Psychology

หนุ่มรูปงามถูกมองว่าเป็นคน สาวสคราญถูกมองเป็นวัตถุ

สาวเชียร์เบียร์ พริตตี้ ปฏิทิน หน้าปกนิตยสาร มิวสิควีดีโอ โฆษณา รวมไปถึงสื่ออื่นๆ ที่โชว์ความเซ็กซี่ของสตรีเพศควบคู่ไปกับสินค้าและบริการ เป็นสัญลักษณ์ของการมองว่าผู้หญิงเป็น วัตถุทางเพศ (sexual objectification) อันนำมาซึ่งการลดทอนคุณค่าภายในของความเป็นมนุษย์ลงเหลือเพียงแค่วัตถุชิ้นหนึ่งที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ และการบริโภคได้

แต่เราเองก็ยังไม่รู้ว่าจริงๆ โดยพื้นฐานของมนุษย์ เรามองผู้หญิงเซ็กซี่ว่าเป็นอย่างไร

การคิดวิเคราะห์ทำให้คนเชื่อในศาสนาน้อยลง

นักจิตวิทยามีทฤษฎีว่ากระบวนการประมวลผลข้อมูลของคนเรามีสองแบบ แบบแรกคือการใช้สัญชาตญาณ สรุปตีความเอาอย่างรวดเร็ว อีกแบบคือการวิเคราะห์ด้วยหลักตรรกะและเหตุผลซึ่งช้าและสิ้นเปลืองพลังงานสมองมากกว่า

งานวิจัยเมื่อปี 2011 โดยทีมวิจัยของ Joshua Greene แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ทำการทดลอง (DOI: 10.1037/a0025391) โดยให้คนมาตอบคำถามปัญหาเชาวน์ประเภททำนองเช่นว่า "ถ้าไม้ปิงปองกับลูกปิงปองราคารวมกัน 1.10 เหรียญฯ และราคาของไม้ปิงปองแพงกว่าลูกอยู่ 1.00 เหรียญฯ ลูกปิงปองจะราคาเท่าไร?"คนที่สักแต่ตอบเร็วๆ ไม่คิดวิเคราะห์ก็จะตอบว่า 10 เซ็นต์ คนที่ฉุกคิดได้ก็จะตอบถูกต้องว่า 5 เซ็นต์ เป็นต้น จากนั้นก็ทำแบบสอบถามว่าแต่ละคนมีความศรัทธาต่อศาสนามากน้อยอย่างไร ผลแสดงให้เห็นว่าคนที่คิดวิเคราะห์เป็นเหตุเป็นผลได้มากกว่า มีแนวโน้มที่จะศรัทธาในศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (เช่น พระเจ้า) น้อยกว่า

การทดลองของ Joshua Greene ไปกระตุ้้นความสนใจของ Will Gervais แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย เราอาจสรุปผลการทดลองของ Joshua Greene ได้ว่าการคิดวิเคราะห์กับการหันหลังให้ศาสนามีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของอะไร Will Gervais กับ Ara Norenzayan จึงออกแบบการศึกษาเพื่อที่จะพิสูจน์ความสัมพันธ์ของสองปรากฏการณ์นี้

[18+] ผู้ชายชอบจิ๋มสีชมพูมากกว่าสีแดง

ญาติของเราที่เป็นลิงใช้สีอวัยวะในการบ่งบอกถึงภาวะพร้อมผสมพันธุ์ เช่น ก้นสีแดงของลิงบาบูนตัวเมีย เป็นต้น นักวิชาการมีทฤษฎีที่เชื่อว่าการทาปากแดงๆ หรือใส่เสื้อสีแดงของผู้หญิงก็คือการโปรโมตสีของอวัยวะเพศทางอ้อม หรือเป็นการสร้างตัวแทน (proxy) ขึ้นมานั่นเอง

ทีมวิจัยที่นำโดย Sarah Johns แห่งมหาวิทยาลัยเคนท์ เกิดข้อสงสัยต่อทฤษฎีข้างต้นว่า "โดยพื้นฐานแล้วผู้ชายชอบอวัยวะเพศหญิงสีแดงจริงหรือเปล่า?" พวกเธอจึงจัดการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างผู้ชายจำนวน 40 คน ให้มาดูรูปอวัยวะเพศหญิงที่มีเฉดสีต่างๆ กัน 16 รูป แบ่งเป็น 4 เฉดสี คือ สีชมพูอ่อน, สีชมพู, สีชมพูเข้ม, และสีแดง แล้วให้คะแนนตามความน่าดึงดูดใจตั้งแต่ 0-100

หากใครสงสัยว่านักวิจัยไปเอารูปอวัยวะเพศหญิงมาจากไหน (ผมหมายถึงสงสัยกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดในการทดลองนะ) ตรงนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอคติเกิดขึ้นเลย เพราะนักวิจัยใช้รูปจากเว็บไซต์ www.vulvavelvet.org ซึ่งเป็นเว็บที่เปิดให้ผู้หญิงทั่วโลกเข้ามาโพสต์รูปอวัยวะเพศของตัวเองเพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายอันงดงามของผู้หญิง นักวิจัยเลือกเอารูปที่มีมุมกล้องคล้ายๆ กัน จากนั้นก็มาปรับสีด้วยโปรแกรมตกแต่งภาพ

ผลการทดลองซ้ำไม่พบว่าคนทำนายอนาคตได้

เมื่อปลายปี 2010 Daryl Bem นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่เขาทดลองมีแนวโน้มที่รู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงกันในหมู่นักวิทยาศาสตร์ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์มีความสามารถล่วงรู้อนาคตหรือไม่

ล่าสุดนักวิจัยสามคน ได้แก่ ศ. Chris French แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน, Stuart Ritchie แห่งมหาวิทยาลัยเอดินเบอรก์ และ ศ. Richard Wiseman แห่ง University of Hertfordshire ได้ทำการทดลองตามแบบของ Daryl Bem ซ้ำอีกรอบ

การทดลองซ้ำรอบนี้เป็นการทำซ้ำการทดลองที่ให้กลุ่มตัวอย่างมาท่องคำศัพท์ แล้วนักวิจัยซึ่งไม่รู้ว่ากลุ่มตัวอย่างจำคำศัพท์อะไรได้บ้างก็สุ่มเลือกคำขึ้นมา ตามที่ Daryl Bem รายงานนั้นคำศัพท์ที่กลุ่มตัวอย่างของเขาจำได้ดีที่สุดตรงกับคำที่นักวิจัยสุ่มเลือกขึ้นมาในภายหลัง ราวกับว่ากลุ่มตัวอย่างรู้ได้ว่านักวิจัยจะสุ่มเลือกคำไหนขึ้นมาก่อนที่นักวิจัยจะสุ่มซะอีก

แต่ผลการทดลองซ้ำของทั้งสามคนไม่พบผลตามที่ Daryl Bem รายงาน

เมื่อ Daryl Bem รับรู้ผลการทดลองซ้ำ เขาก็ตอบรับด้วยความยินดี แต่ก็ยังเตือนว่าผลการทดลองของเขาและการทดลองซ้ำอีกหนึ่งอันยังไม่สามารถสรุปอะไรได้ชัดเจน เรายังคงต้องการหลักฐานจากการทดลองซ้ำอีกหลายอันมาเพิ่มน้ำหนักการยืนยัน

ภาพส่วนตัวให้ผลดีกว่าภาพจาก IAPS

เป็นที่รู้จักอยู่ว่า รูปภาพนั้นทำให้อารมณ์ของเราเปลี่ยนแปลงไปได้ จนมีการรวบรวมรูปเหล่านี้เป็นระบบ IAPS (International Affective Picture System) ซึ่งใช้ในการปรับอารมณ์ก่อนการทดลองทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับอารมณ์

แต่ในงานประชุดประจำปีครั้งที่ 23 ของ APS ที่จัดขึ้นที่วอชิงตันดีซี มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย Marquette ชื่อ Kathleen E. Hazlett ได้แสดงให้เห็นว่า ภาพส่วนตัวที่ให้ความรู้สึกด้านบวกนั้นเร่งให้คนเรารู้สึกดีได้ดีกว่า และเร็วกว่าภาพที่ให้ความรู้สึกด้านบวกที่มาจาก IAPS

เธอ และเพื่อนร่วมงานได้ใช้ภาพจำนวน 4 ชุด คือ ภาพที่ให้ความรู้สึกด้านบวกจาก IAPS ภาพที่ให้ความรู้สึกด้านบวกของอาสาสมัครเอง ภาพธรรมดาทั่วไป (ต้นไม้ สิ่งก่อสร้าง) และภาพที่ให้ความรู้สึกด้านบวกของอาสาสมัครคนอื่น เธอพบว่า อาสาสมัครจะรู้สึกเบื่อกับภาพธรรมดาทั่วไป ส่วนภาพของคนอื่นก็ไม่ได้เลวร้ายแต่ก็งั้น ๆ ไม่ได้ช่วยให้อาสาสมัครรู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่ ในทางกลับกัน ภาพจาก IAPS นั้นให้ผลที่ดีอย่างที่มันควรจะเป็น แต่ภาพส่วนตัวของอาสาสมัครกลับทำได้ดีกว่า และเร็วกว่าด้วย

ถ้ารู้สึกแย่ ๆ ลองหาภาพความทรงจำที่ประทับใจที่คุณเคยถ่ายออกมานั่งดูก็ไม่เลวนะครับ

ที่มา: APS

ทำให้คนหยุดพูดโดยไม่ต้องออกแรงด้วย Jamming Gun

ปัญหาการพบปะกับคนพูดมาก และพูดไม่หยุดเป็นเรื่องเบสิคเวลาเดินทางไปยังสถานที่มีคนพลุกพล่าน ซึ่งน่ารำคาญมากพอที่จะทำให้สองนักวิทยาศาสตร์อย่าง Kazutaka Kurihara แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึคุบะ กับ Koji Tsukada แห่งมหาวิทยาลัยโอชาโนะมิซึ ร่วมมือกันผลิตอุปกรณ์เพื่อทำให้คนกลุ่มนั้นหยุดพูดออกมา

Jamming Gun คือชื่อของอุปกรณ์ดังกล่าวที่มีหน้าตาคล้ายกับปืนมีลำโพง และไมโครโฟนอัดเสียงของบุคคลที่กำลังพูดอยู่ และส่งกลับไปโดยให้เวลาเหลื่อมกัน 0.2 วินาที ผลคือคนที่ถูกเล็งเป้าจะหยุดพูด โดยที่ไม่รู้สึกทางกายภาพใดๆ และในการทดสอบทั้งสองคนบอกว่ายิ่งมีการเหลื่อมเวลาหลายรูปแบบจะยิ่งให้ผลที่ดีขึ้นอีกด้วย

หลักการของอุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นการใช้จิตวิทยาที่บอกว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดหากว่าเสียงคำพูดนั้นถูกย้อนกลับมายังผู้พูดโดยที่มีเวลาเหลื่อมกันเพียงเสี้ยววินาที

Kurihara และ Tsukada บอกว่า Jamming Gun เหมาะสำหรับใช้ในสถานที่ที่ต้องการความสงบอย่างห้องสมุด ระหว่างการประชุม หรือในสถานที่มีกฏเกี่ยวกับการใช้เสียงได้ด้วย

ที่มา - Technology Review by MIT

ผู้ชายมองสาวเสื้อแดงว่าเปิดเรื่องเพศมากกว่า

ไม่เกี่ยวกับการเมืองบ้านเรา แต่งานวิจัยด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Rochester รายงานถึงผลของสีเสื้อต่อมุมมองเรื่องเพศของผู้ชายว่าผู้ชายมีแนวโน้มจะมองผู้หญิงว่าเปิดกว้างต่อเรื่องเพศมากกว่าหากเธอใส่เสื้อสีแดงไม่ว่าเสื้อนั้นจะเป็นเสื้อผ้ารูปแบบไหน

ทีมงานวิจัยใช้รูปภาพของหญิงคนหนึ่งที่ใส่เสื้อต่างๆ กันไปให้กับชาย 25 คน แล้วให้ชายเหล่านั้นให้คะแนนว่าหญิงในภาพน่าจะสนใจต่อเรื่องเพศมากแค่ไหนเป็นคะแนน 1 ถึง 9 ผลปรากฏว่าผู้ชายมีแนวโน้มจะให้คะแนนหญิงเสื้อแดงมากกว่าหญิงเสื้อขาว 1 ถึง 1.5 คะแนน

อย่างไรก็ดี เรายังไม่ทราบว่าแนวโน้มนี้เกิดจากอะไร มันอาจจะเกิดจากวิวัฒนาการของเราที่ฝังรากมาว่าสีแดงเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ หรือมันอาจจะเป็นแนวโน้มที่เกิดจากวัฒนธรรมที่เรามักเห็นสีแดงเป็นสีแห่งความรักหรือความโรแมนติคจากสื่อต่างๆ ก็ได้

ที่มา - Wired

ชนชั้นสูงเป็นพวกจริยธรรมตกต่ำ

ความสัมพันธ์ระหว่างฐานะทางสังคมกับศีลธรรมจรรยาของผู้คนเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาก บางงานวิจัยก็แสดงให้เห็นว่าอัตราการเกิดอาชญากรรมสัมพันธ์กับรายได้ประชากรต่อหัว แต่บางชิ้นก็ยืนยันว่าไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าว บางคนก็คิดว่าพวกคนจนมีแนวโน้มทำสิ่งผิดกฏหมายเพื่อยกระดับรายได้และสถานะของตัวเอง บางคนก็เชื่อว่าพวกคนรวยต่างหากที่เห็นแก่ตัวและละโมบ

ทีมวิจัยที่นำโดย Paul Piff แห่ง University of California, Berkeley ได้ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100-200 คน กลุ่มตัวอย่างจะต้องทำแบบสอบถามก่อนเริ่มการทดลองเพื่อให้นักวิจัยสามารถแบ่งระดับสถานะทางสังคมของกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนได้โดยอิงกับสถานะทางเศรษฐกิจ, วุฒิการศึกษา, ตำแหน่งหน้าที่การงาน ในชุดการทดลองประกอบด้วยการทดลองหลายแบบเพื่อที่จะดูว่ากลุ่มตัวอย่างแต่ละคนเลือกกระทำพฤติกรรมที่ผิดต่อจริยธรรมหรือไม่

ผลปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่ามีแนวโน้มที่จะทำเรื่องที่ผิดจริยธรรมหรือศีลธรรมมากกว่า เช่น การโกหกเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ในการต่อรอง, การรับสินบน, การแอบหยิบสิ่งของในสำนักงานกลับบ้าน, การคิดเงินลูกค้าเกินราคา เป็นต้น

ผู้ชายไม่สนใจอ่านโปรไฟล์คู่เดตออนไลน์ เอาแต่ดูรูป

บริษัทวิจัย AnswerLab ได้ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างผู้ชาย 18 คนและผู้หญิง 21 คน เพื่อจะดูว่าขณะที่เข้าไปเยี่ยมชมเว็บหาคู่ออนไลน์นั้น ผู้ชายกับผู้หญิงสนใจมองหาอะไรของว่าที่คู่เดตกันบ้าง

เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองนี้มีชื่อว่า Tobii X1 Light Eye Tracker ซึ่งจะยิงรังสีอินฟราเรดไปยังดวงตาของกลุ่มตัวอย่าง รังสีที่สะท้อนกลับมาจะถูกแปลผลเป็นการเคลื่อนไหวของกระจกตาและรูม่านตาทำให้นักวิจัยสามารถคำนวณได้ว่าในขณะหนึ่งๆ กลุ่มตัวอย่างเล็งสายตาไปยังส่วนใดบนจอคอมพิวเตอร์บ้างและเพ่งมองแต่ละจุดเป็นระยะเวลานานเท่าใด

ผลปรากฏว่า ผู้ชายใช้เวลาเพ่งอยู่กับรูปภาพมากกว่าผู้หญิงถึง 65% แต่ผู้หญิงกลับใช้เวลาเพ่งสายตาอ่านข้อมูลในโปรไฟล์มากกว่าผู้ชาย 50%

เห็นว่าแอดมิน Blognone เว็บพี่ของ JuSci ก็กำลังวางแผนจะเปิดเว็บหาคู่กันอยู่ด้วย งานวิจัยลักษณะนี้น่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ฮุฮิๆ

ที่มา - Discovery News

ฮอร์โมนเพศชายทำให้ผู้หญิงอีโก้แรงขึ้น

ทีมวิจัยที่นำโดย Nicholas Wright แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ทดลองฉีดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายตัวหนึ่งเข้าไปในร่างกายของกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงจำนวน 34 คน แล้วจากนั้นก็ให้กลุ่มตัวอย่างผู้หญิงเหล่านั้นจับคู่กันเพื่อเล่นเกมจับผิดภาพ โดยทั้งสองคนในคู่จะต้องช่วยกันเลือกให้ได้ว่าภาพไหนมืดกว่า ภาพไหนสว่างกว่า หากคำตอบของสองคนไม่ตรงกัน ก็จะต้องปรึกษากันว่าจะเลือกเอาอันไหน

การทดลองให้ผลปรากฏว่า เมื่อเจอกับคำถามข้อที่สองคนในคู่ตกลงเลือกคำตอบตรงกันไม่ได้ ผู้หญิงที่ได้รับเทสโทสเตอโรนมีแนวโน้มที่จะเลือกยืนยันคำตอบที่ตัวเองเลือกไว้ในทีแรกมากกว่าผู้หญิงที่ได้รับยาปลอม (placebo)

ผลนี้ชี้ให้เห็นว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีผลต่อระบบความคิดของผู้หญิง นั่นคือมันทำให้ผู้หญิงมีความคิดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (egocentric) มากขึ้น ส่งผลให้การทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับผู้อื่นยากลำบากขึ้น

ก่อนหน้านี้ก็เคยมีงานวิจัยระบุออกมาแล้วว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีผลทำให้ผู้หญิงมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นและมีความไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นน้อยลง

น่าเสียดายที่งานวิจัยเกี่ยวกับผลของเทสโทสเตอโรนต่อพฤติกรรมมนุษย์มีทำกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ชายน้อย เนื่องจากการฉีดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเข้าไปในร่างกายผู้ชายอาจกระทบระบบสมดุลฮอร์โมนและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ขณะที่สำหรับผู้หญิงที่ได้รับเทสโทสเตอโรนเข้าไปไม่มากนัก ร่างกายจะปรับสมดุลได้เองในระยะเวลาไม่นาน อย่างในการทดลองนี้ก็ฉีดให้เพียง 80 มิลลิกรัม (ระดับที่จะทำให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงเพิ่มขึ้นมาเท่ากับระดับปกติในร่างกายผู้ชายพอดี)

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences doi: 10.1098/rspb.2011.2523 (เป็น Open Access ดาวน์โหลดบทความตัวเต็มได้ฟรี)

ที่มา - Live Science

Syndicate content