Coral

แนวปะการังบางจุดอาจจะทนภาวะโลกร้อนได้ดีกว่าที่อื่น

พูดถึงตัวอย่างผลกระทบของภาวะโลกร้อน ส่วนใหญ่เราก็คงคิดถึงน้ำแข็งกับหมีขั้วโลก แต่สำหรับระบบนิเวศในมหาสมุทรแล้ว ถ้าอยากดูตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็ขอให้ดูที่ "ปะการัง" เพียงแค่อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส ปะการังจะเสียสาหร่ายที่อาศัยอยู่ด้วยไปในทันที ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า "Coral bleaching" ที่เห็นจากภายนอกคือปะการังจะสีซีดลง และหยุดเจริญเติบโตเนื่องจากขาดสารอาหารที่เคยได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงของสาหร่าย เมื่อปะการังตาย สิ่งมีชีวิตนับพันนับร้อยที่ต้องพึ่งพิงแนวปะการังก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ทีมนักวิจัยจากออสเตรเลีย, อังกฤษ, เม็กซิโก, และสหรัฐอเมริกา นำโดยศาสตราจารย์ Peter J. Mumby แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ได้ทำการสำรวจแนวปะการังหลายจุดในหมู่เกาะบาฮามาส พบว่าการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลส่งผลกระทบต่อแนวปะการังแต่ละพื้นที่แตกต่างกันออกไป ในบางพื้นที่ดูเหมือนว่าแนวปะการังจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่อื่นๆ

นักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่เข้าใจว่าปะการังตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศได้อย่างไร และเหตุใดบางที่ปะการังจึงดูเหมือนว่าจะทนต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่า ความซับซ้อนนี้อาจจะทำให้การวางแผนอนุรักษ์แนวปะการังในระยะยาวทำได้ยากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ Peter J. Mumby ก็ยังคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะใช้แนวปะการังเหล่านั้นในการศึกษาวิจัยและวางแผนในโครงการอนุรักษ์แนวปะการังต่อไป

ขณะนี้ทีมนักวิจัยกำลังส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ไปให้องค์กรอนุรักษ์ในบาฮามาส เพื่อให้องค์กรอนุรักษ์ไปช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนท้องถิ่น ชาวบ้านและองค์กรต่างๆ จะได้ร่วมกันทำโครงการอนุรักษ์และจัดเขตสงวนพันธุ์ปะการังต่อไป

ที่มา PhysOrg

การอนุรักษ์ปะการังประสบความสำเร็จในบาฮามาส

คำถามหนึ่งที่มีต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติหลายๆ โครงการคือการอนุรักษ์นั้นมีผลดีจริงต่อการฟื้นฟูธรรมชาติหรือไม่ และงานวิจัยพื้นที่อนุรักษ์ของหมู่เกาะบาฮามาสยืนยันว่าการอนุรักษ์มีผลจริง

การศึกษาเริ่มจากพื้นที่แนวปะการังที่เสียหายจากเฮอร์ริเคนเมื่อสองปีที่แล้ว โดยพื้นที่ทั้งหมดที่ศึกษามีการครอบคลุมของปะการังประมาณ 7% เท่าๆ กัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองปี พื้่นที่อนุรักษ์ทางทะเลที่มีการห้ามทำการประมง มีแนวปะการังเพิ่มขึ้นถึง 19% ขณะที่พื้นที่นอกเขตอนุรักษ์ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

นี่เป็นครั้งแรกของการยืนยันในเชิงสถิติว่าการลดการรบกวนของมนุษย์มีผลต่อปะการังจริง

ว่าแล้วก็เลิกไปดำน้ำกัน....

ที่มา - ArsTechnica

ครีมกันแดดเป็นภัยคุกคามต่อปะการัง

ครีมกันแดดที่นักท่องเที่ยวใช้กันทั่วไปตามชายหาด อาจเป็นสาหตุสำคัญในปรากฏการณ์ ปะการังฟอกสี ผลจากการศึกษาของคณะกรรมการสหภาพยุโรป

นักวิจัยที่นำโดย Roberto Danovaro จากมหาวิทยาลัยปิซ่า (University of Pisa) ได้ทำการทดลองโดยใช้ครีมกันแดดต่างกันสามยี่ห้อ ควบคุมปริมาณให้เหมาะสม แล้วนำไปทดสอบกับน้ำทะเลรอบๆ แนวปะการัง ซึ่งสถานที่ทดสอบได้แก่ เม็กซิโก, อินโดนีเซีย, ไทย และอียิปต์

จากการทดลอง พบว่าครีมกันแดดแม้มีปริมาณน้อย แต่ก็ทำให้ปะการังผลิตเมือกเหนียวออกมาภายในเวลา 18 ถึง 96 ชั่วโมง และภายในเวลา 96 ชั่วโมง ปะการังที่ทดสอบก็ฟอกสีทั้งหมด

จากการประมาณ ในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวประมาณ 78 ล้านคน ที่ท่องเที่ยวแนวปะการัง และมีปริมาณครีัมกันแดดที่ถูกปล่อยออกมาบริเวณแนวปะการังประมาณ 4,000 ถึง 6,000 ตัน และสารเคมีในครีมกันแดดประมาณ 25% จะถูกละลายออกมาภายใน 20 นาที หลังจากสัมผัสน้ำทะเล

ความสำคัญของแนวปะการัง นอกจากความสวยงามที่เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ยังเป็นแหล่งรวมผลิตผลและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหากแนวปะการังเสื่อมโทรม ก็ย่อมหมายถึงความเสื่อมโทรมของท้องทะเลบริเวณนั้นๆ ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปะการังฟอกสี

ที่มา - Physorg

Syndicate content