Human

สมมาตรใบหน้าอาจใช้เป็น "เกย์ดาร์" ได้

Susan M. Hughes และ Robert Bremme แห่ง Albright College ศึกษาพบว่าใบหน้าของพวกรักร่วมเพศกับพวกรักต่างเพศมีความแตกต่างกันอยู่ และคนเรารู้สึกถึงความแตกต่างนี้ได้ราวกับว่ามี "เกย์ดาร์" แปะอยู่บนหน้าเลยทีเดียว

การทดลองใช้กลุ่มตัวอย่างชาย 15 คนและหญิง 25 คนให้มาจัดลำดับว่าคนในรูปถ่าย 60 รูปมีรสนิยมทางเพศอย่างไรบ้างโดยให้คะแนนดังนี้ "1" หมายถึงชอบผู้ชาย, "2" ชอบผู้ชายเป็นหลัก, "3" ชอบผู้หญิงและผู้ชายเท่ากัน, "4" ชอบผู้หญิงเป็นหลัก, "5" ชอบผู้หญิง ในรูปถ่ายทั้ง 60 รูปที่เอามาให้ดูนั้นประกอบด้วยรูปของชายรักต่างเพศ, ชายรักร่วมเพศ, หญิงรักต่างเพศ, และหญิงรักร่วมเพศอย่างละ 15 รูป

ผลปรากฏว่า รูปคนที่ใบหน้ามีสมมาตรมากกว่ามีแนวโน้มที่จะถูกมองว่าเป็นพวกรักต่างเพศ และจากการวัด นักวิจัยก็พบว่าพวกรักต่างเพศมีสมมาตรของใบหน้ามากกว่าพวกรักร่วมเพศอยู่เล็กน้อย ความแตกต่างทางสมมาตรใบหน้านี้เห็นได้ชัดในระหว่างชายรักร่วมเพศกับชายรักต่างเพศ แต่ในกรณีของผู้หญิงนั้น สมมาตรใบหน้ากับรสนิยมทางเพศไม่ปรากฏความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญ

นอกจากนี้เมื่อเอาลักษณะใบหน้าอย่างอื่นมารวมกัน นักวิจัยก็พบอีกว่าใบหน้าของชายรักต่างเพศจะมีความเป็นชายมากกว่าชายรักร่วมเพศ ขณะที่ใบหน้าของหญิงรักต่างเพศก็จะมีความเป็นหญิงมากกว่าเช่นกัน และลักษณะความเป็นหญิง-ชายที่ปรากฏบนใบหน้านี้ก็มีบทบาทกำหนดว่าคนในรูปจะถูกมองเป็นพวกรักร่วมเพศหรือรักต่างเพศด้วย เช่น ถ้าผู้ชายที่มีหน้าไม่ค่อยเหมือนผู้ชาย ก็จะถูกมองว่าเป็นชายรักร่วมเพศ

งานวิจัยนี้เผยแพร่ในวารสาร Journal of Social, Evolutionary, and Cultural Psychology ดาวน์โหลดได้จาก http://shell.newpaltz.edu/jsec/articles/volume5/issue4/Hughes_Vol5Iss4.pdf (ดูเหมือนมหาวิทยาลัย State University of New York at New Paltz เจ้าของวารสารเล่มนี้จะแจกตัวเต็มให้อ่านกันฟรีๆ นะครับ)

ที่มา - ScienceDaily

ลูกคนโง่กว่าลูกชิมแปนซี?... พื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์

แม้เราจะถือว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ฉลาดที่สุดบนโลกนี้ แต่การศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2005 ของ Victoria Horner และ Andrew Whiten แห่ง University of St Andrews กลับแสดงให้เห็นว่าลูกลิงชิมแปนซีทำพฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนจะฉลาดกว่าเด็กของเผ่าพันธุ์เรา!

นักวิจัยทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นลูกลิงชิมแปนซีอายุ 2-6 ปี (ชิมแปนซีเจริญเป็นผู้ใหญ่เมื่ออายุ 13-14 ปีสำหรับตัวเมียและ 15-16 ปีสำหรับตัวผู้) และเด็กมนุษย์อายุ 41-59 เดือน (เด็กในการทดลองมีหลากหลายชนชาติปนๆ กันไป) ในการทดลอง นักวิจัยจะเอาลูกอมซ่อนไว้ในกล่องพลาสติกทึบ (ในกรณีของเด็กเป็นสติ๊กเกอร์ที่เอาไปใช้แลกลูกอมอีกที) จากนั้นนักวิจัยก็จะเอาไม้ไปสาธิตวิธีเอาลูกอมออกจากกล่องให้กลุ่มตัวอย่างดู ขั้นตอนที่นักวิจัยสาธิตมีทั้งการเคาะ การเลื่อนสลัก การจิ้ม ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเอาลูกอมออกจากกล่องเลยแม้แต่นิดเดียว ขั้นตอนที่จำเป็นจริงๆ มีแค่การเปิดฝากล่องด้านหน้าแล้วก็เอาไม้เขี่ยลูกอมออกมาเท่านั้น

ผลการทดลองในชั้นนี้ไม่น่าแปลกใจเท่าไร ทั้งลูกลิงและลูกคนเลียนแบบขั้นตอนที่นักวิจัยได้สาธิตให้ดู และก็ทำได้ดีพอๆ กันด้วย

อย่าบอกเลยว่าไม่ได้ชอบคนที่หน้าตา ความจริงใครๆ ก็ชอบคนเซ็กซี่กันทั้งนั้น

ถ้าได้ยินผู้หญิงบอกว่า "เราไม่ได้ดูคนที่หน้าตาหรอก เราชอบคนเก่ง" ยังงั้นยังงี้ อย่าเพิ่งรีบเชื่อครับ แม้เธอจะไม่ได้โกหก แต่ความจริงในใจทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็อยากได้คนที่รูปร่างหน้าตาดีมาเป็นคู่ทั้งนั้น

ทีมวิจัยที่นำโดย Eli Finkel แห่ง Northwestern University ได้ทำการทดลองหลายชุดกับกลุ่มตัวอย่างเพื่อที่จะดูว่าจิตใต้สำนึกคนเราใช้ลักษณะอะไรเป็นการตัดสินใจเลือกคนที่ชอบบ้าง เช่น การทดลองหนึ่งให้กลุ่มตัวอย่างมานั่งเลือกคำที่คิดว่าสัมพันธ์กับโจทย์ที่ถามว่า "คุณชอบอะไร" เนื่องจากคำที่โผล่ขึ้นมาในใจก่อนก็จะถูกเลือกขึ้นมาก่อน นักวิจัยจึงสามารถวัดได้ว่ากลุ่มตัวอย่างนิยมชมชอบลักษณะอะไรในเพศตรงข้าม

ผลปรากฏว่า ไม่ว่ากลุ่มตัวอย่างจะเป็นชายหรือหญิง ตอบคำถามว่าดูคนที่หน้าตาหรือไม่ เวลาที่ใช้ในการเลือกคำที่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาขึ้นมาใส่ในช่อง "คุณชอบอะไร" แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย คำที่มีความหมายเกี่ยวกับความเซ็กซี่ถูกเลือกเร็วกว่าคำอื่นๆ เสมอ

การทดลองอื่นๆ ก็ให้ผลสอดคล้องกัน ผู้ชายหรือผู้หญิงใช้รูปร่างหน้าตาเป็นเกณฑ์เลือกคู่ใจในระดับที่พอๆ กัน นางเอก/พระเอกที่รักคนเพราะความดีไม่มีอยู่จริง (จะว่าไป พระเอก/นางเอกก็หน้าตาดีกันอยู่แล้วหนิ)

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Personality and Social Psychology doi: 10.1037/a0024061

การศึกษานี้คงตรงใจ ศ. สตีเฟน ฮอว์คิง อย่างน้อยเราก็พอรู้แล้วว่าผู้หญิงก็ไม่เข้าใจตัวเองสักเท่าไรเหมือนกัน ขอให้พวกเธอจงเป็นสิ่งลึกลับต่อไป

ที่มา - Live Science

ผู้ชายเสียงต่ำไม่ได้แปลว่ามีสเปิร์มแข็งแรง

เสียงต่ำทุ้มนุ่มลึกเป็นเสียงที่มีเสน่ห์ของผู้ชาย ผู้ชายเสียงต่ำๆ มักจะดูเท่ น่าเกรงขาม น่าดึงดูดใจสำหรับสาวๆ แต่งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จาก University of Western Australia แสดงให้เห็นว่าสเปิร์มของผู้ชายเสียงต่ำไม่ได้มีคุณภาพดีเด่นอะไรไปกว่าผู้ชายคนอื่นเลย

นักวิจัยอัดเสียงพูดของอาสาสมัครผู้ชาย 54 คนและเก็บตัวอย่างน้ำกามของพวกเขามาวิเคราะห์ เสียงพูดจะถูกวิเคราะห์ระดับความสูงต่ำของเสียงด้วยคอมพิวเตอร์และให้อาสาสมัครผู้หญิงจัดลำดับว่าเสียงไหนน่าดึงดูดใจมากที่สุด

ผลปรากฏว่า ผู้หญิงนิยมชมชอบกับเสียงผู้ชายที่มีระดับเสียงต่ำมากกว่าเสียงสูง แต่ตัวสเปิร์มของผู้ชายที่มีเสียงต่ำไม่ได้มีสมรรถภาพสูงกว่า (ว่ายได้เร็วกว่า) แต่อย่างใด มิหนำซ้ำความเข้มข้นของตัวสเปิร์มในน้ำกามยังมีแนวโน้มต่ำกว่าอีกด้วย

นี่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจพอสมควร เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อกันว่าลักษณะเพศทุติยภูมิน่าจะให้เป็นตัวบ่งชี้สมรรถภาพทางการสืบพันธุ์ได้ ผลที่กลับตาลปัตรเช่นนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานว่าลักษณะของผู้ชายที่ไว้อวดผู้หญิงอาจมีราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่คิดไว้ งานวิจัยก่อนหน้านี้ก็เคยแสดงให้เห็นว่าระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่สูงเกินไปส่งผลเสียต่อการผลิตสเปิร์ม

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS ONE doi:10.1371/journal.pone.0029271

ที่มา - Live Science

ขนแขนช่วยให้รู้ว่าโดนแมลงไต่ได้เร็วขึ้น

สิ่งที่มนุษย์แตกต่างจากลิงเอพอื่นๆ อย่างชัดเจนที่สุด คือ เราไม่มีขนรุงรังเหมือนพวกมัน ขนเส้นสั้นๆ บนร่างกายของมนุษย์เป็นเหมือนแค่ร่องรอยทางวิวัฒนาการที่ฝากอยู่บนตัวเรา ไม่ได้มีความจำเป็นอะไร

แต่การทดลองของ Michael Siva-Jothy และ Isabelle Dean แห่งมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ กลับชี้ให้เห็นว่าขนบนร่างกายเราก็อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้าง อย่างน้อยก็ช่วยให้ตัวแมลงปรสิตมากัดเราได้น้อยลง

นักวิจัยทดลองกับอาสาสมัครที่เป็นนักศึกษา 29 คน โดยโกนขนบนแขนข้างหนึ่งของอาสาสมัคร แล้วก็ปล่อยตัวเรือด (bed bug) ลงบนแขนทั้งสองข้าง ทั้งที่โกนและไม่ได้โกน แล้วจับเวลาว่าอาสาสมัครใช้เวลาเท่าไรในการรู้สึกถึงตัวเรือด และตัวเรือดใช้เวลาเท่าไรในการหาที่เหมาะๆ ดูดเลือดจ๊วบๆ (แต่ก่อนที่ตัวเรือดจะได้ดูดเลือดคน นักวิจัยจะจับมันออกมาก่อน โดยสังเกตจากจะงอยปากของมัน หากมันยื่นจะงอยปากออกมาตั้งท่าจะกิน นักวิจัยก็จะคีบตัวเรือดออกทันที)

ผลปรากฏว่า อาสาสมัครรับรู้ถึงการถูกตัวเรือดไต่บนแขนข้างที่ไม่ได้โกนเร็วกว่าข้างที่โกน และตัวเรือดก็ใช้เวลาช้ากว่าในการหาจุดดูดเลือดบนแขนที่ไม่ได้โกน เป็นไปได้ว่าขนไปขัดขวางการเดินสำรวจของมัน โดยเฉพาะขนแขนของผู้ชายเนื่องจากมีความยาวมากกว่าของผู้หญิง

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ชายกับผู้หญิงก็มีโอกาสโดนตัวเรือดกินเลือดได้เท่าๆ กัน เพราะปกติตัวเรือดจะเล็งไปยังที่ที่มีขนน้อยๆ อยู่แล้ว เช่น หัวเข่า เป็นต้น

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Biology Letters doi: 10.1098/rsbl.2011.0987

ที่มา - Live Science, Discovery News

จะซื้อน้ำหอม ถามยีนหรือยัง?

คนเราแต่ละคนมีรสนิยมชอบกลิ่นน้ำหอมแตกต่างกันไป สำหรับบางคน น้ำหอมขวดละหมื่นอาจเร้าใจสู้น้ำหอมขวดละสองร้อยไม่ได้ก็ได้ ทีมนักวิจัยแห่ง Swiss Federal Institute of Technology ค้นพบว่ารสนิยมกลิ่นของเราอาจมีพื้นฐานมาจากพันธุกรรมหรือยีนของเรานั่นเอง

ยีนที่นักวิจัยสนใจในการศึกษานี้คือ ชุดยีนที่ควบคุมการสร้าง MHC (major histocompatibility complex ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคือโมเลกุลบนเยื่อหุ้มเซลล์ที่บอกว่าอะไรเข้ากับระบบภูมิคุ้มกันของเราได้บ้าง) นักวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างชายหญิงจำนวน 116 คนมาทดลองดมกลิ่นสิ่งของต่างๆ 16 ชนิด แล้วก็ให้คะแนนว่าชอบกลิ่นไหนมากที่สุด เรียงตามลำดับกันลงไป

ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า รสนิยมความชอบกลิ่นแต่ละชนิดมีความสัมพันธ์กับเวอร์ชันของยีน MHC ที่มีในแต่ละคน ยกเว้นบางกลิ่นที่ชัดเจนมากๆ เกือบทุกคนก็จะลงความเห็นตรงกัน เช่น น้ำมันโทลูซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยจากพืช มีกลิ่นคล้ายวานิลลา ได้คะแนนมากสุด, กลิ่นเหม็นเขียวของหญ้าแพรก เอ๊ย หญ้าแฝก ได้อันดับโหล่ในใจมหาชนไปครอง

ผลของงานวิจัยนี้สอดคล้องกับการวิจัยก่อนหน้าที่ระบุว่ายีน MHC เกี่ยวข้องกับการชอบหรือไม่ชอบกลิ่นตัวของเพศตรงข้าม (เช่น การทดลองให้อาสาสมัครผู้หญิงมาดมกลิ่นตัวที่ติดบนเสื้อผู้ชาย แล้วให้คะแนน)

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ว่า MHC ควบคุมรสนิยมกลิ่นของคนเราอย่างไร หากในอนาคตเราไขความลับนี้ได้ บริษัทน้ำหอมก็อาจมีผลิตภัณฑ์รุ่นสั่งทำพิเศษสำหรับคนรู้ใจของท่านโดยเฉพาะ (Human Genome Project เสร็จสมบูรณ์ตั้งนานแล้ว เทคนิคจีโนมิกส์เองก็รวดเร็วและมีราคาถูกลงเรื่อยๆ ความฝันนี้อาจจะเป็นไปได้จริงๆ นะ ไม่ได้โม้)

ที่มา - MyHealthNewsDaily

บรรพบุรุษของมนุษย์อาจเคยอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับแม่น้ำ

ซากฟอสซิล Ardipithecus ramidus อายุ 4.4 ล้านปีที่ชื่อว่า "Ardi" เป็นบรรพบุรุษในสายวิวัฒนาการของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เรารู้จักในตอนนี้ สภาพถิ่นอาศัยของ Ardi เป็นที่ถกเถียงกันมาก บางคนก็คิดว่า Ardi อยู่ในป่า บางคนก็บอกว่าเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา

Royhan Gani และ Nahid Gani แห่ง University of New Orleans ได้ลองเก็บเอาตัวอย่างตะกอนหินทรายจากจุดที่ค้นพบ Ardi มาตรวจวิเคราะห์สัดส่วนไอโซโทปของคาร์บอน เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าพืชตระกูลหญ้าดักจับไอโซโทปคาร์บอน-13 ไว้ในเนื้อเยื่อได้ดีกว่าต้นไม้อื่นๆ ดังนั้นหากเอาปริมาณสัดส่วนของไอโซปคาร์บอน-12 และ คาร์บอน-13 มาเทียบก็จะทำให้คาดเดาได้ว่าสิ่งแวดล้อมในอดีตเป็นอย่างไร

ผลจากการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า A. ramidus อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าสูงๆ และต้นไม้กระจายหรอมแหรม แต่เมื่อดูการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของไอโซปคาร์บอนตามช่วงเวลา ก็พบว่ามันบ่งบอกถึงการเป็นป่าที่ขึ้นข้างฝั่งแม่น้ำด้วย สัดส่วนไอโซโทปของออกซิเจนก็ระบุถึงความสัมพันธ์กับแม่น้ำเช่นเดียวกัน สรุปรวมได้ว่าในที่ที่ A. ramidus เคยอยู่จะต้องเป็นทุ่งหญ้าที่มีแม่น้ำตัดผ่าน

หากย้อนประวัติศาสตร์อารยธรรมของมนุษย์ไป ก็จะพบว่าอารยธรรมหลักๆ ของเราเกิดขึ้นตามทางไหลผ่านของแม่น้ำสายใหญ่ทั้งสิ้น เช่น แม่น้ำไทกริส-ยูเฟรตีส, แม่น้ำคงคา, แม่น้ำไนล์, แม่น้ำแยงซี หากว่าวิวัฒนาการของเราเองจะเริ่มขึ้นข้างๆ แม่น้ำด้วยก็คงจะไม่น่าแปลกใจเท่าไร

ที่มา - Live Science

การรู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือสั่นทั้งที่ไม่มีสายโทรเข้าเป็นเรื่องธรรมชาติ

เคยเป็นกันบ้างไหมที่เวลานั่งอยู่เฉยๆ แล้วรู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสั่น ทั้งที่ไม่ได้มีใครโทรเข้ามา? นี่ไม่ใช่อาการประหลาดหรืออาการของคนโรคจิต งานวิจัยของ Michael Rothberg แห่ง Baystate Medical Center บอกเราว่าอาการนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ

ทีมวิจัยของ Michael Rothberg ได้สำรวจสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นแพทย์และเจ้าหน้าที่พยาบาลว่าเคยมีประสบการณ์คิดไปเองว่าโทรศัพท์มือถือสั่นหรือไม่ ผลปรากฏว่า 70% รายงานว่าเคยพบประสบการณ์ดังกล่าว บางรายถึงกับเคยได้ยินเป็นเสียงเรียกเข้าเลยทีเดียว

Michael Rothberg อธิบายอาการนี้ว่าเป็น "การหลอนของประสาทสัมผัส" (sensory hallucinations) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะในแต่ละวันสมองของเราจะต้องรับข้อมูลจากประสาทสัมผัสเป็นปริมาณมหาศาล สมองจึงต้องมีการคาดเดาแบบแผนข้อมูลล่วงหน้าเพื่อให้เราตอบสนองกับข้อมูลที่สำคัญๆ ได้อย่างรวดเร็ว หากเราคาดหวังว่าจะมีคนโทรเข้าหรือส่งข้อความมาหา การได้รับสัมผัสสั่นไหวเพียงเล็กน้อยก็จะถูกแปลผลว่ามีสายโทรเข้าตามความคาดหวังของเรา (มิน่า ผมถึงได้เป็นบ่อยๆ ตอนใกล้กำหนดส่งงาน)

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านี่เป็นมรดกจากการปรับตัวทางวิวัฒนาการของมนุษย์ มนุษย์ยุคแรกๆ ที่ต้องเข้าป่าล่าสัตว์จำเป็นต้อง "หลอนประสาท" เอาไว้บ้าง เผื่อไว้ในกรณีที่เห็นอะไรที่รูปร่างคล้ายๆ สัตว์ร้าย จะได้ตอบสนองได้ทันท่วงที อย่างน้อยการอายเพราะตกใจหนีกิ่งไม้ก็ย่อมดีกว่าถูกงูกัดใช่มั้ยหละ

ที่มา - Life's Little Mysteries

การหาวแพร่ติดต่อในหมู่คนสนิทได้ดีกว่า

เป็นที่ทราบกันดีและก็ยังคงสงสัยกันอยู่จนทุกวันนี้ว่าการหาวสามารถแพร่กระจายจากอีกคนไปยังคนที่อยู่ใกล้ๆ กันได้ ราวกับว่าการหาวต่อกันเป็นทอดๆ คือการเชื่อมต่อความรู้สึกระหว่างคนในกลุ่ม การแพร่ของการหาวนี้ไม่ใช่พบแค่ในมนุษย์เท่านั้น แต่ยังพบในไพรเมตอีกหลายชนิดด้วย

นักวิจัยอิตาลี Ivan Norscia และ Elisabetta Palagi แห่ง University of Pisa ศึกษาพฤติกรรมการหาวของคนในยุโรป, อเมริกา, เอเซียและแอฟริกา จำนวน 109 คน พบว่า ยิ่งคนมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันเท่าไร ก็จะยิ่งหาวตามกันเร็วขึ้น

ประมาณสองในสามของคนที่เป็นญาติกันและครึ่งหนึ่งของคนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน หาวตามกันภายในเวลา 1 นาที ในขณะที่หากผู้หาวคนแรกเป็นคนแปลกหน้าหรือคนเพิ่งรู้จัก ส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที คนอื่นๆ ถึงจะเริ่มหาวตาม

ผลการศึกษานี้สนับสนุนทฤษฎีที่เชื่อว่าการหาวเป็นการส่งผ่านอารมณ์ความรู้สึก เช่น ความเหน็ดเหนื่อย หรือความเบื่อหน่าย หากมีคนหนึ่งหาว คนที่เหลือในกลุ่มก็จะตอบสนองด้วยการหาวตอบโดยอัตโนมัติ และก็แน่นอนว่าเราย่อมตอบสนองคนใกล้ชิดเร็วกว่าคนแปลกหน้านอกสายตาอยู่แล้ว

แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงถกเถียงกันอยู่ว่า การหาวเป็นพฤติกรรมที่ถูกคัดสรรมาด้วยความจำเป็นตามธรรมชาติจริงหรือ การหาวอาจเป็นการส่งสัญญาณให้บรรพบุรุษมนุษย์วานรของเราปีนขึ้นต้นไม้เข้านอนพร้อมกันเพื่อจะได้ไม่ต้องมีผู้เคราะห์ร้ายโดนสัตว์ร้ายจับกันเพราะถูกทิ้งไว้คนเดียว หรือ การแพร่ของการหาวอาจจะเป็นแค่ผลพลอยได้ของอาการส่งผ่านความรู้สึกอย่างอื่นที่จำเป็น เช่น การยิ้ม หรือการแยกเขี้ยว ฯลฯ ก็ได้

ที่มา - Live Science

ภาวะโลกร้อนทำให้คนเลื่อนเวลาเที่ยวให้เร็วขึ้น

เป็นที่รู้กันดีในทางวิทยาศาสตร์ว่า ภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) หรือที่เรียกกันติดตลาดว่า "ภาวะโลกร้อน" (Global warming) ส่งผลต่อวัฏจักรชีวิตของสัตว์และพืช แต่งานวิจัยของ University of North Carolina แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิส่งผลให้รูปแบบเวลาการท่องเที่ยวของคนเปลี่ยนแปลงไปด้วย

งานวิจัยใช้ข้อมูลการท่องเที่ยวจากอุทยานแห่งชาติในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งมาวิเคราะห์ ผลพบว่าอุณหภูมิในฤดูใบไม้ผลิที่อุทยานแห่งชาติ 9 แห่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับอุณหภูมิเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว (ค.ศ. 1979) ในกลุ่มอุทยานเหล่านี้ มี 7 แห่งที่ช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุดได้เลื่อนขึ้นมาปรากฏเร็วกว่าเดิม เช่น อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน เลื่อนจากวันที่ 4 กรกฏาคม ในปี 1979 มาเป็นวันที่ 24 มิถุนายน ในปี 2008 (บังเอิญดีนะครับ เลื่อนจากวันชาติสหรัฐฯ มาเป็นวันชาติ (เดิม) ของไทยเลย) หรือ อุทยานแห่งชาติ Mesa Verde เลื่อนจากวันที่ 10 กรกฏาคม ในปี 1979 มาเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม ในปี 2008 เป็นต้น

ในขณะที่สำหรับกรณีของอุทยานแห่งชาติที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ มีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ปรากฏการเลื่อนของช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุด

Lauren Buckley นักวิจัยเจ้าของผลงาน ให้ข้อสังเกตว่า แม้ทุกวันนี้สาธารณชนจะยังถกเถียงประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือของภาวะโลกร้อน แต่ก็ดูเหมือนว่าเราได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราตามผลกระทบจากภาวะโลกร้อนแล้ว

ข้อคิดอีกอย่างคือ งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อชีวิตคนส่วนมากมักจะแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวรับมือต่อผลกระทบในลักษณะที่เป็นภัยพิบัติรุนแรง ขณะที่เรากลับมองข้ามไปว่าแท้ที่จริงเราเองก็ค่อยๆ ปรับตัวตอบสนองต่อผลกระทบสะสมที่เพิ่มขึ้นๆ ทุกวันด้วย แม้จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ที่มา - PhysOrg

Syndicate content