Plant

ผักที่เรากินอาจเข้าไปเปลี่ยนแปลงการทำงานของยีนเรา

ตามปกติเวลาที่ร่างกายเราย่อยอาหาร สารพันธุกรรมพวก DNA และ RNA (หรือที่เรียกรวมๆ ว่า "กรดนิวคลีอิก") จะถูกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนไม่สามารถทำงานได้ก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมเอาสารอาหารไปใช้ แต่จากการค้นพบล่าสุดของทีมวิจัยที่นำโดย Chen-Yu Zhang แห่งมหาวิทยาลัยนานกิง สาธารณรัฐประชาชนจีน กลับพบว่า เมื่อเรากินผักเข้าไป จะมีชิ้นส่วนสารพันธุกรรมบางชิ้นหลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือดเราได้

ทีมวิจัยทดลองเจาะเลือดจากอาสาสมัครชาวจีนและจากวัว จากนั้นก็เอาตัวอย่างเลือดมาทำปฏิกิริยากับโซเดียมเพอร์ไอโอเดต (sodium periodate) ซึ่งมีคุณสมบัติออกซิไดซ์ microRNA ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยเฉพาะ แต่ไม่ทำอะไรกับ microRNA ของเซลล์พืช

ผลการทดลองพบว่า ในเลือดของทั้งมนุษย์และวัว มี microRNA ของพืชอยู่มากกว่า 30 รูปแบบ แต่ว่ามีอยู่สองแบบที่พบมากที่สุด คือ MIR168a และ MIR156a ซึ่งเป็น microRNA ที่พบมากในข้าวและพืชวงศ์ Brassicaceae (ตระกูลกระหล่ำ เช่น บร็อคโคลี่, กระหล่ำปลี, กระหล่ำดอก เป็นต้น) ทำให้นักวิจัยสันนิษฐานว่า microRNA เหล่านี้จะต้องมาจากข้าวและผักที่ชาวจีนกินเป็นอาหารหลักแน่นอน

บนอวกาศนี่เค้าต้องปลูกผักอะไรกัน?

คำถามที่ชาวสวนในอนาคตอาจจะสงสัย ว่าถ้าต้องออกไปอยู่ในอวกาศ แล้วปลูกผักอะไรจึงจะโตเร็ว?

ที่งาน American Chemical Society เมื่อเดือนสิงหาคมก็มีพูดถึงเรื่องนี้ โดยนักวิทยาศาสตร์เลือกพืชผัก 10 ชนิดที่เหมาะแก่การปลูกในอวกาศมากที่สุด โดยใช้หลักการเลือกว่ามันสามารถดูดซึม CO2 ที่มนุษย์อวกาศหายใจออกมา แล้วเปลี่ยนเป็นออกซิเจนที่ช่วยหายใจ นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์เรื่องดูแลง่าย ใช้ที่ไม่เยอะ

แผ่นฟิล์มแบบใหม่ใช้ปลูกต้นไม้ได้

เราคงเคยเห็นเทคนิคการปลูกต้นแบบแบบใหม่ๆ กันมาหลายแบบเช่นการปลูกในน้ำ หรือดินวิทยาศาสตร์ แต่บริษัท Mebiol จากญี่ปุ่นก็ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาแผ่นฟิล์ม Imec สำหรับปลูกต้นไม้

แผ่นฟิล์ม Imec เป็นแผนไฮโดรเมมเบรนที่หนาเพียงสิบไมครอน มันซึมซับเอาน้ำและปุ๋ยไว้ในแผ่นในรูปแบบเดียวกับไฮโดรเจลในผ้าอ้อมและผ้าอนามัย รากผักจะเกาะอยู่กับแผ่นและซึมซับเอาน้ำและสารอาหารไปโดยตรง ทำให้การควบคุมคุณภาพของผักที่ได้นั้นทำได้ง่ายกว่ามาก

ปัจจุบันทาง Mebiol ประสบความสำเร็จในการปลูกมะเขือเทศ, แตงไทย, และแตงกวา ด้วยแผ่นฟิล์ม Imec แล้ว และตอนนี้บริษัทกำลังพัฒนาความแข็งแรงของตัวฟิล์มเพื่อให้รองรับน้ำหนักของต้นไม้ที่ใหญ่กว่านี้

ที่มา - DigInfo.tv

ค้นพบดอกไม้หายากในรอบหนึ่งร้อยห้าสิบปี

เมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้ว นักพฤษศาสตร์ชื่อดังชื่อว่า Riedel ได้เก็บตัวอย่างพืชดอกหายากของบราซิลไว้หลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ Lychnophora humillima แต่ก็ไม่เคยมีใครพบเจอดอกไม้สปีชีส์นี้อีกเลย เนื่องจาก Riedel ไม่ได้บันทึกข้อมูลรายละเอียดของพื้นที่ที่เขาเก็บตัวอย่างไว้ ในบันทึกให้เพียงขอบเขตพื้นที่กว้างๆ ทางภาคตะวันออกของประเทศบราซิลซึ่งกินอาณาเขตถึงกว่าร้อยกิโลเมตร

กระทั่งเร็วๆ นี้ นักพฤกษศาสตร์จาก Kew Garden ได้เข้าทำการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวอีกครั้งภายใต้ชื่อโครงการ "Toucan Cipó Project" จนสามารถระบุตำแหน่งจากบันทึกของ Riedel ได้ว่าอยู่ที่ Serra da Lapa และนำไปสู่การค้นพบ L. humillima ในที่สุด

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสำรวจได้จาก www.kew.org/science/tropamerica/cipo.htm

ที่มา - PhysOrg

กินน้ำตาลมากทำให้หนอนมีกลิ่น โชคร้ายอาจถูกมดจับกิน

บนผิวใบของต้นยาสูบป่า Nicotiana attenuata มีเส้นขนแข็งๆ ที่เรียกว่า "Trichome" ปกคลุมเต็มไปหมด ขนพวกนี้จะช่วยทำหน้าที่เป็นอุปสรรคไม่ให้แมลงเข้ามากัดกินใบได้ง่ายๆ บางทีก็จะมีการหลั่งน้ำตาลเหนียวๆ ออกมาตามขน trichome ด้วย สัตว์กินใบขนาดเล็ก เช่น เพลี้ยอ่อน ด้วงหมัดกระโดด ไรแมงมุม ฯลฯ ที่หลงเข้ามาก็จะติดกับดักเหนียวหนึบนี้ ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ จนอดอาหารตายในที่สุด

แต่หนอนของผีเสื้อกลางคืน Manduca sexta และ Spodoptera spp. อีกสองสปีชีส์ กลับเขมือบกินใบยาสูบอย่างไม่สะทกสะท้าน แถมน้ำตาลและสารอาหารที่อยู่ใน trichome ยังกลายเป็นเมนูโปรดของหนอนไปเสียด้วย ตอนแรกนักวิทยาศาสตร์ก็คิดว่าหนอนพวกนี้เก่งมากที่สยบอาวุธป้องกันตัวของพืชได้อย่างราบคาบ สงครามรู้ผลแพ้-ชนะแล้ว...

...แต่การค้นพบของทีมวิจัยที่นำโดย Ian Baldwin แห่ง Max Planck Institute for Chemical Ecology ใน Jena แสดงให้เห็นว่าสงคราม "หนอน-ต้นยาสูบ" ไม่ได้จบลงง่ายขนาดนั้น ต้นยาสูบป่ายังมีกลศึกเหยียบเมฆอีกชั้นเพื่อจัดการหนอนพวกนี้

ทีมวิจัยได้เอาหนอนที่กินใบยาสูบมาตรวจสอบดูในห้องทดลอง พวกเขาพบว่าหลังจากที่หนอนผีเสื้อกินสารที่ปล่อยออกมาจากขน trichome ของใบยาสูบป่าเข้าไป กลิ่นตัวของหนอนจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ที่ผมบอกว่า "เห็นได้ชัด" ไม่ใช่ "ดมได้ชัด" ก็เพราะนักวิจัยไม่ได้ดมกลิ่นหนอนหรอก แต่พวกเขาจับเอาร่างกายและอุจจาระของหนอนไปตรวจแล้วเห็นว่ามีสารระเหย (volatile compound) ตัวใหม่ปลดปล่อยออกมา สารระเหยมีกลิ่นเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นสารประกอบพวก aliphatic acid ที่มีแขนงย่อย

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าสาร aliphatic acid ในร่างกายหนอนได้มาจากการย่อยของน้ำตาลชนิดพิเศษพวก acyl-sugars ซึ่งได้มาจากใบยาสูบที่โดนหนอนกินอีกที หนอนที่มีกลิ่นสาร aliphatic acid ติดตัวก็จะมีเสน่ห์เย้ายวนขึ้นทันทีในสายตาผู้ล่าทั้งหลาย เหมือนกับแปะป้ายโฆษณาเชื้อเชิญให้มากินตัวเองยังไงยังงั้น

ทีมวิจัยของ Ian Baldwin ยังไม่แน่ใจนักว่าผู้ล่าตัวใดคือตัวหลักนำทัพเข้ามาโจมตีหนอนกลิ่นตัวแรงพวกนี้ อาจจะเป็นมวนนักล่าในสกุล Geocoris หรือมดจอมเขมือบอย่าง Pogonomyrmex rugosus ก็ได้ จากการทดลองพวกเขาพบว่ามดมีแนวโน้มวิ่งเข้าหาอาหารที่มีกลิ่นของสาร aliphatic acid แบบเดียวกันหนอนมากกว่าอาหารที่ไม่มีกลิ่นติด

กลศึกส่งสัญญาณเรียกผู้ล่ามารุมโทรมศัตรูของพืชแบบนี้ เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราเรียกว่า "indirect defense strategy" หรือ "กลยุทธป้องกันตัวทางอ้อม" ซึ่งพบได้ทั่วไปในสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ของพืชและแมลง

ที่มา - Science Daily

พืชต่างดาวอาจมีสีดำ

นักวิทยาศาสตร์ได้ลองจินตนาการถึงสภาพของพืชบนดาวเคราะห์ที่มีดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งเป็นดาวแคระแดง (red dwarf) สิ่งที่เขาคิดได้คือพืชบนดาวดวงนั้นน่าจะมีสีดำ

นักวิทยาศาสตร์คนนั้น คือ Jack O'Malley-James นักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย Andrews University เขาได้สร้างแบบจำลองสภาพดาวเคราะห์ที่มีดวงอาทิตย์สภาพต่างๆ โดยตั้งสมมติฐานว่ากระบวนการเปลี่ยนพลังงานแสงมาเป็นพลังงานเคมีของพืชต่างดาวน่าจะคล้ายคลึงกับการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชบนโลกเรา ดังนั้นพืชต่างดาวจะต้องปรับตัวเองให้สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงมาเป็นอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในระบบที่ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์สองดวง สมมติว่าให้ดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งสว่างพอๆ กับดวงอาทิตย์ของเรา และอีกดวงเป็นดาวแคระแดง (red dwarf) ที่สว่างน้อยกว่าดวงอาทิตย์ของเรามาก พืชบนดาวดวงนั้นคงจะปรับตัวแยกกันเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือพืชที่มีสีสันสดใสคล้ายพืชบนโลกเพื่อรับแสงอาทิตย์จากดวงที่สว่างกว่า ส่วนอีกประเภทคือพืชที่มีรงควัตถุดูดกลืนแสงเกือบทุกช่วงความยาวคลื่นเพื่อรับแสงจากดวงอาทิตย์ที่สว่างน้อย หากมองด้วยสายตาของเรา พืชประเภทหลังก็จะมีสีทึบๆ ดำๆ เพราะมันดูดแสงไว้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด

นอกจากสีดำแล้ว พืชต่างดาวก็อาจจะมีสีอื่นๆ ได้อีกตามดวงอาทิตย์ที่มันต้องใช้เป็นแหล่งพล้งงาน บนดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์แสงจ้าๆ สองดวง พืชบนดาวดวงนั้นก็อาจจะต้องมีกลไกเพื่อป้องกันตัวเองจากรังสีอัลตร้าไวโอเลตอันเข้มข้นด้วย

ที่มา - BBC News

ต้นไม้สร้างไซยาไนด์ได้ หนอนก็สร้างได้

นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อกันว่าหนอนผีเสื้อกลางคืน burnet moth ที่อาศัยอยู่บนต้น trefoil มีไซยาไนด์เพราะว่ามันเก็บสะสมไซยาไนด์จากใบของต้น trefoil เข้าไว้ในร่างกาย การรับสารพิษจากอาหารเพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการป้องกันตัวทีหลังนี้เป็นวิธีที่แมลงและสัตว์หลายชนิดใช้ แต่งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ให้เห็นว่าหนอน burnet moth สามารถสร้างไซยาไนด์เองได้ แม้ว่าจะไม่ได้กินใบต้นไม้ที่มีไซยาไนด์เลยก็ตาม

ทีมวิจัยที่นำโดย Niels Bjerg Jensen แห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ได้เอาหนอนผีเสื้อกลางคืน burnet moth มาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ พวกเขาพบว่าหนอนที่เลี้ยงบนใบไม้ที่ไม่ได้สร้างไซยาไนด์สามารถสร้างสารประกอบไซยาไนด์สองตัว คือ linamarin และ lotaustralin ซึ่งทั้งสองตัวนี้เป็นตัวเดียวกับสารไซยาไนด์ที่ต้น trefoil สร้างเป๊ะๆ

เมื่อตรวจสอบยีนที่หนอนใช้ในการสร้างไซยาไนด์ ก็ยังพบอีกว่ายีนที่เกี่ยวข้องในการสร้างไซยาไนด์ในหนอนมีทั้งสิ้น 3 ชุด เท่ากับจำนวนชุดของยีนที่ต้น trefoil ใช้สร้างไซยาไนด์ โปรตีนที่ได้การแปลรหัสยีนในหนอนและพืชก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆ กัน แม้ว่าลำดับเบสและตำแหน่งของยีนจะแตกต่างกันก็ตาม นอกจากนี้สารตั้งตั้นและกระบวนการที่ใช้สร้างไซยาไนด์ก็เหมือนกันทุกประการราวกับถอดแบบออกมาจากพิมพ์เขียวเดียวกัน (สารตั้งต้น คือ กรดอะมิโน valine และ isoleucine)

การที่สิ่งมีชีวิตสองชนิดทีไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันทางวิวัฒนาการมีลักษณะทางชีววิทยาคล้ายกัน เราเรียกว่า Convergent evolution ซึ่งเป็นลักษณะทางวิวัฒนาการที่พบตัวอย่างได้ทั่วไป ถึงอย่างไรก็ตาม การที่หนอนและพืชซึ่งอยู่กันคนละ Kingdom ("Kingdom Planta - อาณาจักรพืช" และ "Kingdom Animalia" - อาณาจักสัตว์) วิวัฒนาการจนสร้างสารพิษได้เหมือนกันทั้งสารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์ และวิธีการ ต้องนับว่าเป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นมาก

ที่มา - PhysOrg

วงออร์เคสตราจัดคอนเสิร์ตบรรเลงเพลงให้ต้นไม้ฟัง

พาดหัวข่าว "...คอนเสิร์ตบรรเลงเพลงให้ต้นไม้ฟัง" ผมไม่ได้หมายถึงคอนเสิร์ตวันต้นไม้โลกอะไรแบบนั้นนะครับ ผมหมายถึง วงออร์เคสตราบรรเลงเพลงให้ "ต้นไม้" ฟังจริงๆ

คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดโดย Royal Philharmonic Orchestra เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ Cadogan Hall ในกรุงลอนดอน นักดนตรีมืออาชีพ 33 คนร่วมกันบรรเลงเพลงคลาสสิกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3 ชั่วโมงต่อหน้าผู้ชมที่เป็นต้นไม้กว่า 100 ชนิด

ตัวตั้งตัวตีในการริเริ่มคอนเสิร์ตนี้คือเว็บชอปปิ้งออนไลน์ QVC จุดประสงค์เพื่อที่จะทดสอบว่าคลื่นเสียงจากเสียงดนตรีสามารถทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีขึ้นจริงหรือไม่

เพลงที่บรรเลงในคอนเสิร์ตทั้งอัลบั้มสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจาก QVC และต้นไม้ที่เข้าร่วมฟังคอนเสิร์ตก็ถูกนำออกมาขายด้วย

ที่มา PhysOrg (AFP)

น้ำมันลาเวนเดอร์มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา

ทีมนักวิจัยที่นำโดย ศ. Lígia Salgueiro และ ศ. Eugénia Pinto แห่ง University of Coimbra ในประเทศโปรตุเกส ค้นพบว่าน้ำมันที่สกัดจากลาเวนเดอร์ (Lavandula viridis) มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อราได้หลายชนิด

จากการทดลอง พบว่าเชื้อราที่ถูกทำลายได้ด้วยน้ำมันลาเวนเดอร์ได้แก่ เชื้อราตามผิวหนังที่เกิดการติดเชื้อในหนังศีรษะและเล็บ เชื้อราที่ทำให้เกิดกลาก และเชื้อราในสกุล Candida อีกหลายชนิด โดยน้ำมันลาเวนเดอร์จะเข้าไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อรา ทำให้เชื้อราตายในที่สุด

ขั้นต่อไปก็คือการทดลองใช้ในทางคลินิก ถ้าใช้ได้ผลดี เราก็จะได้ไม่ต้องพึ่งยาฆ่าเชื้อราที่มีราคาแพงและมักจะมีผลข้างเคียงอีกต่อไป

ที่มา - PhysOrg

เปิดตัว The Plant List ฐานข้อมูลรายชื่อพืชทุกชนิดบนโลกนี้

นักพฤกษศาสตร์จากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาจับมือกันสร้างฐานข้อมูลของรายชื่อพืชขนาดใหญ่ที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในชื่อ The Plant List (http://www.theplantlist.org/)

The Plant List เป็นโครงการของ Kew Gardens แห่ง Royal Botanic Gardens ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และ Missouri Botanical Garden ในเซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา รายชื่อพืชทั้งหมดจะแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ตามหลักอนุกรมวิธานพืช (The Plant List ใช้แต่ชื่อวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่มีชื่อสามัญ) สำหรับแต่ละชื่อก็จะมีลิงค์ไปยังข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องให้

ในเวอร์ชัน 1.0 นี้ ฐานข้อมูลของ The Plant List มีรายชื่อพืชทั้งหมด 1,244,871 ชื่อ ในจำนวนนี้มีชื่อสปีชีส์ 1,040,426 ชื่อรวมกับชื่อที่เป็น infraspecific names (หมายถึงชื่อที่ต่ำกว่าระดับสปีชีส์ลงไป เช่น subspecies หรือ variety) อีก 204,445 ชื่อ รายละเอียดเกี่ยวกับสถิติทั้งหมดอ่านได้ที่ http://www.theplantlist.org/statistics/

แต่ก็ไม่ใช่ว่าฐานข้อมูลนี้จะสมบูรณ์แบบ 100% เต็ม ยังมีชื่อของพืชอีกมากมายที่ยังต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมอีก ตอนนี้มีกว่า 260,000 รายชื่อที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าถูกต้องตามหลักอนุกรมวิธานหรือไม่ แม้แต่ในหน้าเว็บของ The Plant List เองยังใช้คำว่า "The Plant List: A working list of all plant species" เลย ตามกำหนดการที่มติที่ประชุม UN Biodiversity Convention ขององค์การสหประชาชาติ ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ได้วางไว้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ฐานข้อมูลนี้จะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2020

ชื่อพวกนี้จะช่วยให้การวิจัยและการอนุรักษ์พันธุ์พืชมีประสิทธิภาพมากขึ้น ชื่อวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เวลาจะศึกษาหรือทำอะไรกับสิ่งมีชีวิต ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะให้ทำฐานข้อมูลของสิ่งมีชีวิตทั้งโลกไปเลย ไชโยๆ (พูดไปงั้นแหละ ทำไม่ได้หรอก แค่รายชื่อแมลงก็อ้วกแล้ว)

ที่มา - Discovery News

Syndicate content