นิ้วชี้-นิ้วนางบอกความเสี่ยงการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้

By: terminus
Writer
on Mon, 06/12/2010 - 21:30

หลังจากข่าวที่แล้ว "นิ้วมือบอกความเข้มแข็งของเราได้" ใครที่ยังไม่ได้เอามือลง ก็ดูต่ออีกรอบ ส่วนคนที่เอามือลงแล้ว ก็ได้เวลายกมือกันขึ้นมาดูอีกครั้ง คราวนี้เตรียมใจไว้หน่อยก็ดี

นักวิทยาศาสตร์อังกฤษจากสองสถาบัน University of Warwick และ the Institute of Cancer Research ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูล 15 ปี นับจาก ค.ศ. 1994 ถึง 2009 ของผู้ชายที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) กว่า 1,500 คน และผู้ชายปกติกว่า 3,000 คน พบว่าผู้ชายที่มีนิ้วชี้ยาวกว่านิ้วนางมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าผู้ชายที่มีนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนาง

ในการเก็บข้อมูล ผู้เข้าร่วมจะได้ดูรูปภาพมือลักษณะต่างๆ และต้องเลือกว่ามือแบบใดตรงกับลักษณะมือของตัวเองมากที่สุด ลักษณะมือทั่วไปที่พบได้มากที่สุดในกลุ่มตัวอย่างคือ มือที่นิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนาง กว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่างมีมือลักษณะเช่นนี้ ผู้ชายที่มีนิ้วชี้ยาวเท่ากับนิ้วนางมีประมาณ 19% และในกลุ่มนี้มีสัดส่วนของคนที่เป็นและไม่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากพอๆ กัน

ส่วนผู้ชายที่มีนิ้วชี้ยาวกว่านิ้วนาง มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งน้อยกว่าถึง 33% และเมื่อกรองข้อมูลให้เหลือแต่กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี ผู้ชายที่มีนิ้วชี้ยาวกว่านิ้วนางมีโอกาสที่จะตกไปอยู่ในกลุ่มมะเร็งน้อยกว่าผู้ชายที่มีนิ้วแบบอื่นๆ ถึง 87%

อย่างที่รู้กันว่าหากทารกชายที่อยู่ในครรภ์ได้รับฮอร์โมน Testosterone มากๆ นิ้วนางจะยาวกว่านิ้วชี้ ฮอร์โมน Testosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายนี้สร้างจากอัณฑะตั้งแต่ตอนที่ทารกชายเริ่มอยู่ในครรภ์เลยทีเดียว ฮอร์โมนนี้จะช่วยสร้างลักษณะของความเป็นชาย ความก้าวร้าว การเจริญของกระดูกและข้อต่อ (นี่อาจจะเป็นสาเหตุต้นตอของความเชื่อที่ว่า "ผู้ชายที่มีเท้าใหญ่จะมีอวัยวะเพศใหญ่และมีอารมณ์ทางเพศสูง") และนอกจากนี้วงการวิทยาศาสตร์ก็เชื่อกันว่าระดับ Testoterone มีผลต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย งานวิจัยนี้จึงถือเป็นหลักฐานได้อีกชิ้นที่พิสูจน์ว่าระดับฮอร์โมน Testoterone ที่ได้รับตั้งแต่ตอนทารกมีผลต่อความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก

หากใครยกมือขึ้นมาดูแล้วพบว่านิ้วชี้ดันสั้นกว่านิ้วนาง อย่าเพิ่งวิตกจริตกันไปใหญ่โตนะครับ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นแค่ว่า "อาจจะมีโอกาสมากกว่า" ไม่ได้แปลว่า "ต้องเป็นแน่ๆ" อย่างที่เราทราบกันดี มะเร็งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่แค่ใครนิ้วยาวกว่าใคร

ที่มา - The Telegraph, Live Science