7 การทดลองที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ [น. 13]

By: terminus
Writer
on Tue, 01/03/2011 - 23:59

เช่นเดียวกับทุกวงการ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ก็มีมุมมืดเหมือนกัน การทดลอง 7 อันข้างล่างนี้มาจากบทความ "7 Absolutely Evil Medical Experiments" ของเว็บ Live Science ทั้งหมดเป็นการทดลองที่กระทำต่อมนุษย์ซึ่งถ้าตัดสินในมุมมองของจริยธรรมการทดลองในปัจจุบันก็ต้องเรียกว่า "ไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุด" บางอันอาจจะมีข้อความเนื้อหาที่ไม่เหมาะกับเยาวชน ขอให้ผู้ปกครองให้คำแนะนำด้วย

  1. การทดลองที่ค่ายกักกัน Auschwitz ของนาซีเยอรมัน - คงไม่ต้องพูดถึงสำหรับการทดลองของนักวิทยาศาสตร์นาซีที่ทำต่อนักโทษ วัตถุประสงค์การทดลองส่วนใหญ่ก็เป็นไปเพื่อพิสูจน์ความเหนือกว่าของชนชาติอารยันและทดสอบประสิทธิภาพของอาวุธเคมี/ชีวภาพ ผู้ร่วมรับการทดลอง(แบบไม่เต็มใจ)ต้องถูกทรมานสารพัดแบบ ตั้งแต่การรมก๊าซพิษ แช่แข็ง ขังในห้องความดันต่ำ ฯลฯ ผู้หญิงบางคนถูกรัดเต้านมด้วยเชือกเพื่อทดลองว่าทารกจะอดนมได้นานขนาดไหน จนแม่บางคนตัดใจฆ่าลูกตัวเองให้พ้นทรมานด้วยการฉีดมอร์ฟีนเข้าเส้นเลือดเด็ก หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง นักวิทยาศาสตร์นาซีถูกจับตัวขึ้นศาลอาชญากรสงครามเกือบทุกคน บางคนก็หลบรอดไปได้ เช่น Josef Mengele แพทย์หน่วย SS หัวโจกของโครงการทดลองหลบหนีไปอเมริกาใต้และตายที่บราซิลในปี 1979

  2. หน่วย 731 กองทัพญี่ปุ่น - ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้จับเชลยชาวจีนมาร่วมการทดลองสารพัด เช่น การบังคับให้เดินทางไกลลุยหิมะด้วยเท้าเปล่าเพื่อจะดูว่าวิธีไหนรักษาอาการหิมะกัดได้ดีที่สุด การเข้าห้องรมก๊าซพิษ หรือโยนเข้าไปในห้องความดันจนลูกตาทะลักออกมา ไม่มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการทดลองเท่าไร แต่ประเมินกันว่าไม่น่าต่ำกว่า 200,000 คน ในปี 1995 หนังสือพิมพ์ TImes เปิดเผยว่าทางการสหรัฐฯ ช่วยปกปิดการทดลองเหล่านี้ไว้เป็นความลับจากชาวโลก เนื่องจากต้องการเก็บไว้แบล็คเมล์ให้ญี่ปุ่นยอมเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในสงครามเย็น

  3. Monster study - ชื่ออาจจะน่ากลัว แต่จริงๆ เป็นการทดลองเกี่ยวกับอาการติดอ่างของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไอโอวาในปี 1939 จุดประสงค์การทดลองคือต้องการดูว่าความเครียดมีผลต่อการติดอ่างในเด็กหรือไม่ นักวิจัยได้ไปบอกกับเด็กกำพร้าในสถานเลี้ยงเด็กว่าพวกเขาจะมีอาการติดอ่างในอนาคตเพื่อให้เด็กเกิดความเครียด ผลการทดลองคือเด็กไม่พัฒนาอาการติดอ่างขึ้นมา แต่กลับส่งผลให้เด็กเกิดความกังวล แยกตัวจากสังคม เป็นโรคซึมเศร้า สุดท้ายในปี 2007 ทางมหาวิทยาลัยต้องยอมจ่ายค่าชดเชยรวม $925,000 หลังจากถูกฟ้องจากผู้เสียหาย ชื่อ "Monster study" เป็นฉายาที่นักศึกษารุ่นหลังตั้งให้เพื่อเป็นการระลึกถึงตราบาปของมหาวิทยาลัย

  4. การฆาตกรรมของ Burke & Hare - เนื่องจากในทศวรรษ 1830 รัฐบาลอังกฤษออกกฏหมายให้การผ่าตัดเพื่อศึกษากายวิภาคทำได้เฉพาะกับศพของนักโทษประหารเท่านั้น ทำให้แพทย์ทางด้านนี้หาตัวอย่างมาศึกษากันยากขึ้น ตลาดมืดของการขายศพจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว สองสหายเจ้าของบ้านเช่าในเอดินเบอร์ก William Hare และ William Burke เลยผุดไอเดียทำเงิน ลักลอบฆ่าผู้เช่าให้ห้องเช่าตัวเอง แล้วเอาศพไปขายให้กับ Robert Knox แพทย์นักกายวิภาค สุดท้ายทั้งสองคนก็โดนจับได้ Burke ถูกแขวนคอ ส่วน Hare บ้างก็ว่าถูกปล่อย บ้างก็ว่าถูกฆ่า คดีนี้ส่งผลให้รัฐบาลอังกฤษยอมผ่อนปรนข้อกฏหมายเกี่ยวกับการศึกษากายวิภาคให้เข้มงวดน้อยลง

  5. การทดลองสูตินารีเวชกับทาส - บิดาแห่งวิชาสูตินารีเวชสมัยใหม่ J. Marion Sims ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเกี่ยวกับจริยธรรมการทดลอง การทดลองส่วนใหญ่ของเขาจะทำกับทาสผู้หญิง เกือบทุกครั้งเขาไม่เคยวางยาสลบเลย เนื่องจากเขาให้เหตุผลว่าการผ่าตัดไม่น่าจะเจ็บมากอะไรมาก จึงไม่สมควรสิ้นเปลืองกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

  6. การทดลองซิฟิลิสในกัวเตมาลา - ในปี 1946-1948 รัฐบาลของสหรัฐอเมริกากับกัวเตมาลาจับมือกันทำการทดลองลับๆ เกี่ยวกับการรักษาโรคซิฟิลิส ผู้ร่วมการทดลองประกอบด้วยนักโทษและผู้ป่วยทางจิตชาวกัวเตมาลา นักวิจัยทำการทดลองถ่ายเชื้อซิฟิลิสเข้าผู้ร่วมการทดลองโดยการจ่ายเงินให้ไปนอนกับโสเภณีที่ติดเชื้อ หรือไม่ก็กรีดหนังองคชาติแล้วเทเชื้อในจานเพาะลงบนแผล หลังจากที่เรื่องนี้แดงขึ้น เดือนตุลาคม 2010 ที่ผ่านมา Hilary Clinton และ Kathleen Sebelius ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษกับสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทำลงไป

  7. การทดลองที่ Tuskegee - การทดลองนี้เหมือนเป็นมุมกลับของการทดลองในกัวเตมาลาข้อข้างบน ในปี 1932 นักวิจัยของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทำการติดตามอาการของผู้ป่วยโรคซิฟิลิส 399 คนใน Tuskegee รัฐอะลาบามา ผู้ป่วยซึ่งเป็นคนผิวดำและไร้การศึกษาได้รับคำแนะนำแบบหลอกๆ จากนักวิจัยว่า "เขาป่วยเป็นโรคเลือดเสีย (Bad Blood)" จากนั้นนักวิจัยก็แกล้งทำเป็นรักษาไปเรื่อยๆ มีทดลองกับยาปลอมบ้างยาตัวใหม่บ้าง แต่ตลอดทั้งการวิจัยไม่มีผู้ป่วยคนใดได้รับการรักษาแบบจริงจังเลย การทดลองนี้กินเวลายาวนานถึง 40 ปี จนกระทั่งสาธารณชนรับรู้ความจริง รัฐบาลจึงต้องล้มเลิกโครงการในที่สุด

ที่มา - Live Science

7 Comments

Thaina's picture

คนหนอคน ไม่นับการทดลองที่ทำกับสัตว์เลยแฮะ

panther's picture

เรื่องค่าย 731 นี่ถ้าผมอ่านมา + จำไม่ผิด นายแพทย์ที่รับผิดชอบค่ายได้รับอภัยโทษจากแมคอาเธอร์ เพื่อแลกกับการส่งข้อมูลการทดลองทั้งหมดไปให้สหรัฐด้วยนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าสหรัฐต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับด้วยเหมือนกัน เพราะตัวเองดันไปอยากได้ข้อมูลที่มีที่มาไม่ค่อยน่าโสภานัก...

tekkasit's picture

ใช่ครับ เท่าที่ทราบ การพัฒนาอวกาศและการบินสหรัฐ ใช้ข้อมูลลับบางส่วนจากแฟ้มลับนี้ เช่น ขีดจำกัดทางกายภาพของมนุษย์ที่จะทนได้ เช่น ภายอุณหภูมิ (เช่น ถ้าอุณหภูมิร่างกายลดต่ำถึง 25 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่าจะเสียชีวิต), ความกดอากาศ เพื่อเป็นข้อมูลพัฒนายานบิน

เคยลองอ่านข้อมูล Wikipedia ของหน่วย 731 นี่ น่าขนลุกมาก

Iterator's picture

731 โหดกว่ามาก

ในข่าวแปลมาไม่หมด จะเล่าให้คร่าวๆ ตัวอย่างที่คิดว่าโหดสุด

คือเอาคนมาเป็นหนูทดลอง

ทำให้คนติดเชื้อกาฬโรคด้วยวิธีต่าง ๆ ฉีดเข้าเลือด พ่นเข้าปอด
แล้วทดสอบดูว่าการติดเชื้อเกิดขึ้นส่วนไหนอย่างไร

ด้วยการเอาเหยื่อมามัดบนเตียง แล้วผ่าช่องอก ช่องท้อง สดสด ไม่ฉีดยาชา หรือยา
สลบ เพราะจะกระทบต่อผลการทดลอง

ผมไปดูต้นฉบับแล้วมีกล่าวถึง แต่ข่าวนี้ย่อตัดมาแปลมาไม่ครบ

ตอนนี้ล่าสุด กำลังมีการขุดในไซต์ที่ญี่ปุ่นในหน่วยที่เกี่ยวข้องกับ 731

การทดลองคล้าย ๆ กันไม่ได้เกิดแค่ที่จีน แต่เกิดในญี่ปุ่นด้วย
จริง ๆ แล้วหน่วยงานนี้มีหลายไซต์มาก ในไทยก็มี
แต่เข้าใจกันว่าทำหน้าที่แค่ ซัพพลายหนู หรือทำหน้าที่สนับสนุนอื่นๆ

คนในหน่วยไม่ได้รับโทษใดๆ แลกกับการที่ให้ข้อมูลการทดลองให้อเมริกา

ยกตัวอย่าง

รองหัวหน้าหน่วย 731 ไม่ได้รับโทษใด ๆ และสุดท้ายยังเป็นเจ้าของผู้ร่วมก่อตั้ง
บริษัทเวชภัณฑ์ green cross ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่โตพอสมควร (ตอนนี้ merge กับ บ อื่น ๆ
ไปแล้วในยุคฟองสบู่แตก)

shiretoko's picture

เท่าที่ทราบมาของญี่ปุ่นโหดสุด แต่งานวิจัยเป็นของฝรั่ง ซึ่ง คู่กรณีเป็นเยอรมนี ฝรั่งเลยชอบยกเครดิตให้ค่ายเยอรมัน แต่ถ้าเทียบกันแบบจริงๆจังๆแล้ว ญี่ปุ่นนี้สุดๆจริงๆ

tomyum009's picture

ไอข้อมูลของหน่วย731 หาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ไหนบ้างหรอครับ?