Biofuel

สายการบิน KLM ทดสอบเที่ยวบินโดยสารแรกที่ใช้พลังงานชีวภาพ

สายการบิน KLM ได้บินสาธิตการใช้พลังงานจากน้ำมันก๊าดชีวะภาพ (biokerosene) มาเป็นเชื้อเพลิงให้กับเครื่องบิน Boeing 747 เป็นครั้งแรก โดยใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นสัดส่วนร้อยละ 50

เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นทางเลือกที่สำคัญเมื่อคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงาน อย่างไรก็ตามสายการบิน KLM ก็ยอมรับว่ายังมีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้เพื่อนำพลังงานนี้มาใช้งานต่อไป โดยเฉพาะผลกระทบต่ออาหาร และป่าไม้หากมีการใช้งานเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นวงกว้าง

เที่ยวบินสาธิตมีผู้โดยสารจำนวน 40 คน รวมถึงนักข่าวและคนจากหน่วยงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ

ที่มา - PhysOrg

ยานอวกาศของ Virgin Galactic จะใช้ Biofuel

ประธานของบริษัท Virgin Galactic บริษัทท่องเที่ยวอวกาศในเครือ Virgin หมายมั่นปั้นมือจะให้ประสบการณ์การท่องอวกาศของคุณเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Go Green!

บริษัทลูกอีกแห่งในเครือคือ Virgin Fuels กำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการใช้ไบโอฟูเอลหรือเชื้อเพลงชีวภาพกับยานแม่ Mothership Eve ซึ่งจะลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศและเอาไว้เก็บยานอวกาศที่จะออกสู่อวกาศจริง นอกจากนี้ ยานอวกาศ SpaceShipTwo ยังจะใช้ไบโอฟูเอลที่เรียกว่า biobutanol (ทำจากสาหร่าย) ปัจจุบันนี้ ยาน SpaceShipTwo ยังใช้เชื้อเพลิง kerosene (น้ำมันก๊าด) แบบเก่าในการบินทดสอบอยู่

อย่างไรก็ตาม Virgin Galactic อ้างว่า ลำพังแค่เชื้อเพลิง kerosene แบบเก่าก็ทำให้การบินของ Virgin Galactic นั้นปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แค่ 60% ของเที่ยวบินระหว่างนิวยอร์กกับลอนดอนด้วยซ้ำ ถ้า biobutanol ใช้งานได้จริง ตัวเลขนี้จะลดลงไปอีก

ในเดือนหน้า Virgin จะเริ่มสร้างฐานปล่อยจรวดในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งออกแบบเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นอย่างดี ส่วนยานอวกาศทั้งสองลำจะเริ่มทดสอบบินร่วมกันในปีหน้า

ที่มา - Fast Company

Shell เลิกลงทุนในพลังงานลม-แสงอาทิตย์-น้ำ หันไปจับพลังงานชีวภาพ

บริษัท Royal Dutch Shell ผู้ค้าพลังงานรายใหญ่ของโลก ประกาศเลิกลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก 3 ชนิด คือ ลม แสงอาทิตย์ และน้ำ ที่บริษัทเคยลงทุนมาตลอด ด้วยเหตุผลว่าให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน และหันไปเน้นพลังงานชีวภาพ (biofuels) แทน เพราะมีลักษณะร่วมกับธุรกิจเดิมของบริษัทมากกว่า

ปัจจุบัน Shell เป็นผู้ซื้อผลผลิตทางการเกษตรเพื่อนำไปผลิตพลังงานชีวภาพรายใหญ่ที่สุดของโลก ในแผนของ Shell นั้นจะพัฒนาพลังงานชีวภาพจากพืชที่ไม่ใช่อาหาร และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง ส่วนเรื่องน้ำมัน Shell กำลังหาวิธีลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำมัน โดยใช้เทคนิค carbon capture and sequestration (CCS) เข้าช่วย

กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม Friends of the Earth ได้วิจารณ์ Shell ว่ากำลังเดินผิดทาง เพราะพลังงานชีวภาพนั้นเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าน้ำมันเสียอีก

Shell สามารถผลิตพลังงานลมได้ปีละ 550 เมกะวัตต์ แต่ว่าบริษัทเพิ่งถอนตัวจากโครงการฟาร์มพลังงานลมขนาดใหญ่ในลอนดอนเมื่อปีที่แล้ว Shell คาดว่าในปี 2025 ตลาดพลังงานโลกจะมีส่วนแบ่งคือพลังงานจากน้ำมัน 80% และพลังงานทางเลือก 20%

ที่มา - Guardian

รายงานจากธนาคารโลกเผย อาหารแพงเพราะเชื้อเพลิงชีวภาพ

เชื้อเพลิงชีวภาพ ทำให้ราคาอาหารทั่วโลกสูงขึ้นกว่า 75% ตามรายงานที่ไม่ได้รับการเปิดเผยของธนาคารโลก ข่าวดังกล่าวตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์การ์เดียน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

หนังสือพิมพ์การ์เดียนกล่าวว่า รายงานฉบับดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ เพื่อต้องการไม่ให้รัฐบาลสหรัฐเสียหน้า เนื่องจากเคยพูดไว้ว่า เชื้อเพลิงชีวภาพทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นเพียง 3%

รายงานฉบับนี้กล่าวว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ได้เป็นการเพิ่มบริโภคพืชที่ใช้เป็นอาหารแต่อย่างใด และไม่ได้องค์ประกอบหลักในการเพิ่มของราคาอาหารด้วย นอกจากนี้ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลีย ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมายนัก

ในทางตรงข้าม สหภาพยุโรปและสหรัฐต่างหากที่เป็นปัจจัยทำให้ราคาของอาหารสูงขึ้น โดยเฉพาะสภาพยุโรป ซึ่งมีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพสูงขึ้นกว่า 10% ในปี 2020

เฉพาะประเทศอังกฤษเพียงประเทศเดียว น้ำมันทุกชนิดที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ มีอัตราการใช้งานสูงขึ้นกว่า 2.5% ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ถ้าไม่มีการเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั่วโลก ปริมาณข้าวโพดและข้าวสาลีที่สะสมอยู่ก็น่าจะมีเพียงพอ และราคาที่สูงขึ้นจากปัจจัยอื่นก็อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

ความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพยังบิดเบือนราคาตลาด ราคาที่สูงขึ้นของพืชพลังงาน ทำให้เกษตรกรหันมาสนใจปลูกพืชพลังงาน แทนพืชที่ใช้ในการบริโภค

แต่อย่างไรก็ตาม การแปรรูปน้ำตาลอ้อยเป็นเอทานอลของบราซิล กลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหารมากนัก

ในรายงานยังบอกอีกว่า ค่าวัสดุเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น มีส่วนเพิ่มราคาอาหารเพียง 15% เท่านั้น ในขณะที่เชื้อเพลิงชีวภาพ มีส่วนทำให้ราคาอาหารเพิ่มกว่า 75%

ที่มา - Physorg

เชื้อเพลิงชีวภาพบางชนิดอาจส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

นักชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) ได้แสดงให้เห็นว่า พลังงานชีวภาพบางชนิด ให้ผลกระทบที่ตรงกันข้ามกับจุดประสงค์เดิมของมัน ซึ่งงานวิจัยนี้ ได้รับการตีพิมพ์ในนิยสาร Conservation Biology

งานวิจัยชิ้นนี้ ได้ศึกษาปัจจัยที่เป็นผลกระทบหลายๆ ด้าน เปรียบเทียบพลังงานที่ใช้ในการผลิตเชื้อเพลิง เทียบกับพลังงานที่เชื้อเพลิงชนิดนั้นให้ออกมา, ผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน, และผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยอยู่บนฐานที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพไปผสมกับเชื้อเพลิงปกติ ซึ่งผลจากการศึกษา นักวิจัยสรุปได้ว่า เอทานอลที่ได้มาจากข้าวโพด ถือเป็นตัวเลือกที่แย่ที่สุด

นักวิจัยได้ให้เหตุผลว่า ข้าวโพดต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมากในการเติบโตแและการเปลี่ยนเป็นเอทานอล ในขณะที่พลังงานที่ได้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ธัญพืชหรือสาหร่าย ใช้พลังงานในการผลิตที่น้อยกว่า แต่การจะเปลี่ยนทิศทางการผลิตไปใช้พืชเหล่านี้ยังไม่สามารถทำได้เต็มที่ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยี

เพื่อที่ให้การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพทำอย่างถูกทาง นักวิจัยก็เลยแนะนำนโยบายที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

  • ประมวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • สนับสนุนเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่สามารถผลิตได้อย่างยั่งยืน
  • เลือกชนิดของพืชที่ให้ประสิทธิภาพสูง
  • เลือกพืชที่ใช้พื้นที่ในการเพราะปลูกน้อย
  • ส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพของดินที่เสื่อมโทรม
  • ห้ามขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่ม (ในที่นี้คงหมาถึงการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำมาปลูกพืช)
  • ส่งเสริมพืชที่ใช้ปุ๋ย, ยาฆ่าแมลง ในการปลูกน้อย
  • ส่งเสริมการปลูกพืชท้องถิ่น
  • ห้ามพืชต่างถิ่น
  • ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียน
  • ส่งเสริมการอนุรักษ์ดิน
  • ส่งเสริมเฉพาะพลังงานชีวภาพ ที่ปล่อยคาร์บอนออกมาน้อย

จริงๆ แนวทางทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่คนปลูกมักจะละเลยต่างหาก

ที่มา - ScienceDaily

สหภาพยุโรปแถลง : พลังงานชีวภาพไม่ได้แย่งอาหารคนจน

Guenter Verheugen รองประธานคณะกรรมการสภาพยุโรป ได้ออกมาคัดค้าน ถึงกระแสความไม่แน่ใจ ในการใช้พลังงานชีวภาพของสหภาพยุโรป

"มันไม่มีเหตุผล ที่เราจะนำอาหารของคนและสัตว์ มาผลิตเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ"

หนังสือพิมพ์ Bild am Sonntang ถอดคำให้สัมภาษณ์ของ Verheugen เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

Verheugen เน้นย้ำไปถึงการวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นถัดไป ซึ่งไม่ควรใช้วัสดุ ที่มนุษย์และสัตว์ใช้บริโภค นอกจากจะเป็นการแย่งอาหารแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการทำลายป่า เพื่อใช้พื้นที่ในการปลูกพืชพลังงาน แต่ีควรได้มาจากวัสดุที่เหลือใช้จากการเกษตรเช่น ฟางข้าว เป็นต้น

27 ประเทศจากสหภาพยุโรป ต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพให้ได้อย่างน้อย 10% ภายในปี 2020 แต่โครงการดังกล่าว กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ึถึงความเหมาะสม เนื่องจากราคาอาหารโลกได้พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคนจนทั่วโลก

ที่มา - Physorg

เนสท์เล่เตือน เชื้อเพลิงชีวภาพอาจเป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์

ในสภาวะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงอย่างในปัจจุบัน ทำให้การใช้พลังงานทางเลือกเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งแหล่งพลังงานทางเลือกที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ก็คงหนีไม่พ้นพลังงานชีวภาพ

อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับการนำพลังงานชีวภาพ มาใช้กันแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เหตุผลหลักๆ ของฝ่ายที่คัดค้าน ก็คือ เรื่องการใช้พลังงานทั้งหมด ในวงจรของการปลูกและผลิตเชือ้เพลิงชีวภาพ และปัญหาเรื่อง ปริมาณอาหารที่จะเพียงพอหรือไม่ หากเรานำมาใช้ผลิตเป็นพลังงาน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานบริษัทเนสท์เล่ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ในประเทศสวิซเซอร์แลนด์ ถึงปัญหาดังกล่าว โดยให้สัมภาษณ์ว่า "ถ้าหากเราคาดหวังจะใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทดแทนน้ำมัน ให้ได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ก็จะไม่มีอะไรเหลือให้เราทานอีกต่อไป"

คำพูดของประธานบริษัทเนสท์เล่ สอดคล้องกับคำพูดของ Jean Ziegler ผู้เชี่ยวชาญอิสระของ UN ที่ระบุว่า ควรจะชะลอการพัฒนาต่างๆที่เกี่ยวของ กับเชื้อเพลิงชีวภาพออกไปก่อน เพราะอาจทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างน่ากลัว

ถ้าให้มองอย่างเป็นกลาง ผมมองว่า การนำผลิตผลที่เหลือกจาการบริโภค มาผลิดเชื้อเพลิงชีวภาพไม่ใช่เรือ่งเสียหาย แต่การตั้งใจนำอาหารมาผลิดเป็นเชื้อเพลิง นี่สิที่เป็นเรื่องน่ากลัว

ที่มา - Physorg

Syndicate content