Psychology

ผู้ชายไม่สนใจอ่านโปรไฟล์คู่เดตออนไลน์ เอาแต่ดูรูป

บริษัทวิจัย AnswerLab ได้ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างผู้ชาย 18 คนและผู้หญิง 21 คน เพื่อจะดูว่าขณะที่เข้าไปเยี่ยมชมเว็บหาคู่ออนไลน์นั้น ผู้ชายกับผู้หญิงสนใจมองหาอะไรของว่าที่คู่เดตกันบ้าง

เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองนี้มีชื่อว่า Tobii X1 Light Eye Tracker ซึ่งจะยิงรังสีอินฟราเรดไปยังดวงตาของกลุ่มตัวอย่าง รังสีที่สะท้อนกลับมาจะถูกแปลผลเป็นการเคลื่อนไหวของกระจกตาและรูม่านตาทำให้นักวิจัยสามารถคำนวณได้ว่าในขณะหนึ่งๆ กลุ่มตัวอย่างเล็งสายตาไปยังส่วนใดบนจอคอมพิวเตอร์บ้างและเพ่งมองแต่ละจุดเป็นระยะเวลานานเท่าใด

ผลปรากฏว่า ผู้ชายใช้เวลาเพ่งอยู่กับรูปภาพมากกว่าผู้หญิงถึง 65% แต่ผู้หญิงกลับใช้เวลาเพ่งสายตาอ่านข้อมูลในโปรไฟล์มากกว่าผู้ชาย 50%

เห็นว่าแอดมิน Blognone เว็บพี่ของ JuSci ก็กำลังวางแผนจะเปิดเว็บหาคู่กันอยู่ด้วย งานวิจัยลักษณะนี้น่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ฮุฮิๆ

ที่มา - Discovery News

ฮอร์โมนเพศชายทำให้ผู้หญิงอีโก้แรงขึ้น

ทีมวิจัยที่นำโดย Nicholas Wright แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ทดลองฉีดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายตัวหนึ่งเข้าไปในร่างกายของกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงจำนวน 34 คน แล้วจากนั้นก็ให้กลุ่มตัวอย่างผู้หญิงเหล่านั้นจับคู่กันเพื่อเล่นเกมจับผิดภาพ โดยทั้งสองคนในคู่จะต้องช่วยกันเลือกให้ได้ว่าภาพไหนมืดกว่า ภาพไหนสว่างกว่า หากคำตอบของสองคนไม่ตรงกัน ก็จะต้องปรึกษากันว่าจะเลือกเอาอันไหน

การทดลองให้ผลปรากฏว่า เมื่อเจอกับคำถามข้อที่สองคนในคู่ตกลงเลือกคำตอบตรงกันไม่ได้ ผู้หญิงที่ได้รับเทสโทสเตอโรนมีแนวโน้มที่จะเลือกยืนยันคำตอบที่ตัวเองเลือกไว้ในทีแรกมากกว่าผู้หญิงที่ได้รับยาปลอม (placebo)

ผลนี้ชี้ให้เห็นว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีผลต่อระบบความคิดของผู้หญิง นั่นคือมันทำให้ผู้หญิงมีความคิดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (egocentric) มากขึ้น ส่งผลให้การทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับผู้อื่นยากลำบากขึ้น

ก่อนหน้านี้ก็เคยมีงานวิจัยระบุออกมาแล้วว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีผลทำให้ผู้หญิงมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นและมีความไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นน้อยลง

น่าเสียดายที่งานวิจัยเกี่ยวกับผลของเทสโทสเตอโรนต่อพฤติกรรมมนุษย์มีทำกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ชายน้อย เนื่องจากการฉีดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเข้าไปในร่างกายผู้ชายอาจกระทบระบบสมดุลฮอร์โมนและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ขณะที่สำหรับผู้หญิงที่ได้รับเทสโทสเตอโรนเข้าไปไม่มากนัก ร่างกายจะปรับสมดุลได้เองในระยะเวลาไม่นาน อย่างในการทดลองนี้ก็ฉีดให้เพียง 80 มิลลิกรัม (ระดับที่จะทำให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงเพิ่มขึ้นมาเท่ากับระดับปกติในร่างกายผู้ชายพอดี)

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences doi: 10.1098/rspb.2011.2523 (เป็น Open Access ดาวน์โหลดบทความตัวเต็มได้ฟรี)

ที่มา - Live Science

การแยกห่างจากคนรักมีผลเสียต่อสุขภาพ

ในการประชุมประจำปีของ Society for Personality and Social Psychology (SPSP) ณ San Diego สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 26-28 มกราคม 2012 ทีมวิจัยที่นำโดย Lisa Diamond แห่ง University of Utah ได้นำเสนอการศึกษาถึงผลของความรักที่มีต่อสุขภาพเมื่อเราต้องแยกห่างจากคู่รักของเรา

ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่รักจำนวน 34 คู่ นักวิจัยตรวจสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างก่อน, ระหว่าง, และหลังจากที่กลุ่มตัวอย่างจะต้องแยกกันอยู่กับคู่รักของตัวเองเป็นระยะเวลาสั้นๆ 4-7 วัน

ผลปรากฏว่า ในระหว่างที่แยกกันนั้น กลุ่มตัวอย่างแสดงภาวะของอาการเครียดซึ่งมีผลทำให้การนอนหลับมีปัญหาและมีผลเสียต่อสุขภาพจิต ระดับฮอร์โมน cortisol ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์เครียดในน้ำลายของกลุ่มตัวอย่างก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ที่มา - Medical Xpress, Medical Daily

ป.ล. ผมก็ไม่ค่อยอยากจะชี้แนะอะไรมากนะ แต่ว่าเมื่อรวมเข้ากับข่าวที่แล้ว "ความรักทำให้คนพร้อมทำลายผู้อื่น" (ซึ่งความจริงมันก็เกี่ยวกันนั่นแหละ เพราะทั้งสองงานวิจัยถูกนำเสนอในการประชุมเดียวกัน) เราก็จะเห็นได้ว่าความรักเป็นสิ่งอันตรายที่ทำร้ายทั้งคนที่รักและคนรอบข้าง ดังนั้นผมขอแนะนำว่าอย่าไปมีความรักเลยดีกว่า มาเข้าสมาคมคนโสดกับผมและเพื่อนของเราอีกหลายคนในเว็บ JuSci แห่งนี้กันเถอะๆ

ใครกดแชร์ข่าวนี้ ผมจะถือว่าเห็นด้วยกับผมโดยปริยาย (หวังว่าผมคงไม่เห็นยอดแชร์ติดลบเป็นครั้งแรกใน JuSci นะ)

ความรักทำให้คนพร้อมทำลายผู้อื่น

ความรักคืออารมณ์ที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่มนุษย์จะบรรยายได้เป็นคำพูดได้ บางคนอาจรู้สึกดีกับความรัก บางคนก็โดนความรักทำร้าย แต่ในการประชุมประจำปีของ Society for Personality and Social Psychology (SPSP) ณ San Diego สหรัฐอเมริกา นักจิตวิทยา Jon Maner แห่ง Florida State University ได้เสนอให้เราได้เห็นถึงด้านมืดของความรัก!

ทีมวิจัยของ Jon Maner ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่มีความรักจำนวน 130 คน ก่อนเริ่มการทดลอง กลุ่มตัวอย่างทุกคนจะต้องทำแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับ 'ความหึง' เพื่อจัดระดับว่าอยู่ระดับใดกันบ้าง

การทดลองแรก นักวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างเขียนความรู้สึกถึง 1) ความรักที่มีต่อคู่ของตนเอง กับ 2) ความต้องการที่จะร่วมเพศกับคู่ตนเอง จากนั้นกลุ่มตัวอย่างก็จะได้ดูรูปผู้ชายผู้หญิงที่หน้าตาดีกับหน้าตาไม่ดี และสุดท้ายกลุ่มตัวอย่างจะต้องตอบว่ามีความรู้สึกกับตัวอักษรจีนที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างไร กลุ่มตัวอย่างไม่มีใครรู้ภาษาจีนอยู่แล้ว ดังนั้นตัวอักษรจีนจึงไม่มีผลอะไรต่อความรู้สึกของพวกเขา นักวิจัยใช้อักษรจีนเป็นตัววัดว่ากลุ่มตัวอย่างมีอารมณ์อย่างไรกับการดูรูปคนหน้าตาดีหรือหน้าตาไม่ดี

การถูกเมินเฉยแม้จากคนแปลกหน้าก็ทำให้รู้สึกแย่ได้

เป็นเรื่องที่ทราบกันในทางจิตวิทยาว่าเมื่อคนเราได้รับการยอมรับจากคนอื่น เราจะรู้สึกดีมีความสุข ขณะที่เมื่อเราถูกปฏิบัติอย่างเมินเฉยจากคนรอบข้าง ความรู้สึกแย่ๆ จะก่อตัวขึ้น ทีมวิจัยที่นำโดย Eric D. Wesselmann แห่ง Purdue University พบว่าความรู้สึกแย่จากการถูกเมินเฉยนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมาก แม้จะเป็นการเมินเฉยจากคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเห็นหน้าคร่าตากันมาก่อนก็ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากสังคมได้แล้ว

การทดลองเริ่มจากนักวิจัยเดินไปบนทางเดินที่มีผู้คนพลุกพล่าน ระหว่างเดินก็เล็งเลือกคนที่เดินอยู่เพื่อใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง นักวิจัยจะแกล้งทำเป็นสบตา หรือ สบตาแล้วยิ้ม หรือ แกล้งทำเป็นมองผ่านกลุ่มตัวอย่างคนนั้นไป เมื่อกลุ่มตัวอย่างเดินผ่านคล้อยหลังไป นักวิจัยก็จะแอบหันกลับมาส่งสัญญาณให้นักวิจัยอีกคนออกมา จัดการเหยื่อ ดักถามคำถามว่าเมื่อนาทีที่แล้วกลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่นหรือไม่

ผลปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างที่โดนสบตา (ไม่ว่าจะถูกยิ้มให้หรือแค่สบตาเฉยๆ) มีความรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นน้อยกว่ากลุ่มตัวอย่างที่โดนมองผ่านเลยไป

ผลจากการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าความต้องการในการเข้าสังคมของมนุษย์นั้นรุนแรงมาก แค่การถูกเมินเฉยจากคนแปลกหน้ายังมีอิทธิพลได้ขนาดนี้ แล้วถ้าโดนคนใกล้ชิดทำราวกับว่าเราเป็นแค่อากาศ มันจะปวดร้าวขนาดไหน คิดดูสิ
(พอๆ แค่นี้ดีกว่า พูดมากเดี๋ยวผมจะโดนนินทาหาว่ามีเรื่องฝังใจอะไรหรือเปล่า)

ที่มา - APS

คนมีอำนาจจะรู้สึกว่าตัวเองสูงขึ้น

นักวิจัยสองคน คือ Jack A. Goncalo แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์และ Michelle M. Duguid แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้ทำการทดลองเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับความรู้สึกถึงความสูงของร่างกาย

พวกเขาออกแบบการทดลองขึ้นมา 3 ชุดโดยที่กลุ่มตัวอย่างจะถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจมากขึ้นหรือน้อยลงตามสถานการณ์ เช่น ในการทดลองหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างจะจับคู่กันและทำแบบทดสอบวัดความเป็นผู้นำ นักวิจัยจะแกล้งบอกว่าคนใดคนหนึ่งได้คะแนนดีกว่าและจะได้รับบทเป็นหัวหน้า ส่วนอีกคนเป็นลูกน้อง ทั้งที่ความจริงบทหัวหน้า-ลูกน้องนี้นักวิจัยสุ่มเลือกเอา ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคะแนนเลย เป็นต้น จากนั้นก็จะให้กลุ่มตัวอย่างแต่ละคนกรอกแบบสอบถามที่เกี่ยวกับรูปร่างร่างกายของตัวเอง เช่น ความสูง สีผม สีนัยน์ตา ฯลฯ

ผลจากการทดลองทั้งหมดสอดคล้องกันว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้อำนาจสูงขึ้น (หรือรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจ) กรอกความสูงของตัวเองในแบบสอบถามมากกว่าความเป็นจริง ส่วนคนที่ไม่ได้อำนาจอะไรเพิ่มกรอกตอบความสูงของตัวเองตรงกับความจริงหรือคลาดเคลื่อนไปเพียงเล็กน้อย

งานวิจัยนี้อาจเป็นคำใบ้ได้ว่าทำไมคนเราถึงอยากเกิดมาตัวสูงกันนัก บางคนสูงแล้วก็ยังใส่รองเท้าส้นสูงเพิ่มความสูงเข้าไปอีก หรือคนที่มีตำแหน่งสูงๆ ก็อยากได้ห้องทำงานบนชั้นสูงๆ ของตึก

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science หากอยากอ่านฉบับเต็มสามารถดาวน์โหลดได้จาก http://digitalcommons.ilr.cornell.edu/articles/456/

ที่มา - APS

มิน่า ทุกวันนี้ผมถึงรู้สึกว่าตัวเองเตี้ยลงๆ

การนินทามีประโยชน์ต่อสังคม

ตามมารยาทของสังคมปัจจุบัน การนินทาเป็นการกระทำที่ดูไม่ค่อยดีเท่าไร (โดยเฉพาะในสายตาของคนที่ถูกนินทา) แต่ทีมวิจัยของ University of California, Berkeley ได้สรุปผลจากการศึกษาว่า "ในบางกรณี การนินทาก็มีประโยชน์ได้เหมือนกัน ทั้งต่อตัวคนนินทาเองและต่อสังคม"

การศึกษาประกอบด้วยการทดลอง 4 ชุด ในการทดลองแรก กลุ่มตัวอย่าง 51 คนได้มานั่งเฝ้าสังเกตการเล่นเกมระหว่างผู้เล่นสองคน นักวิจัยสังเกตว่าเมื่อผู้เล่นคนใดคนหนึ่งเล่นโกง อัตราการเต้นของหัวใจของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อนักวิจัยเปิดโอกาสให้กลุ่มตัวอย่างส่ง "ใบนินทา" เพื่อเตือนผู้เล่นอีกคน อัตราการเต้นของหัวใจของกลุ่มตัวอย่างก็ลดลงกลับมาอยู่ในระดับปกติ

อย่าบอกเลยว่าไม่ได้ชอบคนที่หน้าตา ความจริงใครๆ ก็ชอบคนเซ็กซี่กันทั้งนั้น

ถ้าได้ยินผู้หญิงบอกว่า "เราไม่ได้ดูคนที่หน้าตาหรอก เราชอบคนเก่ง" ยังงั้นยังงี้ อย่าเพิ่งรีบเชื่อครับ แม้เธอจะไม่ได้โกหก แต่ความจริงในใจทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็อยากได้คนที่รูปร่างหน้าตาดีมาเป็นคู่ทั้งนั้น

ทีมวิจัยที่นำโดย Eli Finkel แห่ง Northwestern University ได้ทำการทดลองหลายชุดกับกลุ่มตัวอย่างเพื่อที่จะดูว่าจิตใต้สำนึกคนเราใช้ลักษณะอะไรเป็นการตัดสินใจเลือกคนที่ชอบบ้าง เช่น การทดลองหนึ่งให้กลุ่มตัวอย่างมานั่งเลือกคำที่คิดว่าสัมพันธ์กับโจทย์ที่ถามว่า "คุณชอบอะไร" เนื่องจากคำที่โผล่ขึ้นมาในใจก่อนก็จะถูกเลือกขึ้นมาก่อน นักวิจัยจึงสามารถวัดได้ว่ากลุ่มตัวอย่างนิยมชมชอบลักษณะอะไรในเพศตรงข้าม

ผลปรากฏว่า ไม่ว่ากลุ่มตัวอย่างจะเป็นชายหรือหญิง ตอบคำถามว่าดูคนที่หน้าตาหรือไม่ เวลาที่ใช้ในการเลือกคำที่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาขึ้นมาใส่ในช่อง "คุณชอบอะไร" แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย คำที่มีความหมายเกี่ยวกับความเซ็กซี่ถูกเลือกเร็วกว่าคำอื่นๆ เสมอ

การทดลองอื่นๆ ก็ให้ผลสอดคล้องกัน ผู้ชายหรือผู้หญิงใช้รูปร่างหน้าตาเป็นเกณฑ์เลือกคู่ใจในระดับที่พอๆ กัน นางเอก/พระเอกที่รักคนเพราะความดีไม่มีอยู่จริง (จะว่าไป พระเอก/นางเอกก็หน้าตาดีกันอยู่แล้วหนิ)

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Personality and Social Psychology doi: 10.1037/a0024061

การศึกษานี้คงตรงใจ ศ. สตีเฟน ฮอว์คิง อย่างน้อยเราก็พอรู้แล้วว่าผู้หญิงก็ไม่เข้าใจตัวเองสักเท่าไรเหมือนกัน ขอให้พวกเธอจงเป็นสิ่งลึกลับต่อไป

ที่มา - Live Science

การรู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือสั่นทั้งที่ไม่มีสายโทรเข้าเป็นเรื่องธรรมชาติ

เคยเป็นกันบ้างไหมที่เวลานั่งอยู่เฉยๆ แล้วรู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสั่น ทั้งที่ไม่ได้มีใครโทรเข้ามา? นี่ไม่ใช่อาการประหลาดหรืออาการของคนโรคจิต งานวิจัยของ Michael Rothberg แห่ง Baystate Medical Center บอกเราว่าอาการนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ

ทีมวิจัยของ Michael Rothberg ได้สำรวจสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นแพทย์และเจ้าหน้าที่พยาบาลว่าเคยมีประสบการณ์คิดไปเองว่าโทรศัพท์มือถือสั่นหรือไม่ ผลปรากฏว่า 70% รายงานว่าเคยพบประสบการณ์ดังกล่าว บางรายถึงกับเคยได้ยินเป็นเสียงเรียกเข้าเลยทีเดียว

Michael Rothberg อธิบายอาการนี้ว่าเป็น "การหลอนของประสาทสัมผัส" (sensory hallucinations) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะในแต่ละวันสมองของเราจะต้องรับข้อมูลจากประสาทสัมผัสเป็นปริมาณมหาศาล สมองจึงต้องมีการคาดเดาแบบแผนข้อมูลล่วงหน้าเพื่อให้เราตอบสนองกับข้อมูลที่สำคัญๆ ได้อย่างรวดเร็ว หากเราคาดหวังว่าจะมีคนโทรเข้าหรือส่งข้อความมาหา การได้รับสัมผัสสั่นไหวเพียงเล็กน้อยก็จะถูกแปลผลว่ามีสายโทรเข้าตามความคาดหวังของเรา (มิน่า ผมถึงได้เป็นบ่อยๆ ตอนใกล้กำหนดส่งงาน)

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านี่เป็นมรดกจากการปรับตัวทางวิวัฒนาการของมนุษย์ มนุษย์ยุคแรกๆ ที่ต้องเข้าป่าล่าสัตว์จำเป็นต้อง "หลอนประสาท" เอาไว้บ้าง เผื่อไว้ในกรณีที่เห็นอะไรที่รูปร่างคล้ายๆ สัตว์ร้าย จะได้ตอบสนองได้ทันท่วงที อย่างน้อยการอายเพราะตกใจหนีกิ่งไม้ก็ย่อมดีกว่าถูกงูกัดใช่มั้ยหละ

ที่มา - Life's Little Mysteries

ทำไมคนถึงเลือกปกป้องความอยุติธรรม?

นี่ไม่ใช่ภาคสองของจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องความเป็นธรรม แต่เป็นข่าวงานวิจัยทางจิตวิทยาที่ศึกษาเหตุผลของคนที่ออกมาปกป้องระบอบซึ่งเต็มไปด้วยความอยุติธรรม ความฉ้อฉล และสองมาตรฐาน

งานวิจัยนี้ทำโดย Aaron C. Kay แห่ง Duke University และ Justin Friesen แห่ง University of Waterloo พวกเขาได้ออกแบบการทดลองและเก็บข้อมูลจากประเทศต่างๆ มาวิเคราะห์ แล้วหาข้อสรุปเหตุผลทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลัง

นักวิจัยทั้งสองนิยามศัพท์เฉพาะของการปกป้องสถานะของระบบเดิม (status quo) แบบเห็นดีเห็นงามไปด้วย ว่า "การรองรับความชอบธรรมของระบบ" (system justification) ซึ่งแตกต่างจากการยอมรับกับความอยุติธรรมของระบบนั้นเพราะคิดว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้

สิ่งที่พวกเขาสรุปได้ คือ ปัจจัยสภาวะที่ทำให้คนรองรับความชอบธรรมของ status quo มีอยู่ด้วยกัน 4 อย่าง คือ ความกลัวว่าระบบจะล่ม, ความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาระบบนั้น, ความไม่สามารถในการหลุดพ้นจากระบบได้, ความสามารถในการควบคุมตัวเองต่ำ

Syndicate content