานวิจัยใหม่ๆ แทนที่จะต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ คิดว่าเป็นโชคดีของตัวเองที่ล้มเลิกความฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ไปตั้งแต่ตอนป.ตรี ตอนป.โทเลยเลือกโปรเจคที่ไปในเชิงนโยบาย (แต่นั่นหมายความว่าต้องใช้ข้อมูลจากราชการมากขึ้น) และต่อจากนี้ก็คิดว่าคงไปเรียนด้านนโยบายสาธารณะ เพราะคิดว่าตัวเองเหมาะกับงานสายนโยบายมากกว่า แต่อาชีพ "นักวิทยาศาสตร์" เนี่ย ยังไงๆก็อยากให้มี สวทช.เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่อยากให้ผลักดันส่งเสริมขึ้นไปมากกว่านี้

mr_tawan's picture

ผมจบวิทยาคอมมา ... ก็ไม่ได้ทำงานตรงสาย ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Scientist) แต่มาทำงานกลาย ๆ ว่าเป็นวิศวกรซอฟท์แวร์มากกว่า (ถ้าเอาให้ตรงก็แค่คนใช้แรงงานด้านคอมพิวเตอร์ล่ะนะ) ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมืองไทยมีที่ไหนทำงานด้าน Computer Science จริง ๆ บ้าง ? (Nectec ?)

แต่จะว่าไป ... Computing เนี่ยมันเป็น Math นี่นา - -' ทำไมไม่เรียกว่า Computer Mathematician ก็ไม่รู้นะ 555

mr_tawan's picture

แต่ Math มีคำเฉพาะไง (Mathematician - นักคณิตศาสตร์) ผมว่าคำเฉพาะมันเท่ห์ดีนะ 555

neizod's picture

Math อาจจะไม่เป็นวิทยาศาสตร์ก็ได้
เพราะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์คือ สังเกต -> สร้างทฤษฎีรองรับ -> พิสูจน์

แต่ Math Pure จะกลายเป็นว่า สร้างทฤษฎี -> พิสูจน์ เลย บางครั้งไม่ต้องสังเกตก็ได้
ซึ่งมันจะไปก้ำกึ่งกับพวกอภิปรัชญา (Metaphysics) ที่บางครั้งสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้โดยไม่ต้องสังเกต บางครั้งสิ่งใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นมาก็ (ยัง) ไม่สามารถพิสูจน์ได้

ส่วนตัวผมมองว่า Math เป็น Philosophy สาขาหนึ่งครับ

jo1992's picture

ค่านิยมของบ้านเราสวนทางกับที่ื่อื่น ที่อื่นวิทย์ฯ เค้ามองไสยศาสตร์ว่างมงาย
แต่บ้านเราคนชอบไสยศาสตร์ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ซะด้วยมองวิทย์ฯงมงาย
ตัวอย่างง่ายๆ คุณลองดู พวกหมอดู หมอเดา หมอดี กับนักวิทย์ คนเชื่อใครมากกว่า
เวลาผมเล่าเรื่องวิทย์ฯ กลับโดนสายตาประมาณว่ามรึงบ้าป่าววะ
ก็ได้แต่ทำใจละครับ

PaPaSEK's picture

สะท้อนสังคมไทยได้ดีครับ

ถ้าวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานว่าสิ่งลี้ลับไม่มีจริง และพิสูจน์ได้ว่าไม่มีจริง => ไม่มีความเชื่อ ไม่ศรัทธา ลบหลู่

ส่วนไสยศาสตร์ที่เดา 10 ครั้ง ถูก 1 ครั้ง = ขลัง แม่น

GUAYJUB's picture

คนไทยเชื่อไสยศาสตร์ แต่สงสัยวิทยาศาสตร์ (จำเค้าพูดมา) ซึ่งเห็นด้วยแฮะ ตลกร้ายดี

ถึงยังไงในสายตาเราคนที่เรียน/ทำงานวิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่โคดเท่

lertburut's picture
ไม่รู้นะครับ ผมอาจจะยังไม่เป็นผู้ใหญ่ พอจะให้มีความคิด/มุมมองแบบผู้ใหญ่เพราะผมยังมีจินตนาการแบบเด็กๆอยู่ แบบว่ายังมีความเชื่อว่า เรายังสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ อะไรประมาณนั้น ผมคิดว่า การที่เค้าหวังดีกะเราอย่างนั้น เพราะเค้าไม่เห็นจริงๆว่าคนที่เรียนจบคณะวิทย์มาทำงานอะไร ซึ่่งผมคิดมันถึงเวลาแล้วที่เราจะแก้ปัญหา(ที่ต้นเหตุรึเปล่าก็ไม่รู้) ด้วยการแสดงให้เค้าเห็นว่า จบคณะวิทย์แล้วทำงานอะไร ทำให้เค้าเห็นผลงานและความสำเร็จของเราแบบชัดๆ ดำเนินนโยบายเชิงรุกกึ่งโฆษณาชวนเชื่อไปเลย พวกเราทุกคนที่รับรู้ปัญหานี้ด้วยกันนี่แหละ ที่สามารถร่วมกันเป็นผู้ขับเคลื่อนและเดินหน้าในการทำให้พวกเค้าเห็นว่า สายวิทย์(vit - vitality) นี่แหละแข็งแกร่งสุดแล้ว (แอบเล่นมุกเกมนิสนุงนะ อิอิ) ส่วนอีกเรื่องคือเป็นเรื่องของการให้กำลังใจและเพิ่มความมั่นคงให้กับอาชีพสายนี้ (เพราะอย่างไรเราคงไปแข่งเรื่องรายได้กะอาชีพอย่างอื่นยาก) ด้วยการเพิ่มทุน/โควต้า ระยะยาวให้กับสายนี้ แบบว่า เป็นอารมณ์ประมาณ "โครงการ ม.ปลาย - ตรี - โท - เอก จบมามีสิทธิ์เข้าทำงานในศูนย์วิจัยเอกชนที่มั่นคง หรือศูนย์วิจัยของรัฐ" ไปเลย ซึ่งตรงส่วนนี้คงต้องให้บรรดาบริษัทเอกชนต่างๆ รวมถึงรัฐบาลสนับสนุน ปล. ส่วนเรื่องดราม่า ผมเที่ยวเล่นไปมาในเว็บนี้มาซักพัก บังเอิญเหลือบไปเห็นadmin(รึเปล่าหว่า) โพสต์ตอบคอมเม้นอันนึงว่า "...แต่ปรกติผมพยายามสร้างแนวคิดแนว 'บวก' มากกว่าครับ..." แล้วหลังจากนั้นก็ตามด้วย "... ผมพยายามเล่าถึงงานวิจัยต่างๆ ว่าเขามีกระบวนการคิด ออกแบบการทดลอง และวัดผลอย่างไร เช่นการแพทย์ที่ต้องแบ่งกลุ่มคนไข้เพื่อรับการรักษาปลอม แล้ววัดผลขนานกัน, การวัดประสิทธิภาพโซลาร์เซลล์ที่วัด เวลาคืนพลังงาน ไม่ใช่ความรู้สึก ฯลฯ ..." ผมเลยสนับสนุนแนวคิดของ admin(รึเปล่าหว่า) มากกว่าครับ ^^
terminus's picture

ผมพยายามจะตอบคำถามคุณทีละประเด็นนะ

>...ซึ่งผมคิดมันถึงเวลาแล้วที่เราจะแก้ปัญหา(ที่ต้นเหตุรึเปล่าก็ไม่รู้) ด้วยการแสดงให้เค้าเห็นว่า จบคณะวิทย์แล้วทำงานอะไร ทำให้เค้าเห็นผลงานและความสำเร็จของเราแบบชัดๆ ดำเนินนโยบายเชิงรุกกึ่งโฆษณาชวนเชื่อไปเลย

  • นั่นคือสิ่งที่ผมและอีกหลายคนกำลังทำ

>การเพิ่มทุน/โควต้า ระยะยาวให้กับสายนี้ แบบว่า เป็นอารมณ์ประมาณ "โครงการ ม.ปลาย - ตรี - โท - เอก จบมามีสิทธิ์เข้าทำงานในศูนย์วิจัยเอกชนที่มั่นคง หรือศูนย์วิจัยของรัฐ" ไปเลย ซึ่งตรงส่วนนี้คงต้องให้บรรดาบริษัทเอกชนต่างๆ รวมถึงรัฐบาลสนับสนุน

  • เรื่องทุนการศึกษาล่อให้คนมาเรียนวิทยาศาสตร์สายบริสุทธิ์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์) มีอยู่แล้วครับ เยอะพอสมควรด้วย ยิ่งระดับสูงๆ แทบจะเอาปาหัวเด็กกันเลย แต่ไม่มีคนเรียน ปัญหาก็คือไม่มีใครอยากเรียนสายอาชีพที่ดูไม่มีอนาคตอย่างที่ผมพูดไปตอนแรก

>ส่วนเรื่องดราม่า...

  • คุณยังจับประเด็นที่ผมต้องการสื่อไม่ถูก ถ้าไม่เริ่มจาก "การโต้เถียง" การคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ หรือแม้แต่การวิเคราะห์สิ่งเก่าๆ จะไม่มีวันเกิดขึ้น คำว่า "ดราม่า" ที่ผมใช้ คือ ผมอยากให้สังคมไทยรับได้กับการโต้เถียง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ขอเป็นกลาง จะไกล่เกลี่ยออมชอมกันอย่างเดียว เรื่องบางอย่าง (ทุกเรื่องก็ได้) ต้องเถียงให้ถึงที่สุด ถ้าไม่ถึงที่สุดก็ต้องเถียงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ลงตัวในระดับหนึ่ง ไม่ใช่ปัดขยะไว้ใต้พรม เพียงเพราะไม่ต้องการความยุ่งยากของการโต้เถียง
mementototem's picture

เจอคนที่อยากเถียงมันยังดีกว่าเจอคนที่ ไม่พอใจอะไร แต่ไม่ยอมบอก

ถ้าบอกมา เรารู้เราแก้ได้ก็แก้ ถ้าอธิบายเหตุผลที่ทำได้ก็อยากจะบอก แต่นี่พอถึงขีดสุดปุ๊บ ระเบิดใส่คนอื่น ๆ แล้วเดินจากไปเฉย ๆ ทิ้งให้คนที่เหลืองงเล่น ๆ ว่า "มันเกิดอะไรขึ้น" แล้วก็วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ

ป.ล. เมื่อก่อนก็เคยทำ ตอนนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงตัว ^^"
ป.ล. (อีกที) แต่เถียงข้าง ๆ คู ๆ ไม่ยอมฟังเหตุผลของอีกฝ่ายก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ (เรื่องมากจริงวุ้ย)

mementototem's picture

(ขอแยกนะ)

มีทุนสำหรับคนเรียนไม่เก่ง จบปวช. มา และแก่แล้ว แต่ใจรักบ้างไหมครับ?

terminus's picture

ถ้าสอบเข้า ป.โท หรือ ป.เอก ได้ มีทุนแน่นอนครับ แต่อาจจะติดปัญหาตรงขาดวุฒิ ป.ตรี ตรงนี้ถ้ามี อ. ที่ปรึกษารับรองและ/หรือมีผลงานวิจัยตีพิมพ์ก็อาจจะได้รับการอนุมัติเป็นพิเศษนะครับ (ผมคิดว่างั้นนะ)

ที่ผมบอกว่าพอเข้า ป.โท/เอก ได้ มีทุนแน่นอน เพราะ อ. ที่ปรึกษาจะต้องเคี่ยวเข็ญให้เอาทุนเข้าแล็บให้ได้ (ยิ่งถ้า อ. เส้นใหญ่นี่มีทุนมาดองไว้เหลือเฟืออะครับ เขียนส่งได้ ทุนก็แทบจะเอาพานรองมาส่งเลย)

ninja741's picture

ประเทศเราเป็นประเทศปลายน้ำครับ เรายังไม่แข็งแกร่งขนาดคิดเองได้

สายงานที่เราใช้เยอะเลยเป็น applied science หรือพวกวิศวะ ที่เอาของที่เค้าคิดไว้มาใช้

terminus's picture

นั่นแหละครับคือปัญหา แล้วเราจะยอมเป็นปลายน้ำที่รอรับของต้นน้ำอย่างเดียวไปอีกนานเท่าไร?

ผมรู้ว่าการเป็นต้นน้ำมันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก แต่มีอุปสรรคอะไรก็แก้ๆ กันไปทีละเปลาะดีกว่ามั้ย? ดีกว่ารอรับของอย่างเดียว อย่างน้อยถ้าไม่สำเร็จวันนี้พรุ่งนี้ เราก็ยังมีทางไว้ให้คนรุ่นหลังมาเดินต่อ เขาจะได้รู้ว่าเราทำพลาดอะไรบ้าง เราทำอะไรตรงไหนสำเร็จบ้าง เป็นบทเรียนที่ให้เขาได้ก้าวต่อไป มันก็คล้ายๆ กระทู้ Standing on the Shoulder of Giant ที่ผมเขียนอะครับ

Thaina's picture

พูดกลับกันหรือเปล่าครับ?

ไม่ใช่เพราะเรา ไม่สามารถคิดอะไรเองได้
ถึงได้ไม่แข็งแกร่ง และ เปนได้แค่ประเทศปลายน้ำ
หรอกหรือครับ?

อันนี้ผมว่าคือสิ่งที่เรียกว่า "ความคิดมักง่าย" ของสังคมและวัฒนธรรมไทยนะ
คือคิดแต่ว่าจะเอาสบาย เอาง่ายๆ อย่างเดียว ไม่มีความพยายามที่จะสร้างความภาคภูมิใจ
มองแต่อนาคตสั้นๆแค่ว่าต้องทำเงินได้ และคิดว่าเปนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆก็โอเคแล้ว
แต่ไม่มองว่าจริงๆแล้วมีความเสี่ยงเพราะฐานมันไม่มั่นคง และไม่มีกำไรในระยะยาว

echo's picture

วิทยาศาสตร์เปนช่องทางไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ
ทุกคนมีสมองที่จะเรียนให้จบ
แต่ถ้าคุณไม่มีแรงบันดาลใจสร้างสรร (งานวิจัย)
คุณก้อจะกลับไปเปนผู้สอนตาม รร. ต่างๆ

ballsaii's picture

แนะนำตัวหน่อย ผมก็จบทั้งตรี โท ฟิิสิกส์โดยตรง เท่าที่คลุกขี้ เอ๊ย ! คลุกคลี ในวงการวิทยาศาสตร์บ้านเราไทยแลนด์

ก่อนอื่นขอตอบในตรงกระทู้ก่อน เด่วมีเรื่องอื่นตามมาอีกเยอะ อิอิ

ตอนเรียนตรี จบมามีคนทั้งเรียนต่อ และ ทำโรงงานในตำแหน่งวิศวกร

พอจบเอกมา อาจารย์มหาลัยครับ แทบไม่มีคนทำเอกชนเลย ยกเว้นบริษัทใหญ่ๆ ปตท. ปูนซีเมนไทย WD ไรงี้ ก

ขอนอกเรื่องก็คือ ทำไมบ้านเราไม่ค่อยมีการสนับสนุนการวิจัยวิทยาศาสตร์เลย

คือผมมองแบบงี้ก็คือ วิทยศาสตร์ --> เทคโนโลยี -->บริษัทขายของ กำไรที่ได้ก็มาสนับสนุนวิทยาศาสตร์ต่อทั้งพิวและประยุกต์

บ้านเราไม่มีบริษัททางเทคโนโลยีแบบจริงๆ จังๆ เน้นๆ ไปทางอิเล็กทรอนิกส์นะ เกาหลีมี LG samsung บ้านเรามีบริษัทต่างประเทศ ไตหวัน มี Acer อุตสหกรรมทางอิเล็ก เยอะ

ทำให้การเรียนวิทยาศาสตร์ดูไม่มีจุดหมายแน่นอน ไม่สามารถคิดค้นนวัตกรรม หรือ เทคโนโลยี ที่อยู่ในตลาดได้

บ้านเราจะซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาตลอด

การที่ไ่ม่มีตำแหน่งงานของรัฐ หรือ เอกชน ที่รับเฉพาะ วิทย์ ทำให้หลายคนเบนเข็มไปทำงานอย่างอื่น

บางครั้งผมก็น้อยใจนะจบวิทย์มา เงินเดือน แม่* ก็น้อย เรียนก้อ ยากส์

มีคนพูดว่า "เป็นแพทย์ก็เป็นคนของโรงพยาบาล เป็นทหารก็เป็นคนของกองทัพ เป็นนักวิทยาศาสตร์เป็นคนของโลก..."

Ubiquitous's picture

ผมเห็นด้วยน่ะครับพี่ (หรือลุงฟ่ะ.. ล้อเล่นครับ อิๆ)
ผมคิดว่าในการเรียนวิทยาศาสตร์ มันต้องมีแรงจูงใจบางอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นความชอบ ความอยากเข้าทำงานในที่ต่างๆ

ถ้าเกิดผมเกิดเป็นคนเกาหลีใต้ และชอบฟิสิกส์
ผมจะตั้งความฝันไว้เลยว่าจะต้องเข้าทำงานที่ Samsung หรือ LG ให้ได้
2 บริษัทนี้เหมือนกับเป็นตัวแทนของประเทษเกาหลีใต้ในเรื่องเทคโนโลยี
คนเกาหลีใต้ทุกคนภูมิใจ ที่ประเทศของตนมีบริษัทอย่าง Samsung และ LG
การทำงานให้กับสองบริษัทนี้เปรียบ ทำงานรับใช้ชาติเลยทีเดียว
(ทั้งหมดใช้การสันนิษฐานน่ะ 555+)

ผมว่าประเทศไทยต้องมีสิ่งที่จูงใจที่เป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัด และแท้จริงน่ะ
ไม่ใช่แบบจบวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมา ที่รองรับทำงานที่เดียวคือ "รัฐ"
ผมว่าเราต้องเริ่มทำอะไรบางอย่าง สร้างสิ่งจูงใจที่เป็นรูปธรรมในเรื่องเทคโนโลยี
ผมไม่อยากบอกว่าตั้งบริษัทเป็นของตัวเอง เพื่อประเทศไทยจะได้มีบริษัทเทคโนโลยีเยอะๆน่ะ
มันพูดง่ายแต่ทำยาก
แต่อยากให้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และทุ่มกับมันให้ที่สุด
การทำในสิ่งที่ยากที่สุด แต่เป็นสิ่งที่ตนรัก
มันจะทำให้เรามีพลังน่ะผมว่า
สิ่งเดียวที่จะอยู่กับสิ่งเดียวเราในช่วงเวลาที่เราท้อแท้สิ้นหวังที่สุด
ก็คือความมีใจรักในสิ่งที่ตนทำ เป็นสิ่งเดียวที่จะให้เรา ทำต่อได้

ผมคิดว่าทุกคนใน Jusci.net นี้ คงมีความรักในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกคน
ผมอยากให้ทุกคนตั้งมั่นกับสิ่งที่ตนรักน่ะ นำมาบวกกับไอเดียที่เรามี
ผมว่ามันน่าจะเกิดจุดเปลี่ยนบางอย่างที่สำคัญ กับประเทศหรืออาจจะกับโลกเลยน่ะ
พวกเรายังไม่สายน่ะที่จะเริ่มทำอะไรใหม่ๆ (ดู Google ดิ)

ผมอยู่ม.ปลาย และมีใจรักในเทคโนโลยี และชอบฟิสิกส์ และอยากเป็นวิศวะ
แต่แม่อยากให้เป็นหมอ "หมอจบแล้วมีงานทำแน่นอน วิศวะหางานยาก บลาๆๆๆๆๆๆ"
(ความคิดประจำก้านสมองของผู้ปกครองทุกคน เวนกำ)
ตอนนี้ผมอ่านหนังสือ ผมก็ยังอ่านฟิสิกส์ 80% ชีวะ 20% (หมอใช้ฟิสิกส์กะจึ๋งนึง)
ผมมีความสุขที่ได้อยู๋กับฟิสิกส์น่ะ
ถ้าเกิดประเทศไทย มีบริษัทอย่าง apple samsung ผมก็จะได้มีข้ออ้างอ้างแม่ได้
แม่ก็ให้ไปวิศวะ(แบบไม่โดนตัดแม่ตัดลูก) ผมก็จะได้มีโอกาศที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้

แต่ถึงถ้าเกิดผมต้อง(จำใจ)เป็นหมอจิงๆ
ผมก็จะอยู่กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อ
ผมจะเอาเงินที่ได้จากหมอ ไปสนันสนุนคนที่มีใจรักในเทคโนโลยี+มีไอเดีย+ต้องการตั้งบริษัท
แม้มันอาจจะช่วยได้ไม่มาก แต่ผมก็จะทำ
เพราะผมรักเทคโนโลยี และผมต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ

Ubiquitous's picture

ถ้าเกิดพี่ๆ มีน้องที่ชอบเทคโนโลยี อยากเข้าวิศวะ แต่โดนบังคับเข้าหมอเหมือนผม
อยากให้พี่ๆให้กำลังใจเขาหน่อยน่ะครับ
ตอนนี้เด็กเก่งๆทั่วประเทศ หรืออาจจะแค่กรุงเทพเนี่ยโดนปัญหานี้เยอะครับ
เพื่อนในห้องผมโดนกันครึ่งห้อง โดนพ่อแม่อยากให้เป็นหมอ

ผมคิดว่าความคิดนี้มันเป็นสิ่งที่คน(ไทย)ที่ผ่านโลกเยอะเค้าคิดรึเปล่าก็ไม่รู้น่ะ
แต่ผมอยากให้ผู้ใหญ่เปลี่ยนความคิดใหม่มากๆๆเลย

ผู้ใหญ่อาจจะคิดว่าเด็กฝันไปใกล แต่คงไปไม่ถึง
แต่คุณไม่รู้หรอก ว่าเด็กที่มีความฝันบวกกับมันสมองที่เค้ามี มันมีพลังมากแค่ไหน