mementototem's blog

ML276 ความหวังใหม่ในการพัฒนายาต้านเชื้อมาลาเรีย

By: mementototem
Writer
on Fri, 20/07/2012 - 14:02

มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1.2 ล้านคนต่อปี จากการติดเชื้อมาลาเรียที่มียุงก้นปล่องตัวเมีย (Anopheles mosquitoes) เป็นพาหะ โดยเฉพาะเชื้อมาลาเรียสายพันธุ์ Plasmodium falciparum

นักวิทยาศาสตร์พบว่า เชื้อมาลาเลียจะสร้างเอนไซม์ Plasmodium falciparum glucose-6-phosphate dehydrogenase (PfG6PD) ขึ้นมาจากกระบวนการสร้างเอนไซม์ G6PD ที่ใช้เริ่มกระบวนการป้องกันการทำลายจากอนุมูลอิสระ ในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อ และเอนไซม์ PfG6PD เป็นเอนไซม์สำคัญในการเพิ่มจำนวน และขยายพันธุ์ของเชื้อ P. falciparum

นักวิทยาศาสตร์พยายามหาสารประกอบที่ใช้ยับยั้งกระบวนการสร้าง PfG6PD ของเชื้อมาลาเรีย แต่ไม่ได้ยับยั้งการสร้าง G6PD เพราะไม่ต้องการให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ แต่ก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่รู้ว่า PfG6PD นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง การทดสอบจึงได้หยุดลง

แต่สมาชิกทีมในห้องปฏิบัติการ Katja Becker ในมหาวิทยาลัย Lustus-Liebig ประเทศเยอรมันนี ได้รายงานถึงส่วนประกอบ และกระบวนการทำงานของ PfG6PD ออกมา ทำให้ทีมนักวิจัยที่นำโดย Anthony Pinkerton ที่สถาบัน Sanford-Burnham นำข้อมูลที่ได้ไปหาสารประกอบที่ใช้ยับยั้งกระบวนการสร้าง PfG6PD จนเจอสารประกอบ ML276

ตอนนี้ ML276 ถูกเสนอให้เป็นสารยับยั้ง PfG6PD แบบเจาะจง เพราะมันหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรียในเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ รวมถึงเชื้อมาลาเรียที่มีการดื้อยาในปัจจุบันด้วย ML276 จึงเป็นความหวังในการพัฒนายาต้านเชื้อมาลาเรียแบบใหม่ของนักวิทยาศาสตร์

ที่มา: Phys.org

HIV-2 ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับ HIV-1 ได้ดีขึ้น

By: mementototem
Writer
on Thu, 19/07/2012 - 22:52
Topics: 

หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า HIV นั้นมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ HIV-1 ที่สามารถพบได้ทั่วไป มีอัตราการแพร่กระจายสูง ผู้ติดเชื้อเกือบทั้งหมดจะกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์ และ HIV-2 ที่ส่วนใหญ่พบแถวแอฟริกาตะวันตก ไม่มีการแพร่กระจายมากนัก และมีผู้ติดเชื้อเพียง 20 - 30% เท่านั้น ที่กลายเป็นผู้ป่วยเอดส์ แต่สำหรับผู้ที่ติดเชื้อทั้ง HIV-1 และ HIV-2 ในแอฟริกาตะวันตกกลับมีโอกาสที่จะกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์เพียงแค่ 3.2% เท่านั้น ซึ่งดูเหมือนกว่า HIV-2 จะไปขัดขวางการทำงานของ HIV-1 (สำหรับผู้ติดเชื้อ แล้วคิดอะไรแผลง ๆ กรุณาอ่านให้จบก่อน)

ในงานวิจัยชิ้นใหม่นี้ Joakim Esbjörnsson แห่งมหาวิทยาลัย Lund ในสวีเดน และเพื่อนร่วมงาน ได้วิเคราะห์ข้อมูลของอาสาสมัครผู้ติดเชื้อในประเทศกีนี-บิสเซา ในแอฟริกาตะวันตก จำนวน 223 คน ที่ติดเชื้อ HIV-1 และมี 32 คนในนั้นติดเชื้อ HIV-2 ร่วมด้วย และพบว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV-1 เพียงอย่างเดียวนั้น จะกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์ในระยะเวลา 68 เดือน (5 ปี 8 เดือน) ในขณะที่ ผู้ที่ติดเชื้อ HIV-2 มาก่อน แล้วติดเชื้อ HIV-1 ภายหลังนั้น จะกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์ในระยะเวลา 104 เดือน (8 ปี 8 เดือน) ซึ่งนานกว่าผู้ที่ติดเชื้อ HIV-1 เพียงอย่างเดียว และมีเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4+ T-cell มากกว่าอีกด้วย

แต่งานวิจัยนี้ ดูเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อ HIV-2 มาก่อนแล้วจึงติดเชื้อ HIV-1 ภายหลังเท่านั้น สำหรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV-1 อยู่ก่อนแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเสี่ยงเพื่อให้ติดเชื้อ HIV-2 เพิ่ม

ทางด้าน Phyllis Kanki ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเอดส์ และอาจารย์ด้านระบบภูมิคุ้มกัน และการติดเชื้อ ของ Harvard School of Public Health บอกว่า ผู้ที่ติดเชื้อ HIV-2 อาจทำให้ร่างกายค่อย ๆ พัฒนาระบบป้องกันไวรัสขึ้น ทำให้การต่อสู้กับ HIV-1 มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่า ทำไม HIV-2 ถึงได้ทำอันตรายกับระบบภูมิคุ้มกันได้น้อยกว่า HIV-1 สาเหตุเพราะ HIV-2 อ่อนแอเอง หรือเพราะระบบภูมิคุ้มกันรับมือกับ HIV-2 ได้ดีกว่ากันแน่ และหากสามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ชัดเจนเพียงพอ เราอาจจะสามารถพัฒนาวัคซีนสำหรับ HIV-1 ขึ้นมา หรือใช้วิธีการอื่นในการรักษาได้ในอนาคต

ที่มา: MedicalXpress, LiveScience via Yahoo! News, doi:10.1056/NEJMoa1113244

พลังงานจากเลเซอร์ทำให้โดรนบินอยู่ได้นานกว่า 48 ชั่วโมง

By: mementototem
Writer
on Wed, 18/07/2012 - 12:38
Topics: 

ความหวังหนึ่งเกี่ยวกับ อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน คือ มันจะสามารถบินสำรวจจุดที่กำหนดอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ต้องบินลงจอดเพื่อเติมเชื้อเพลิง หรือเปลี่ยนแบตเตอรี่

ทาง LaserMotive ได้ออกมาประกาศว่า พวกเขาได้ทำให้โดรนรุ่น Lockheed Martin Stalker ซึ่งปกติบินอยู่ได้ 2 ชั่วโมงจากพลังงานจากแบตเตอรี่ ให้สามารถบินอยู่ในอุโมงค์ลมได้นานกว่า 48 ชั่วโมง หากพวกเขาไม่ตั้งใจหยุดการทดสอบลงเสียก่อน วิธีการคือ ยิงเลเซอร์จากสถานีภาคพื้น ขึ้นไปจำนวน 24 รอบ เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ในขณะที่โดรนกำลังบินอยู่

การทดสอบขั้นต่อไป คือ การทดสอบนอกอาคาร ซึ่งพวกเขาหวังว่ามันจะทำได้ดีอย่างที่หวังเอาไว้

สิ่งนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคอากาศยานไร้คนขับ ที่สามารถตรวจจับผู้บุกรุกได้ตลอดเวลา ที่สามารถนำไปใช้ในภารกิจการทหาร ทำให้ทหารไม่จำเป็นเสี่ยงกับภารกิจที่เป็นอันตราย

ที่มา: SPACE, engadget

FDA อนุมัติให้ Truvada เป็นยาป้องกันการติดเชื้อ HIV อย่างเป็นทางการ

By: mementototem
Writer
on Tue, 17/07/2012 - 13:26

จากข่าว คณะที่ปรึกษา FDA เห็นชอบให้ Truvada เป็นยาป้องกันการติดเชื้อ HIV ตอนนี้ FDA ได้อนุมัติให้ Truvada เป็นยาที่ใช้ในการป้องกันการติดเชื้อ HIV อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว สาเหตุหลักที่ทาง FDA ให้การรับรองนั้นมาจากผลการวิจัยทางคลินิค 2 งานวิจัย คือ

  • งานวิจัย iPrEx ที่ใช้อาสาสมัครที่เป็นเกย์ หรือกระเทย ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย กับคู่นอนที่ติดเชื้อ HIV หรือไม่รู้แน่ชัดว่าติดเชื้อหรือไม่ มีการเปลี่ยนคู่นอนสูง จำนวน 2499 คน ผลที่ได้คือ ลดการติดเชื้อได้ 42% เมื่อเทียบกับยาหลอก
  • งานวิจัยที่ใช้คู่รักชายหญิง ที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งติดเชื้อ ส่วนอีกฝ่ายไม่มีเชื้อ จำนวน 4758 คู่ ผลคือ ลดการติดเชื้อได้ 75% เมื่อเทียบกับยาหลอก

นี่อาจจะเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับเชื้อ HIV ของมนุษย์ แต่มันยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่า ยาได้ผลดีเหมือนกับที่มีในงานวิจัย เมื่อใช้กับคนจำนวนมาก และปัญหาใหญ่ของมนุษย์ คือ การลืมกินยา

ที่มา: Gizmodo, FDA

หมดปัญหาอาหาร/เครื่องดื่มลวกปากด้วยเซนเซอร์ความร้อนจาก Omron

By: mementototem
Writer
on Mon, 16/07/2012 - 13:49
Topics: 

เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ จะใช้ thermopile (อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เปลี่ยนพลังงานความร้อน เป็นกระแสไฟฟ้า) รับพลังงานความร้อนที่แผ่ออกมาจากวัตถุเป้าหมาย เซนเซอร์วัดอุณหภูมิที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ตัวเซนเซอร์ต้องสัมผัสกับวัตถุ และวัดได้เพียงจุดเดียว ส่วนระบบเซนเซอร์ที่ไม่จำเป็นต้องสัมผัสวัตถุนั้น จะต้องใช้เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวร่วมด้วย ดังนั้น มันจึงไม่สามารถวัดอุณหภูมิของสิ่งที่อยู่นิ่ง ๆ ได้

ทาง Omron ได้พัฒนาเซนเซอร์วัดอุณหภูมิแบบใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยี MEMS แบบที่ใช้กับเซนเซอร์วัดความกดอากาศสมบูรณ์ โดยมันสามารถที่จะวัดอุณหภูมิได้ทั้งพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับวัตถุ ที่มีความแม่นยำสูง (ความผิดพลาด +/- 1.5°C) วัดอุณหภูมิในช่วง 5 - 50°C และมีขนาดเล็กประมาณ 18 × 14 × 8.8 ม.ม. สำหรับแพคเกจที่มีเซนเซอร์ขนาด 4 × 4 ตัว ใช้อินเตอร์เฟส I²C

ทาง Omron บอกว่า สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ในงานด้านความปลอดภัย ไว้ตรวจว่ามีคนยืนอยู่ในจุดที่กำหนดหรือไม่ ในระบบประหยัดพลังงาน เอาไว้ตรวจสอบว่ามีคนอยู่ในห้องหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ปิดไฟ และลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศลง หรือใช้ในร้านอาหาร ในการตรวจว่า อาหาร หรือเครื่องดื่ม ที่ทำออกมานั้นยังร้อนเกินไปสำหรับผู้บริโภคหรือไม่ และระบบอัตโนมัติอื่น ๆ ทั้งในบ้านเรือน อาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรม (ถ้าดูในวิดีโอจะเห็นว่า สามารถเอามาใช้กับมือถือ Android ผ่านพอร์ต USB ได้ด้วย)

ที่มา: Phys.org, Omron

พิษแมงป่อง ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดใหม่

By: mementototem
Writer
on Sun, 15/07/2012 - 17:01

ทุกวันนี้ ยาต้านฤทธิ์ของแบคทีเรียที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกำลังลดประสิทธิภาพลงอยู่เรื่อย ๆ เนื่องจากแบคทีเรียสามารถพัฒนาตัวเองให้ต้านทานการสารเหล่านี้อยู่ทุกวัน CDC ได้รายงานว่า แบคทีเรีย MRSA ที่พบในโรงพยาบาล มีการต้านทานต่อยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา หากไม่มีการหาสารใหม่มาทดแทน สักวันหนึ่งแพทย์จะไม่มียาต้านเชื้อแบคทีเรียใช้

และจากรายงานก่อนหน้านี้พบว่า สารตระกูลเปปไทด์ (การเชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่ของกรดอะมิโน 2 ชนิดขึ้นไปด้วยพันธะเปปไทด์) ที่พบในพืช และสัตว์หลายชนิด มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ในงานวิจัยชิ้นนี้ ทีมนักวิจัยจอมโหด ได้โกนขนบนหลังหนูทดลอง กรีดผิวหนัง ทำให้แผลติดเชื้อแบคทีเรีย S. aureus และปล่อยให้เชื้อลุกลาม หลังจากนั้น นักวิจัยใช้ขี้ผึ้งที่มีส่วนผสมของเปปไทด์ Kn2-7 ที่ปรับปรุงรูปแบบมาจากเปปไทด์ BmKn2 ที่ได้จากการสกัดจากพิษของแมงป่องทาลงไปบนแผลติดเชื้อนั้น

ผลที่ได้คือ ขี้ผึ้งนั้นสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย S. aureus ได้ ทำให้แผลสามารถรักษาตัวเองได้ในเวลาต่อมา ซึ่งต่างจากในกลุ่มควบคุมที่แผลมีการกลัดหนอง

เปปไทด์ Kn2-7 สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ทั้งแบคทีเรียแกรมบวก (เช่น S. aureus) และแบคทีเรียแกรมลบ (เช่น E. coli) และมีประสิทธิภาพดีกว่าเปปไทด์ BmKn2 ตามธรรมชาติอีกด้วย

เปปไทด์สามารถฆ่าแบคทีเรียโดยการไปเกาะอยู่ที่ผนังเซลล์ของแบคทีเรีย ทำให้ผนังเซลล์ปริ และระเบิดออก ซึ่งตามธรรมชาติของพิษแมงป่องแล้ว มันจะทำแบบนี้กับเซลล์เม็ดเลือดแดงของโฮสต์ ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงปรับปรุงเปปไทด์ให้ยังสามารถจับกับผนังเซลล์ของแบคทีเรีย แต่ลดความสามารถในการจับกับเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงลง

นี่อาจจะเป็นเครื่องมือใหม่ที่ใช้ในการต่อสู้กับแบคทีเรียในอนาคต

ที่มา: Phys.org, doi:10.1371/journal.pone.0040135

หุ่นยนต์นกตัวแรกที่ร่อนลงเกาะคอนได้อย่างนิ่มนวล

By: mementototem
Writer
on Sat, 14/07/2012 - 14:12
Topics: 

ความท้าทายอย่างหนึ่งในบรรดาหลาย ๆ อย่างในการสร้างหุ่นยนต์นก คือ การลงจอดอย่างนิ่มนวล แบบเดียวกับที่นกทำได้ หรือที่เรียกว่า บินลงมาเกาะคอน

แต่กลุ่มวิศวกรที่นำโดย Soon-Jo Chung แห่งมหาวิทยาลัย Illinos ที่ Urbana–Champaign ได้สร้างหุ่นยนต์ที่ทำอย่างนั้นได้แล้ว พวกเขาบอกว่า นี่เป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่ทำแบบนี้ได้

หลักการที่ใช้ก็เป็นการเลียนแบบนกตามธรรมชาติ คือ ในช่วงแรก จะใช้การร่องลงไปยังตำแหน่งที่ต้องการ โดยใช้การปรับตำแหน่งของปีกประดิษฐ์ และในช่วงที่สอง เมื่อใกล้ถึงเป้าหมาย หุ่นยนต์จะปรับองศาของตัวเองให้ลอยสูงขึ้นเล็กน้อย ลดความเร็วลงอย่างมาก ก่อนที่จะสัมผัสพื้น

ในวิดีโอจะแสดงการปล่อยหุ่นยนต์นกจากความสูง 2.5 เมตร บินอยู่ 1.5 วินาที ด้วยความเร็ว 4.7 เมตรต่อวินาที แล้วลดความเร็วลงเหลือ 2.5 เมตรต่อวินาที ก่อนที่จะลงจอดบนมืออย่างนิ่มนวล

คุณสมบัติการเกาะคอนเป็นขั้นตอนสำคัญในการออกแบบหุ่นยนต์ที่สามารถมีปฏิสัมผัสกับมนุษย์ได้อย่างใกล้ชิด แผนขั้นต่อไปของพวกเขาคือ เพิ่มความสามารถให้หุ่นยนต์สามารถลงจอดบนพื้นได้อย่างปลอดภัย ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดในการบินไปเกาะคอน

ที่มา: Phys.org, Illinois, เอกสารรายละเอียดสำหรับคนที่สนใจ

Omron ผลิตเซนเซอร์ที่แยกความกดอากาศที่ความสูงแตกต่างกันแค่ 50 ซ.ม.

By: mementototem
Writer
on Fri, 13/07/2012 - 13:53

Omron ได้พัฒนาเซนเซอร์วัดความกดอากาศแบบสมบูรณ์ความไวสูง (High-sensitivity Absolute Pressure Sensor) ซึ่งสามารถแยกแยะความแตกต่างของความกดอากาศที่ระดับความสูงต่างกันเพียง 50 ซ.ม. ได้ (ประมาณ 6Pa)

มันสามารถใช้ในระบบนำทางในรถยนต์ ทำให้การนำทางในอาคารลานจอดรถทำได้แม่นยำขึ้น หรือบอกว่าทางที่รถกำลังวิ่งเป็นทางต่างระดับ ในงานด้านความปลอดภัยจะใช้ตรวจว่ามีการเปิดประตูที่ไม่สมควรถูกเปิด หรือมีการทุบกระจกหรือไม่ จากความกดอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และเมื่อทำงานร่วมกับเซนเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิจะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิต่อความกดอากาศได้เป็นอย่างดี

ทาง Omron ใช้เทคโนโลยี MEMS (Microelectromechanical Systems) ทำให้เสมือนว่า สามารถสร้างช่องสูญญากาศขนาดใหญ่ภายในชิป จึงสามารถที่จะวัดความแตกต่างระหว่างความกดอากาศภายในช่องสูญญากาศ และความกดอากาศภายนอกได้

ตัวเซนเซอร์มีขนาดเพียง 1.9 × 1.9 × 0.5 ม.ม. หากรวมกับวงจรเสริมจำพวกตัวขยายสัญญาณอนาล็อก วงจรประมวลผลแบบดิจิทัล และหน่วยความจำชนิดไม่ต้องใช้ไฟเลี้ยงเป็นแพคเกจจะมีขนาด 3.8 × 3.8 × 0.92 ม.ม. ใช้ไฟประมาณ 0.5μA - 9.5μA ช่วงความกดอากาศที่วัดได้จะอยู่ที่ 300 - 1100hPa

ตัวเซนเซอร์ใช้อินเตอร์เฟสเป็น I²C และมีเวเฟอร์ที่ช่วยในการรวมกับ CMOS และตัวเซนเซอร์ MEMS สามารถนำไปติดตั้งในชิปรวมกับเซนเซอร์อื่น ๆ ได้

ทาง Omron มีแผนที่จะส่งมอบเซนเซอร์นี้ในเดือนมกราคมปีหน้า และจะนำไปแสดงในงาน Micromachine/MEMS Robotect 2012 ที่กรุงโตเกียวในวันที่ 11 - 13 กรกฎาคมปีนี้อีกด้วย

หมายเหตุ: บริษัท Omron เป็นบริษัทที่ผลิตเครื่องมือทำงานอัตโนมัติ อย่าง เครื่องมือแพทย์ เช่น เทอร์โมมิเตอร์แบบดิจิทัล เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัล และเป็นบริษัทแรกที่ผลิตตู้เอทีเอ็ม ประตูทางเข้าอัตโนมัติ และเครื่องอ่านแถบแม่เหล็ก

ที่มา: Nekkei BP - TechOn!

AndyVision หุ่นยนต์สำหรับร้านค้าปลีก

By: mementototem
Writer
on Thu, 12/07/2012 - 11:59
Topics: 

Priya Narasimhan อาจารย์ของมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ได้นำ AndyVision หุ่นยนต์สำหรับร้านค้าปลีกไปแสดงในงานของ Intel Research Labs ที่ซานฟราซิสโก

Narasimhan บอกว่า AndyVision เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้การมองเห็นของคอมพิวเตอร์ (computer-vision) รวมกับอัลกอริทึมหลาย ๆ อย่างที่ทำงานโดยใช้พลังงานน้อย และติดตั้งง่ายกว่าการใช้แท็ก RFID

AndyVision จะเป็นหุ่นยนต์ในชุดฮูดสีแดง ที่เดินไปทั่วร้านค้าของมหาวิทยาลัย Canergie Mellon มาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยไม่ชนกับอะไรเลยเพราะมันมีตัวตรวจจับระยะห่าง (proximity sensor) โดยมันจะทำการสแกนชั้นวางของทุกชั้น และสร้างแผนที่ interactive แบบ real-time ของร้านขึ้นมา ซึ่งลูกค้าสามารถที่จะดูข้อมูลเหล่านี้ได้จากจอสัมผัสที่ติดตั้งอยู่ในร้าน และยังสามารถบอกตำแหน่งของสินค้า รวมถึงข้อมูลของสินค้า โดยไม่จำเป็นต้องเดินไปยังตำแหน่งนั้น ๆ ได้ด้วย

สำหรับทางร้าน หุ่นยนต์จะคอยตรวจสอบว่า สินค้าที่วางขายอยู่นั้นเหลือน้อยเกินไปหรือไม่ หรือสินค้าชนิดไหนที่วางผิดตำแหน่ง และรายงานให้กับพนักงานในร้านได้ทราบ

ระบบของ AndyVision จะใช้การประมวลผลข้อมูลรูปภาพร่วมกับอัลกอริทึมสำหรับเรียนรู้ (machine-learning) โดยอาศัยของมูลจากบาร์โค้ด ข้อความ รูปร่าง ขนาด และสีของสินค้าเป็นตัวช่วยในการแยกแยะสินค้า และบอกว่าสินค้านั้นอยู่ตรงไหน ในฐานข้อมูลจะมีภาพแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ที่แสดงจำนวนสินค้า และแผนที่ของร้าน

หลังจากทดสอบในร้านค้าของมหาวิทยาลัยแล้ว AndyVision จะถูกนำไปทดสอบในร้านค้าอีกหลายร้านในปีหน้า

ที่มา: Phys.org

Janken หุ่นยนต์เป่ายิ้งฉุบที่ไม่มีทางแพ้มนุษย์

By: mementototem
Writer
on Wed, 11/07/2012 - 13:20

เวลาที่คนเราเล่นเป่ายิ้งฉุบ เราจะใช้หลักการทางจิตวิทยาคาดเดาว่าอีกฝ่ายจะออกอะไร และเราออกท่าที่จะเอาชนะเพื่อนได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์มันคิดแบบนั้นไม่เป็น ทางที่มันสามารถทำได้คือ เดาสุ่ม หรืออย่างของ Janken คือ ใช้ความเร็ว

Janken (ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า เป่ายิ้งฉุบ) เป็นหุ่นยนต์เป่ายิ้งฉุบ ที่ใช้กล้องจับภาพมือของฝ่ายตรงข้าม แล้วเอามาวิเคราะห์รูปแบบของมือ คำนวณหาท่าทางที่จะเอาชนะ แล้วส่งให้ระบบควบคุมมือกลให้ออกรูปแบบมือตามนั้น ในทุก ๆ ครั้งที่มีการเล่น ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที

หากเป็นคนที่เล่นเกมนี้ แล้วรอดูอีกฝ่ายก่อนว่าจะออกอะไร แล้วออกท่าที่ชนะตามมา ใครต่อใครก็สามารถบอกได้ว่า ฝ่ายนั้นตั้งใจที่จะโกง แต่สำหรับหุ่นยนต์ มันไม่ได้ออกช้าจนเราสามารถสังเกตได้ มันไม่ได้ตั้งใจจะโกงเสียด้วยซ้ำ มันแค่ทำงานตามที่มนุษย์เป็นคนตั้งโปรแกรมไว้เท่านั้น แต่แค่นี้เราก็พอรู้ว่าใครเป็นคนโกง

ในการทดลองเกี่ยวกับหุ่นยนต์หลายอย่าง จะเห็นได้ว่า หุ่นยนต์สามารถเอาชนะเกมง่าย ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกได้ทุกเกม ซึ่งตามหลักการแล้ว นั่นมันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ แล้วในอนาคตมนุษย์กับหุ่นยนต์จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และเอื้อประโยชน์ต่อกันได้อย่างไร...

แต่อย่างน้อย เราก็รู้แล้วว่า อย่าท้าแข่งเป่ายิ้งฉุบกับหุ่นยต์ หรือถ้าจะแข่งจริง ๆ ก็ปิดตาหุ่นยนต์เสียก่อน

ที่มา: Phys.org

Pages

Subscribe to RSS - mementototem's blog