Ecology

มลภาวะจากน้ำมันดีเซลอาจมีส่วนทำร้ายผึ้งน้อย

ผึ้งน้ำหวาน (honey bee) ถือเป็นแมลงเศรษฐกิจที่สำคัญมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำผึ้ง นมผึ้ง ฯลฯ เท่านั้นที่ขายทำเงินได้ แต่บริการช่วยผสมเกสรของผึ้งน้อยเหล่านี้ยังมีประโยชน์ต่อพืชเศรษฐกิจอีกหลายตัว

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าประชากรผึ้งน้ำหวานทั่วโลกลดลงโดยไม่รู้สาเหตุ เอาเฉพาะแค่ที่สหรัฐอเมริกาแห่งเดียว ในปี 2007, 2008 และ 2009 ก็พบว่าจำนวนรังผึ้งทั่วประเทศลดลงถึงปีละ 35%

ศ. Guy Poppy และ ดร. Tracey Newman แห่งมหาวิทยาลัยเซาธ์แทมป์ตันจึงได้รวบรวมนักชีววิทยา, นักนิเวศวิทยา, นักวัสดุศาสตร์นาโนเทคโนโลยี มาตั้งเป็นทีมวิจัยเพื่อค้นหาสาเหตุการหายไปของผึ้ง

ในขั้นแรกนี้ ทีมวิจัยมีสมมติฐานว่าอนุภาคขนาดนาโน (nanoparticle) จากการเผาไหม้ของน้ำมันดีเซลคือต้นเหตุสำคัญของเรื่อง เพราะก่อนหน้านี้มีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของอนุภาคเหล่านี้ต่อระบบประสาทของสัตว์และมนุษย์ อนุภาคพวกนี้อาจเข้าไปรบกวนระบบประสาทของผึ้ง ทำให้ผึ้งงานไม่สามารถหาเส้นทางไป-กลับระหว่างรังกับแหล่งอาหารได้

นอกจากนี้ ดร. Robbie Girling ยังแนะอีกว่าไอควันของน้ำมันดีเซลอาจไปกลบกลิ่นของแหล่งอาหารผึ้งจนหมด ผึ้งที่งงๆ อยู่แล้วเจอไอดีเซลไปอีกชั้นก็ยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่

ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเซาธ์แทมป์ตันจะใช้เวลา 3 ปีและเงินทุนสนับสนุน 156,000 ปอนด์จาก Leverhulme Trust Research Project Grant ในการพิสูจน์สมมติฐานเหล่านี้

หวังว่าในที่สุดเราก็จะรู้สาเหตุที่แท้จริงและหาทางแก้เพื่อช่วยชีวิตผึ้งทั่วโลกได้

ที่มา - Science Daily

ไม่ถึง 10 เดือน เราก็ใช้กันเกินงบของทั้งปีแล้ว

อะไรกันเนี่ย! รัฐบาลนี้เบิกงบประจำปีมาใช้หมดแล้วเหรอ?? อย่าเข้าใจผิดไป เว็บ JuSci.net ของเราเป็นเว็บข่าววิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เว็บข่าวการเมือง (อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่)

"งบ" ของข่าวนี้เป็นการเปรียบเทียบ "งบประมาณทางนิเวศวิทยา" ที่ดาวเคราะห์โลกมีให้กับมนุษย์ ว่ากันในทางนิเวศวิทยาแล้ว มนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตต้องการทรัพยากรในการดำรงชีพ และโลกก็มีระบบในการหมุนเวียนพลังงานและทรัพยากรเหมือนๆ กับที่เราหมุนเงินมาใช้ทำโน่นทำนี่ ความสามารถในการหมุนเวียนทรัพยากรของโลกนี่แหละคืองบประมาณของชาวโลกอย่างเราๆ ที่ต้องแบ่งใช้กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก

หากเราใช้ทรัพยากรเกินกว่าที่โลกจะหมุนให้ทัน ก็เทียบได้กับมนุษย์เราใช้เงินเกินงบประมาณ เช่น ถ้าเราปล่อย CO2 มากกว่าวัฏจักรคาร์บอนจะหมุนมันทัน ก็เท่ากับเราปล่อย CO2 เกินงบ, หรือถ้าเราตัดไม้เกินกว่าที่ป่าจะโตได้ทัน ก็คือเราตัดไม้เกินงบ

นักวิทยาศาสตร์ของกลุ่ม Global Footprint Network ก็ได้อาศัยแนวคิดอันนี้มาคำนวณว่า สมมติให้โลกมีงบให้เราใช้ปีต่อปี มนุษย์เราใช้งบประมาณนี้เกินดุล ขาดดุล หรือสมดุลอย่างไรบ้าง? และถ้าเราใช้งบกันเกินกว่าที่โลกมีให้ เราใช้งบประจำปีหมดในวันที่เท่าไรของปี ซึ่ง Global Footprint Network เรียกวันที่งบประจำปีหมดลงว่า "Earth Overshoot Day"

ซอฟต์แวร์ช่วยแยกแยะ "ลาย" ของม้าลายแต่ละตัว

ลายนิ้วมือของคนไม่เหมือนกันฉันใด "ลาย" ของม้าลายก็ไม่เหมือนกันฉันนั้น

ในการศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ นักวิทยาศาสตร์จะต้องแยกแยะสัตว์ที่ต้องการติดตามดูพฤติกรรมจากสัตว์ตัวอื่นๆ ในฝูงให้จงได้ ซึ่งหลายๆ กรณีก็ลำบากเพราะสัตว์บางชนิดหน้าตาเหมือนๆ กันหมด

กรณีของม้าลายอาจจะง่ายขึ้นแล้ว เพราะ "ลาย" ของม้าลายแต่ละตัวต่างกัน และตอนนี้มีคนสร้างซอฟต์แวร์ช่วยประมวลผลภาพถ่ายของม้าลาย โดยประมวลผลจาก "ลาย" บนตัวของมันแล้วบอกได้ว่าเป็นม้าลายตัวเดียวกันหรือไม่

ซอฟต์แวร์ตัวนี้มีชื่อว่า Stripespotter (แปลตรงว่าว่าตัวช่วยแยกแยะลาย) พัฒนาโดย University of Illinois at Chicago และ Princeton University แจกเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สบน Google Code ครับ

ที่มา - MSNBC

เราขอร้อง...หยุดหมิ่นทรราชย์ไดโนเสาร์เหอะ

ถ้าพูดถึงไดโนเสาร์ที่ดังที่สุด ชื่อแรกๆ ที่เข้ามาในหัวคงไม่พ้น T. rex หรือ Tyrannosaurus rex ภาพของ T. rex ในหัวคนทั่วไปก็คือ "ไดโนเสาร์นักล่าผู้เป็นราชาทรราชย์แห่งยุค" (ก็ที่มาของชื่อมันเลย Tyranno = tyrant (ทรราชย์), saurus = กิ้งก่า, rex = ราชา) ด้วยขนาดความสูง 12 เมตร เขี้ยวเต็มปาก มันคงเป็นอะไรอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากเครื่องจักรสังหารขนาดมหึมา

แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนก็ไม่เชื่อว่า T. rex จะเป็นราชานักล่าแบบภาพที่เราเห็น ถ้าพิจารณาดูจากขาหน้าที่เล็กจู๋จนเกือบใช้การอะไรไม่ได้ ลูกตาขนาดกระจ้อยร่อย ขาหลังที่เดินแบบกระเผลกๆ เอาแค่ว่าการเลี้ยว 45 องศา นักวิทยาศาสตร์คาดว่า เจ้า T. rex ยังต้องใช้เวลาถึง 2 วินาทีกว่าจะทำการเลี้ยวเสร็จ ลักษณะแบบนี้จะเป็นของสัตว์นักล่าได้อย่างไร

นักบุพชีววิทยา Jack Horner เคยฟันธงไว้เลยว่า "T. rex ต้องเป็นสัตว์กินซากแน่นอน 100%" อุปมาได้ว่าเป็นการลดเกรด T. rex จากเจ้าป่าไปเป็นหมาแทะกระดูกนั่นเอง

แต่นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายที่อยากสร้างภาพให้ T. rex เป็นราชาต่อไป ก็แย้งว่าถึงตาไม่ดี T. rex ก็ยังมีจมูกขนาดใหญ่ไว้ดมกลิ่นได้ จมูกนักล่าชัดๆ, ตา T. rex ก็มองภาพแบบสเตอริโอด้วย ทำให้มันกะระยะทางได้ดี ตานักล่าเห็นๆ, ฟันของ T. rex ก็ทนทานต่อการกระแทกได้ดี ฟันนักล่าแท้ๆ แล้วอย่างนี้ T. rex จะไม่ใช่นักล่าจอมโหดได้อย่างไร! ก็เอากับเขาสิ

เถียงกันแบบนี้ อีกสิบปีก็คงไม่จบ ทีมวิจัยของ Chris Carbone แห่ง Zoological Society of London เลยหาวิธีพิสูจน์ใหม่โดยที่ไม่ต้องอิงกับลักษณะทางสัณฐานวิทยาของ T. rex เลย

พวกเขาดูจากระบบนิเวศของ T. rex ในสมัยนั้น เอารายชื่อชนิดและจำนวนประชากรไดโนเสาร์ทั้งหมดที่ใช้ชีวิตร่วมกับ T. rex มาคำนวณว่าถ้า T. rex เป็นสัตว์กินซาก ในวันหนึ่งๆ มันจะมีโอกาสหาซากสัตว์กินได้เท่าไร

สิ่งที่พวกเขาค้นพบสรุปได้ว่า ไดโนเสาร์ที่อยู่ร่วมกับ T. rex ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ถ้า T. rex ดำรงชีวิตด้วยการอาศัยกินซากสัตว์ มันจะต้องอดตายในไม่ช้าแน่นอน ซากของพวกไดโนเสาร์ตัวจ้อยจะไปพอยาไส้ขนาดยักษ์ของ T. rex ได้อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น กว่าที่ T. rex จะไปถึงซาก ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าพวกไดโนเสาร์กินซากตัวเล็กๆ คงจะซิวแทะเนื้อไปหมดแล้ว เหลือแต่กระดูกเกลี้ยงๆ ไว้ให้ T. rex เลียเล่น

ดังนั้นก็เป็นอันว่างานนี้ปิดประตูตอกฝากโลงความเชื่อ "T. rex เป็นสัตว์กินซาก" ไปได้เลย ไม่ว่าจะอย่างไร T. rex ก็คือราชานักล่า ฟันธง

ที่มา - DIscovery News

ค้างคาวกับหม้อข้าวหม้อแกงลิง

พืชกินแมลงมักจะขึ้นในบริเวณที่ดินมีสารอาหารน้อย มันจึงพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้ล่าเพื่อจะหาสารอาหารมาเลี้ยงตัวเอง โดยการจับแมลงกินเป็นอาหาร แต่ถ้ามันจับแมลงไม่เก่งล่ะ มันจะทำยังไงถึงจะเอาตัวรอดได้?

ในช่วงปี 1980 ในขณะที่นักนิเวศวิทยาชื่อ คุณ Jonathan Moran ขณะนั้นเขากำลังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกได้เจอเรื่องแปลก ๆ เกี่ยวกับต้นราฟเฟิลพิชเชอร์ (Raffles' pitcher - Nepenthes rafflesiana) ซึ่งเป็นต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดหนึ่ง มันจับแมลงไม่เก่ง เพราะส่วนใบที่เรียกว่าหม้อนั้นยาวเกินไป สีสัน และกลิ่นก็ไม่เป็นที่ดึงดูดใจของเหล่าแมลงสักเท่าไหร่ แต่ระหว่างที่เขากำลังศึกษาเกี่ยวกับมันนั้น เขาพบว่า มันมีค้างคาวตัวเล็ก ๆ อยู่ในหม้อของมันด้วย แม้เขาจะสงสัยสักเท่าไหร่ แต่เขาไม่ได้ศึกษาถึงความเกี่ยวข้องของทั้งคู่เลย

เวลาผ่านไปสามทศวรรษ นักนิเวศวิทยาอีกคน ชื่อคุณ Ulmar Grafe และลูกศิษย์ของเขาในมหาวิทยาลัยบรูไนดารุสซาลาม ที่กำลังค้นหาลูกอ๊อด ที่อาศัยอยู่ในหม้อของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ในป่าพรุบนเกาะบอร์เนียว ก็เจอค้างคาวอยู่ในหม้อของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง N. r. elongata อีก และเขาก็ไม่ได้สนใจมันเช่นกัน...

ผ่านไปอีกเดือนกว่า ๆ พอคุณ Grafe ได้อ่านงานวิจัยของคุณ Moran เท่านั้น เขาก็เริ่มเข้าใจความแปลกประหลาดนี้ และคิดว่า "ไม่แน่นะ มันอาจจะเพราะเจ้าค้างคาวตัวเล็ก ๆ พวกนี้ก็ได้ ที่ทำให้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเหล่านี้อยู่รอดอยู่ได้"

นักชีววิทยางานเข้า! แถบติดปีกฆ่านกเพนกวินทางอ้อม

เวลาที่นักชีววิทยาทำการสำรวจวิจัยประชากรนกเพนกวิน พวกเขาจะติด "แถบโลหะ" (metal band) ที่ทำจากอลูมินัมหรือเหล็กสแตนเลสไว้ที่ปีกของมันเพื่อให้แยกแยะในภายหลังได้ว่าตัวไหนเป็นตัวไหน จะได้ติดตามศึกษาได้ถูก วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานที่นักชีววิทยาทำกันทั่วไปนับสิบๆ ปี แต่จากงานวิจัยชิ้นล่าสุดกลับบอกว่าแถบโลหะพวกนี้เป็นตัวทำร้ายนกเพนกวินซะเอง และนี่ยังเป็นงานชิ้นแรกที่แสดงหลักฐานว่าแถบโลหะติดปีกมีผลเสียระยะยาวต่อนกเพนกวิน

งานวิจัยพลิกวงการชิ้นนี้เป็นของทีมวิจัยจากประเทศฝรั่งเศสนำโดย Yvon Le Maho และ Claire Saraux แห่ง University of Strasbourg และ Centre National de la Recherche Scientifique (CNRS) พวกเขาติดตามนกเพนกวินราชา (King penguin, Aptenodytes patagonicus) จำนวน 100 ตัว ในหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย บริเวณระหว่างทวีปแอฟริกาและแอนตาร์กติกา เป็นเวลานาน 10 ปี ในนกจำนวน 100 ตัว ครึ่งหนึ่งติดแถบโลหะที่ปีก อีกครึ่งไม่ได้ติด

นักวิทยาศาสตร์ใช้ PageRank ค้นหาสปีชีส์ที่อาจสูญพันธุ์

ไอเดียของ PageRank ที่กูเกิลสร้างเพื่อจัดอันดับความสำคัญของเว็บไซต์ ที่ว่าเว็บไซต์หนึ่งๆ จะสำคัญก็ต่อเมื่อมีเว็บไซต์อื่นที่สำคัญลิงค์ไปสู่เว็บไซต์นั้น นั้นได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์หาสิ่งมีชีวิตที่อาจสูญพันธุ์ได้ง่ายแล้วครับ

Stefano Allesina และ Mercedes Pascual จาก National Center for Ecological Analysis and Synthesis จากแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้นำเสนอวิธีการนำ PageRank ที่ใช้อยู่ของกูเกิลนี้มาปรับใช้ โดยให้สปีชีส์แต่ละสปีชีส์แทนหน้าเว็บเพจ และการกินต่อกันเป็นทอดๆ นี้เป็นลิงก์ที่เชื่อมโยงกันแทน (เช่นหญ้าสำคัญเพราะมีแพะกิน แพะสำคัญเพราะมีสิงโตกิน ฯลฯ) และเพื่อแก้ไขปัญหาของการที่สิงโตไม่ถูกอะไรกิน นักวิทยาศาสตร์ก็ได้จำลอง "root node" ตามวิธีคิดที่ว่าทุกๆ สิ่งมีชีวิตจะมีส่งความสำคัญต่อระบบนิเวศด้วยการขับถ่ายและการเน่าสลาย

หลังจากการจำลองแล้ว กระบวนการนี้สามารถที่จะทำนายสปีชีส์ที่อาจสูญพันธุ์ได้ดีกว่าวิธีการก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี และผู้วิจัยหวังว่าวิธีการจำลองใหม่นี้จะช่วยนักชีววิทยาในการมองระบบนิเวศในมุมมองที่กว้างขึ้นได้ครับ

ที่มา: PLoS Computational Biology via Wired

ค้นพบพืชที่รดน้ำให้ตัวเองได้กลางทะเลทราย

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Haifa-Oranim ในอิสราเอล ค้นพบว่าพืชที่เรียกว่า desert rhubarb ซึ่งงอกในทะเลทรายแถบอิสราเอลและจอร์แดน สามารถ "รดน้ำ" ให้ตัวเองได้

desert rhubarb เป็นพืชที่มีใบขนาดใหญ่ (ความยาวเกือบเมตร) และแบนราบไปกับพื้น ต่างไปจากพืชในทะเลทรายที่มักมีใบขนาดเล็กแหลม นักวิทยาศาสตร์สงสัยมานานแล้วว่าพืชอย่าง desert rhubarb ที่มีใบเขียวขนาดใหญ่หาน้ำมาเลี้ยงตัวเองได้อย่างไร ในสภาวะที่ฝนตกน้อยมากๆ อย่างนั้น

สิ่งที่ค้นพบก็คือ ใบของ desert rhubarb จะมีร่องขนาดเล็กๆ โดยเฉพาะส่วนเส้นใบที่จะเคลือบด้วยเปลือกที่มีเยื่อมันช่วยให้น้ำไหลได้ดี มันจะทำหน้าที่กักเก็บน้ำแม้ว่าฝนจะตกเบามากๆ และส่งต่อน้ำนี้ลงไปถึงรากของมันเองได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าน้ำบริเวณรอบๆ ต้น desert rhubarb จะซึมลงไปในดินได้ลึกกว่าพืชอื่นๆ ถึง 10 เท่า และเก็บน้ำฝนได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ ถึง 16 เท่า

นี่เป็นครั้งแรกที่ค้นพบว่าพืชสามารถรดน้ำให้ตัวเองได้ ดูรูป desert rhubarb ได้จากลิงก์ที่มาครับ

ที่มา - Wired

พบกบที่อาศัยในมูลช้าง

Ahimsa Campos-Arceiz นักวิจัยจาก National University of Singapore อยู่ระหว่างการออกพื้นที่สำรวจเรื่องการกินเมล็ดพืชของช้าง ซึ่งก็ต้องศึกษาดูว่าในมูลช้างมีเมล็ดพืชชนิดใดอยู่บ้าง แต่เขากลับพบสิ่งที่ไม่คาดฝันคือกบ 3 สายพันธุ์ที่ใช้มูลช้างเป็นที่อาศัย

Ahimsa ศึกษากองมูลช้าง 290 กองและพบกบ 6 ตัวอาศัยอยู่ในมูลช้าง 5 กอง กบทั้ง 6 ตัวนี้แยกได้เป็น 3 สายพันธุ์ เขาปรึกษากับเพื่อนนักวิจัยด้านสิ่งมีชิวตและไม่มีใครที่เคยเจอกรณีอย่างนี้มาก่อนเลย สมมติฐานของเขาคือมูลช้างเป็นที่อยู่อาศัยที่ดีสำหรับพื้นที่แห้งแล้ง เพราะว่ามีความชื้นที่เหมาะสำหรับกบ นอกจากนี้ระบบการย่อยของช้างก็ไม่ค่อยดีนัก ทำให้อาหารหลายๆ ชนิดไม่ถูกย่อยและยังค้างอยู่ในมูล ซึ่งก็สามารถเป็นอาหารให้กบได้ด้วย

นอกจากกบแล้ว Ahimsa ยังพบสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิด เช่น มด แมงเต่าทอง แมงป่อง แมงมุม ฯลฯ ซึ่งพอสรุปได้ว่ามูลช้างอาจเป็นระบบนิเวศน์ขนาดเล็กที่มีสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย

ที่มา - Mongabay

ครีมกันแดดเป็นภัยคุกคามต่อปะการัง

ครีมกันแดดที่นักท่องเที่ยวใช้กันทั่วไปตามชายหาด อาจเป็นสาหตุสำคัญในปรากฏการณ์ ปะการังฟอกสี ผลจากการศึกษาของคณะกรรมการสหภาพยุโรป

นักวิจัยที่นำโดย Roberto Danovaro จากมหาวิทยาลัยปิซ่า (University of Pisa) ได้ทำการทดลองโดยใช้ครีมกันแดดต่างกันสามยี่ห้อ ควบคุมปริมาณให้เหมาะสม แล้วนำไปทดสอบกับน้ำทะเลรอบๆ แนวปะการัง ซึ่งสถานที่ทดสอบได้แก่ เม็กซิโก, อินโดนีเซีย, ไทย และอียิปต์

จากการทดลอง พบว่าครีมกันแดดแม้มีปริมาณน้อย แต่ก็ทำให้ปะการังผลิตเมือกเหนียวออกมาภายในเวลา 18 ถึง 96 ชั่วโมง และภายในเวลา 96 ชั่วโมง ปะการังที่ทดสอบก็ฟอกสีทั้งหมด

จากการประมาณ ในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวประมาณ 78 ล้านคน ที่ท่องเที่ยวแนวปะการัง และมีปริมาณครีัมกันแดดที่ถูกปล่อยออกมาบริเวณแนวปะการังประมาณ 4,000 ถึง 6,000 ตัน และสารเคมีในครีมกันแดดประมาณ 25% จะถูกละลายออกมาภายใน 20 นาที หลังจากสัมผัสน้ำทะเล

ความสำคัญของแนวปะการัง นอกจากความสวยงามที่เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ยังเป็นแหล่งรวมผลิตผลและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหากแนวปะการังเสื่อมโทรม ก็ย่อมหมายถึงความเสื่อมโทรมของท้องทะเลบริเวณนั้นๆ ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปะการังฟอกสี

ที่มา - Physorg

Syndicate content