ฤๅหายนะครั้งที่หกได้เริ่มขึ้นแล้ว?

By: terminus
Writer
on Fri, 04/03/2011 - 00:00

ในช่วง 540 ล้านปีที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass Extinction) 5 ครั้ง ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 65 ล้านปีที่ผ่านมาและส่งเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ที่เคยครองโลกทั้งหมดไปสู่สุคติพร้อมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมากมาย (สายเลือดโดยตรงของไดโนเสาร์ที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน คือ นก) ในช่วงเวลาแห่งการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่แต่ละครั้ง 75% ของสปีชีส์ทั้งหมดบนโลกจะหายไปในเวลาสั้นๆ

ปัญหามันอยู่ตรงที่คำว่า "เวลาสั้นๆ" นี่แหละ ความสั้นยาวของเวลาในที่นี้เทียบกับเวลาทางธรณีวิทยา ดังนั้นจะเป็น 1 วัน, 1 ปี, 1 พันปี, หรือ 1 ล้านปี นักวิทยาศาสตร์ก็ยังเรียกว่าเป็น "เวลาสั้นๆ" ได้ (มีการศึกษาเร็วๆ นี้บอกว่าไดโนเสาร์บางชนิดอาจใช้เวลาถึง 700,000 ปีกว่าจะสูญพันธุ์)

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ย้อนกลับมาดูที่ขณะปัจจุบันซึ่งกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของสัตว์ทั่วโลก และใน "เวลาที่ค่อนข้างสั้น" ของประวัติศาสตร์มนุษย์สมัยใหม่ มันก็ดูเหมือนกับว่ามีสัตว์หลายชนิดต้องสูญพันธุ์ไปตลอดชั่วอารยธรรมแห่งมนุษยชาติ แต่ใครหละจะกล้าพอฟันธงว่าโลกอยู่ในช่วงการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่อีกครั้งหรือไม่ (ถ้าบอกว่าใช่ ก็โดนฝ่ายทุนเล่น ถ้าบอกว่าไม่ใช่ ก็โดนพวกนักอนุรักษ์ฯ ด่า ชีวิตนักวิทยาศาสตร์มันก็กดดันเหมือนกันนะ)

วิธีพิสูจน์ก็ไม่ใช่ว่าง่าย เพราะจะต้องเอาอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งโลกตลอดช่วง 540 ล้านปีมาเทียบกับอัตราในปัจจุบัน เอาแค่นับดูว่าสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันมีเท่าไร นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้จำนวนเลย จนถึงกับมีคำพูดที่ว่า "สิ่งมีชีวิตบางชนิดสูญพันธุ์ไปก่อนที่เราจะรูัจักมัน (อย่างเป็นทางการ) เสียอีก" นอกจากนี้หลักฐานฟอสซิลก็ไม่สามารถบ่งชี้ช่วงเวลาได้แบบเป๊ะๆ ดังนั้นการจะหาอัตราการสูญพันธุ์ที่แน่นอนในแต่ละจุดของช่วงเวลานับร้อยๆ ล้านปีแล้วเอามาเทียบกันจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้

ทีมวิจัยที่นำโดย Anthony D. Barnosky แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์คเลย์ เลยหาทางที่ง่ายกว่านั้นในการพิสูจน์ พวกเขาพลิกแพลงหลักการนิดหน่อยโดยคำนวณหาอัตราการสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในช่วงประวัติศาสตร์ของมนุษย์ซึ่งเรามีบันทึกที่ค่อนข้างจะแน่นอนอยู่แล้ว จากนั้นเอาไปเทียบกับอัตราการสูญพันธุ์เฉลี่ยในช่วงของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้งห้าครั้งที่ผ่านมา

ผลที่ได้เป็นไปตามที่หลายคนคาด แต่ก็น่าตกใจอยู่ดี นั่นคือ อัตราการสูญพันธุ์ในทุกวันนี้ใกล้เคียงกับอัตราการสูญพันธุ์ในช่วงที่เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในอดีตเลย แม้ว่านี่จะเป็นการคำนวณจากข้อมูลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงบางส่วน แต่มันก็แสดงให้เห็นว่า "วินาทีที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ โลกกำลังไถลลงสู่หายนะครั้งที่หกเข้าไปทุกทีๆ"

จากการประมาณการณ์ นักวิจัยพบว่า ถ้าเรายังเอ้อระเหยปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จัดอยู่ในกลุ่มถูกคุกคามและเป็นอันตราย (นับรวมหมดเลยทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ critically endangered, endangered, และ vulnerable) ทั้งหมดจะสูญพันธุ์ในอีก 300-2,200 ปีข้างหน้า เมื่อถึงจุดนั้นเมื่อไร ก็เป็นสัญญาณว่าทุกอย่างสายเกินแก้แล้ว

ทั้งหมดนี้หมายความว่าเรามีเวลาอีกเพียง 300-2,200 ปีเท่านั้นในการแก้ปัญหาที่มนุษย์ช่วยกันสร้างทับถมเอาไว้ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ไม่ใช่แค่ปัญหาสภาพภูมิอากาศ (โลกร้อน) อย่างที่หลายคนเห็นในทีวี แต่ยังมีปัญหามลพิษ ปัญหาการทำลายป่า ปัญหาประชากร ฯลฯ

ผมไม่อยากจะมองโลกในแง่ร้ายนะ นักวิทยาศาสตร์(เกือบ)ทุกคนก็เชื่อว่าเราจะแก้ไขปัญหาได้ทัน เพราะเรื่องมันติดอยู่ที่การเมืองนิดเดียวเอง

...นิดเดียวจริงๆ และภาคการเมืองของเราก็ก้าวหน้าไปเยอะมากๆ ดูสิ ปี 2009 เราได้กระดาษเช็ดก้นที่ชื่อว่า Copenhagen Accord พอมาปี 2010 เราก็ได้อะไรไม่รู้จากการประชุมที่ Cancun (จนป่านนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าพวกนั้นประชุมอะไรกัน ทุกอย่างจบลงด้วยความงงๆ งวยๆ)

คิดแล้วปวดตับ T_T

แต่ยังไงก็ขอให้ทุกท่านมองโลกในแง่ดีไว้ เรายังเหลืออีกตั้ง 300 กว่าปี (โชคดีก็อาจถึง 2,200 ปี!) ไว้สักอีก 299 ปีค่อยคิดแก้ก็ได้เนอะ?

ที่มา - The Telegraph, Science Daily, Live Science

2 Comments

echo's picture

ตอนนี้ผมมีเวลาให้สมองทำงานอยู่แค่ 20 ปีเท่านั้น จากนั้นก้อไม่รู้อะไรแล้ว

mementototem's picture

มองโลกในแง่ดีไว้ 25% ที่เหลืออาจจะมีสายพันธุ์มนุษย์อยู่ด้วยก็ได้

ป.ล. นึกตั้งนานว่ากระดาษเช็ดก้นยี่ห้อแปลก ๆ นั้นมันมีความสามารถพิเศษอะไร ที่แท้ก็ร่วมกันผลิตกันตั้งหลายประเทศ แต่แล้วก็เอามาใช้จริงไม่ได้นี่เอง