American Physical Society เปิดตัว Physical Review X

By: terminus
Writer
on Fri, 21/01/2011 - 00:15

American Physical Society หรือ APS ได้ประกาศเปิดตัววารสารวิชาการใหม่ในชื่อ Physical Review X (PRX) โดยวารสารใหม่นี้จะเผยแพร่ออนไลน์แบบ Open Access ให้ทุกคนเข้าไปอ่านกันได้ฟรีๆ

คนที่จะมารับตำแหน่งเป็นบรรณาธิการของ PRX คือ ศาสตราจารย์ Jorge Pullin แห่งมหาวิทยาลัยหลุยเซียนา ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะบรรณาธิการของวารสารวิชาการชื่อดังอีกหลายเล่ม และยังเป็นสมาชิกของ APS Council และ fellow of the APS and AAAS อีกด้วย

บทความทั้งหมดที่ตีพิมพ์ลงใน PRX จะอยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution 3.0 License โดยลิขสิทธิ์จะยังคงเป็นของเจ้าของผลงานที่ตีพิมพ์นั้นๆ เรื่องที่จะได้ลงตีพิมพ์ใน PRX ก็เป็นบทความรีวิววิชาการในสาขาฟิสิกส์ ครอบคลุมทุกแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง (ตามชื่อวารสารนั่นแหละ) ส่วนเงินสนับสนุนที่จะมาทำให้ PRX ฟรีและฟรีตลอดไปนั้นก็มาจากเงินที่เรียกเก็บเป็นค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์นั่นเอง* ไม่มากไม่น้อยครับ เพียงบทความละ 1,500 เหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 45,000 บาทเท่านั้น!

PRX จะเริ่มเปิดรับบทความในเดือนมีนาคม และคาดว่าบทความแรกจะตีพิมพ์เผยแพร่ได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปลายปี 2011 นี้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://prx.aps.org/

ที่มา - PhysOrg

*หมายเหตุ การตีพิมพ์บทความในวารสารวิชาการส่วนใหญ่ เจ้าของบทความต้องเสนอบทความและจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับวารสารนั้นๆ ต่างจากวารสารหรือสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดอื่นๆ ที่สำนักพิมพ์ต้องจ่ายเงินให้คนเขียนเป็นค่าเรื่อง อันนี้คนเขียนเรื่องลงต้องเสียเงิน ซึ่งราคา 1,500 เหรียญสหรัฐฯ ในข่าวนี้ถือว่าเป็นระดับราคาทั่วไป ไม่ได้แพงมาก บางวารสารค่าธรรมเนียมอาจสูงถึง 5,000 เหรียญสหรัฐฯ ก็มี (ไม่รวมค่ากระดาษและค่าพิมพ์รูป)

4 Comments

mementototem's picture

ค่าเผยแพร่ความจริงทางวิทยาศาสตร์ช่างแพงเหลือเชื่อ แต่คิดอีกทีมันก็เป็นการโฆษณาตัวเองดี ๆ นี่เอง

terminus's picture

คำถามนี้ผมก็เคยสงสัยมาก่อนนะครับ แต่พอมาลองคิดดู ผมก็ได้คำตอบประมาณว่า

มันเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบหนึ่งหนะครับ

ถ้าลองคิดดูกลุ่มเป้าหมายของวารสารวิชาการมันเป็นกลุ่มนักวิชาการแคบๆ บทความวิชาการก็ไม่ใช่สินค้าที่จะขายได้เททิ้งๆ เหมือน iPhone/iPad ยิ่งบทความที่เฉพาะทางมากๆ เพราะถ้าไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับด้านนั้นๆ ใครจะซื้อมาอ่านเล่น ต่อให้เป็นบทความดังก็ตาม คนธรรมดาคงไม่คิดจะซื้อมาเก็บไว้หรอก มันไม่สนุกเหมือนอ่านนิยายหนิ (ผมอ่านแฮรี่ฯ 600 หน้า สองอาทิตย์ก็จบ แต่อ่าน paper 20 กว่าหน้า เดือนนึงยังไม่จบเลย อ่านไปหนึ่งหน้า หลับไป 1 ชั่วโมง ตื่นมาอีกที ลืมหมด ต้องเริ่มอ่านใหม่)

ดังนั้นถ้าไม่มีนักวิจัยหรือสถาบันต่างๆ ช่วยออกค่าธรรมเนียมให้ สำนักพิมพ์ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าตีพิมพ์ ค่าจัดหน้า ค่ากระดาษ ค่าแรงพนักงาน และค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญที่มา peer-review ให้ ถ้าเป็นวารสารที่เก็บตังค์ก็ยังพอจะได้ลุ้นกับค่า subscription จากพวกมหาวิทยาลัยและห้องสมุดต่างๆ แต่ถ้าเป็น Open Access ที่เปิดให้คนเข้าไปอ่านฟรีๆ ก็ไม่ต้องหวังรอดเลย

ทางฝั่งนักวิจัยหรือสถาบันเองก็คงเห็นว่าการได้ตีพิมพ์นั้นเป็นเหมือนการ "โฆษณา" ผลงานตัวเองและทำให้วารสารวิชาการอยู่ได้ด้วย เลยยินดีที่จะจ่าย ต่อมาระบบนี้ก็ฝังรากลึกขึ้นจนทำให้การได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของนักวิจัย ใครจะเรียนจบ/จะได้เลื่อนตำแหน่งก็ขึ้นอยู่กับการได้ตีพิมพ์ลง peer-reviewed journal

มันเป็นระบบที่พิสูจน์ตัวเองว่า "It worked" จนกระทั่งมีอินเตอร์เน็ตนี่แหละครับ ตอนนี้ระบบก็กำลังค่อยๆ เปลี่ยนไป ความพยายามที่เห็นได้ชัดก็คือ Open Access นี่แหละ กระบวนการ peer review ก็รวดเร็วขึ้นมาก ต้นทุนของสำนักพิมพ์ก็ลดลง แต่ถึงอย่างไร ผมคิดว่าค่าธรรมเนียมส่วนนี้จะยังคงอยู่ต่อไป เพียงแต่ว่ามันจะลดลงหรือจะมีมาตรฐานการประเมินราคากลางขึ้นมาหรือไม่ ก็คงเป็นอีกเรื่อง

ความคิดข้างบนส่วนใหญ่ ผมได้มาจากการอ่านบทความจาก Wikipedia http://en.wikipedia.org/wiki/Academic_publishing และเพิ่มเติมจินตนาการผมเข้าไปอีกหน่อย