Research

งานวิจัยไวรัสไข้หวัดนก H5N1 กลายพันธุ์ได้ตีพิมพ์ลงวารสาร Nature แล้ว

หลังจากเป็นปัญหากันมาข้ามปี ในที่สุดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2012 ที่ผ่านมา งานวิจัยไวรัสไข้หวัดนก H5N1 กลายพันธุ์ ของทีมวิจัยทีมแรกก็ได้ตีพิมพ์ลงวารสารวิทยาศาสตร์ Nature แล้ว

คนที่ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิดอาจไม่ค่อยแปลกใจนักหากได้รู้ว่างานที่ได้ลงตีพิมพ์ก่อนคือ งานของทีม Yoshihiro Kawaoka แห่ง University of Wisconsin–Madison ซึ่งแทบจะไม่มีข่าวน่าใจหายหลุดออกมาจากทีมนี้เลย เมื่อเทียบกับข่าวของทีม Ron Fouchier แห่ง Erasmus Medical Center ที่มีอะไรเป็นกระแสออกสื่อได้ตลอดๆ (รายหลังนี่อาจจะต้องรอลุ้นกันอีกหน่อยว่ารัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะอนุมัติให้ส่งงานไปตีพิมพ์ลง Science หรือไม่)

งานวิจัยของทีม Yoshihiro Kawaoka ตีพิมพ์ลงวารสาร Nature ในชื่อว่า "Experimental adaptation of an influenza H5 HA confers respiratory droplet transmission to a reassortant H5 HA/H1N1 virus in ferrets"

นักวิจัยไวรัสไข้หวัดนกกลับลำยอมอ่อนข้อรัฐบาลเนเธอร์แลนด์

หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Ron Fouchier หัวหน้าทีมวิจัยไวรัสไข้หวัดนก H5N1 ประกาศกร้าวว่าจะส่งผลงานไปตีพิมพ์ยังวารสาร Science ให้ได้แม้ว่าจะต้องเป็นคดีขึ้นโรงขึ้นศาลกับรัฐบาลของเนเธอร์แลนด์ก็ตาม วันนี้ลมเปลี่ยนทิศ Ron Fouchier ยอมกลับคำเสียงอ่อนว่าตกลงจะทำตามระเบียบที่รัฐบาลกำหนด นั่นคือจะไม่ส่งผลงานไปตีพิมพ์จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตส่งออกงานวิจัย (export permit) อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ดี Ron Fouchier ก็ยังแอบทิ้งลายไว้ว่าที่ยอมนี่ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับระเบียบวิธีดังกล่าว เขาไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตีความระเบียบว่าด้วยการควบคุมการส่งออกของสหภาพยุโรป (EC 428/2009) มาใช้กับงานวิจัยของเขาซึ่งเป็นงานวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์อันมีสิทธิ์ได้รับการยกเว้น แต่ในเมื่อมันเป็นระเบียบของทางการ ทีมวิจัยและ Erasmus Medical Center หน่วยงานต้นสังกัดของเขาก็ต้องจำใจยอมรับ

นักวิจัยไวรัสไข้หวัดนกยืนยันจะตีพิมพ์งานวิจัย แม้จะต้องติดคุก

มหากาพย์ "งานวิจัยไวรัสไข้หวัดนกกลายพันธุ์" ยังไม่จบง่ายๆ คราวนี้มีตัวละครเพิ่มเข้ามาอีกตัว คือ รัฐบาลเนเธอร์แลนด์

เมื่อปลายปี 2011 National Science Advisory Board for Biosecurity (NSABB) ของสหรัฐอเมริกาส่งคำขอร้องไปให้วารสาร Science และ Nature ให้เซ็นเซอร์เนื้อหางานวิจัยบางส่วนของทีม Ron Fouchier และทีม Yoshihiro Kawaoka เนื่องจากกังวลว่าอาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีเอาวิธีวิจัยไปสร้างอาวุธชีวภาพจากไวรัสกลายพันธุ์ที่สามารถแพร่กระจายได้ทางอากาศ

และเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2012 NSABB ก็ลงมติกลับคำให้งานวิจัยของทั้งสอง (ซึ่งได้มีการแก้ไขบางส่วนแล้ว) ตีพิมพ์ได้เต็มๆ โดยไม่ต้องถูกเซ็นเซอร์

แม้จะผ่านด่านของ NSABB ไปได้ ทีมวิจัยของ Ron Fouchier ก็ต้องเจออีกอุปสรรคหนึ่ง เนื่องจากกระทรวงเศรษฐกิจต่างประเทศของเนเธอร์แลนด์ประกาศว่า Ron Fouchier ไม่มีสิทธิ์ส่งงานวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสาร Science จนกว่าผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลจะอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

เซลล์เป็นสเต็มเซลล์โดยปริยายอยู่แล้ว... หรือว่าเราจะเดินผิดทางมาโดยตลอด?

คุณสมบัติพิเศษของสเต็มเซลล์คือ มันสามารถแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นๆ ได้ งานวิจัยด้านสเต็มเซลล์ในทุกวันนี้ส่วนใหญ่เน้นไปที่การหาว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เซลล์ร่างกายเป็นสเต็มเซลล์ มันได้รับปัจจัยต่างจากเซลล์ชนิดอื่นๆ อย่างไร

แต่ Jordi Casanova ศาสตราจารย์วิจัยแห่งห้องแล็บ IRB Barcelona และ CSIC มีความเห็นแหวกแนวออกไปว่า งานวิจัยสเต็มเซลล์ควรเปลี่ยนมุมมองการวิจัยใหม่

Jordi Casanova เสนอว่า สเต็มเซลล์เป็นสภาพโดยปริยายของเซลล์ทุกเซลล์อยู่แล้ว เซลล์ร่างกายชนิดอื่นๆ ต่างหากที่ได้รับปัจจัยหยุดความสามารถในการเป็นสเต็มเซลล์ ดังนั้นแนวงานวิจัยสเต็มเซลล์ควรจะหันมาหาว่าปัจจัยหยุดเหล่านี้คืออะไร ไม่ใช่ไปหาว่าปัจจัยอะไรที่สร้างคุณสมบัติของสเต็มเซลล์

ในบทความที่ตีพิมพ์ลงใน EMBO reports เขาลองใช้มุมมองใหม่นี้ในการวิเคราะห์ผลงานวิจัยอื่นๆ และก็พบว่ามันสามารถอธิบายผลได้ในระดับหนึ่ง และยังเปิดมุมมองคำถามใหม่ๆ ในงานวิจัยขึ้นมาอีกหลากหลาย

Jordi Casanova หวังว่าการเปลี่ยนมุมมองในงานวิจัยจะช่วยสร้างความก้าวหน้าให้กับงานวิจัยสเต็มเซลล์รุ่นต่อไปในอนาคต

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน EMBO reports DOI: 10.1038/embor.2012.47

ที่มา - Science Daily

นักวิทยาศาสตร์ปวดหัวเพิ่ม... แมลงหวี่นอกแล็บกับในแล็บใช้ 'นาฬิกา' คนละอัน

สิ่งหนึ่งที่นักวิจัยระวังเป็นอย่างมากคือ การแปลผลงานวิจัยจากการทดลองไปใช้ตอบคำถามในธรรมชาติ เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีว่าสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติกับสิ่งมีชีวิตในห้องทดลองมักจะแสดงออกไม่เหมือนกัน การทดลองของทีมวิจัยที่นำโดย Rodolfo Costa แห่ง University of Padova ในอิตาลี ยิ่งตอกย้ำเรื่องนี้เข้าไปใหญ่

ทีมของ Rodolfo Costa ศึกษาพฤติกรรมของแมลงหวี่ Drosophila melanogaster ที่เปลี่ยนไปตามเวลาในแต่ละวัน (หรือที่เรียกกันแบบติดตลาดว่า "นาฬิกาชีวภาพ, biological clock" แต่ทางวิชาการจะใช้คำกลางๆ ว่า "circadian rhythm") พวกเขาจำลองวัฏจักรสว่าง-มืดของกลางวันและกลางคืนด้วยการตั้งเวลาเปิดปิดหลอดไฟในห้องทดลอง ผลจากการสังเกตพบว่าแมลงหวี่ปกติจะบินดี๊ด๊าในช่วงเวลาตอนย่ำรุ่งและตอนเย็น (ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่หลอดไฟจะเปิดและปิดในแต่ละวัน) ส่วนในช่วงเวลากลางวัน พวกมันก็นอนพักเอาแรง ส่วนแมลงหวี่กลายพันธุ์ไม่ยอมออกมาบินว่อนในเวลาเดียวกัน ตอนเพื่อนๆ นอน มันก็บิน ตอนเพื่อนบิน มันนอน

เมื่อได้ผลการทดลองในห้องทดลอง ทีมวิจัยก็ทำการทดลองอีกชุด แต่ว่าคราวนี้เป็นการทดลองในสภาพธรรมชาตินอกห้องทดลอง และใช้กล้องตรวจจับการเคลื่อนไหวตั้งสังเกตแมลงหวี่ในภาชนะ

งานวิจัยไข้หวัดนกกลายพันธุ์จะได้ตีพิมพ์แบบเต็มๆ

หลังจากเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เมื่อNational Science Advisory Board for Biosecurity (NSABB) ของสหรัฐอเมริกาขอร้องให้นักวิทยาศาสตร์เซ็นเซอร์งานวิจัยไวรัสไข้หวัดนก เนื่องจากผลของการวิจัยที่ดูเหมือนว่าไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 สามารถกลายพันธุ์ให้ติดต่อระหว่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมผ่านทางอากาศได้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การสร้างอาวุธชีวภาพหากรายละเอียดในการวิจัยเปิดเผยไปถึงมือผู้ไม่หวังดี เรื่องราวบานปลายระหว่างผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์จนกระทั่งนักวิจัยเจ้าของผลงานขอเว้นวรรคชั่วคราว

ล่าสุด NSABB ได้ประกาศแล้วว่า งานวิจัยของทีม Ron Fouchier แห่ง Erasmus Medical Center ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และของทีม Yoshihiro Kawaoka แห่ง University of Wisconsin ของสหรัฐอเมริกา ไม่เป็นภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ และสามารถให้ตีพิมพ์ได้เต็มๆ โดยไม่ต้องตัดเนื้อหารายละเอียดการทดลอง

แต่อย่างไรก็ตาม Ron Fouchier ก็บอกว่าเขาได้เพิ่มเนื้อหาบางส่วนลงไปในบทความที่จะตีพิมพ์ โดยหลักๆ ส่วนที่เพิ่มคือการเน้นถึงระดับมาตรฐานความปลอดภัยของห้องทดลองและจุดประสงค์ของการทดลองที่เป็นไปเพื่อการศึกษาในทางวิชาการเท่านั้น นอกจากนี้ Ron Fouchier ก็ระบุอีกว่าคนทั่วไปเข้าใจผิดกันไปเอง ความจริงตัวเฟอร์เร็ตที่ตายด้วยการติดโรคหวัดนกจากเฟอร์เร็ตอีกตัวนั้นได้สัมผัสเชื้อที่เอาไปพ่นเข้าจมูกโดยตรง ดังนั้นระดับการติดต่อของไวรัสกลายพันธุ์จึงไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่หลายคนกลัว

งานวิจัยของ Ron Fouchier จะตีพิมพ์ในวารสาร Science ส่วนงานของ Yoshihiro Kawaoka ตีพิมพ์ใน Nature
(ผมยังไม่แน่ใจว่าจะได้ลงฉบับไหน เพราะดูเหมือน NSABB จะยังต้องส่งเรื่องต่อไปให้รัฐบาลเห็นชอบก่อน)

ที่มา - BBC News

ผลการทดลองซ้ำไม่พบว่าคนทำนายอนาคตได้

เมื่อปลายปี 2010 Daryl Bem นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่เขาทดลองมีแนวโน้มที่รู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงกันในหมู่นักวิทยาศาสตร์ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์มีความสามารถล่วงรู้อนาคตหรือไม่

ล่าสุดนักวิจัยสามคน ได้แก่ ศ. Chris French แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน, Stuart Ritchie แห่งมหาวิทยาลัยเอดินเบอรก์ และ ศ. Richard Wiseman แห่ง University of Hertfordshire ได้ทำการทดลองตามแบบของ Daryl Bem ซ้ำอีกรอบ

การทดลองซ้ำรอบนี้เป็นการทำซ้ำการทดลองที่ให้กลุ่มตัวอย่างมาท่องคำศัพท์ แล้วนักวิจัยซึ่งไม่รู้ว่ากลุ่มตัวอย่างจำคำศัพท์อะไรได้บ้างก็สุ่มเลือกคำขึ้นมา ตามที่ Daryl Bem รายงานนั้นคำศัพท์ที่กลุ่มตัวอย่างของเขาจำได้ดีที่สุดตรงกับคำที่นักวิจัยสุ่มเลือกขึ้นมาในภายหลัง ราวกับว่ากลุ่มตัวอย่างรู้ได้ว่านักวิจัยจะสุ่มเลือกคำไหนขึ้นมาก่อนที่นักวิจัยจะสุ่มซะอีก

แต่ผลการทดลองซ้ำของทั้งสามคนไม่พบผลตามที่ Daryl Bem รายงาน

เมื่อ Daryl Bem รับรู้ผลการทดลองซ้ำ เขาก็ตอบรับด้วยความยินดี แต่ก็ยังเตือนว่าผลการทดลองของเขาและการทดลองซ้ำอีกหนึ่งอันยังไม่สามารถสรุปอะไรได้ชัดเจน เรายังคงต้องการหลักฐานจากการทดลองซ้ำอีกหลายอันมาเพิ่มน้ำหนักการยืนยัน

การเตะบอลช่วยเพิ่มฮอร์โมนทางเพศได้ถึง 30%

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองโดยนำผู้ชายในเผ่า Tsimane ประเทศโบลิเวียจำนวน 88 คนซึ่งมีระดับของฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ชายทั่วไปมาแข่งขันฟุตบอลกัน พบว่าภายหลังจบเกมการแข่งขันไป 10 นาที ระดับฮอร์โมนของพวกเขามีค่าเฉลี่ยสูงขึ้นราว 30% และแม้จบเกมการแข่งขันไปแล้วถึง 1 ชั่วโมง ระดับฮอร์โมนก็ยังสูงกว่าปกติถึง 15% ผลการวิจัยเพิ่มเติมในผู้ชายชาวอเมริกาพบว่าการแข่งฟุตบอลมีผลสูงมากกว่านั้นอีก คือภายหลังจบเกมการแข่งขันมีระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 37% เลยทีเดียว

ข้อสรุปของงานวิจัยคือระดับของฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความรู้สึกอยู่ในสภาพแข่งขัน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่กำลังต้องลงสนามต่อสู้และความรู้สึกหวาดกลัวที่เข้ามาพร้อมกัน

แม้จะขัดแย้งกับข้อสอบโอเน็ตวิชาสุขศึกษาปีล่าสุด แต่อ่านจบแล้วก็คงมีเหตุผลดีๆ ที่อยากไปเตะบอลกันเลยทีเดียว

ที่มา: Daily Mail และ ScienceNOW

ผู้หญิงจอดรถดีกว่าผู้ชาย

การเปรียบเทียบว่าผู้หญิงขับรถห่วยแทบจะเป็นคำพังเพยสามัญบนท้องถนนเวลาเราหมั่นไส้รถคันหน้า (ความเห็นส่วนตัว: ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคนที่คิดแบบนี้ไม่เคยนั่งรถเมล์ที่คนขับเป็นผู้หญิง) แต่การสำรวจโดยบริษัท NCP ในสหราชอาณาจักร ได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมองกันที่ความสามารถในการจอดรถแล้ว ความเชื่อนี้ไม่จริงเลย เป็นผู้หญิงต่างหากที่จอดรถได้ดีกว่าผู้ชาย

การสำรวจครั้งนี้เป็นการสังเกตการณ์การจอดรถของชาวอังกฤษกว่า 2,500 คน จากที่จอดรถ 700 กว่าแห่ง เป็นเวลา 1 เดือน เกณฑ์การให้คะแนนประกอบด้วยความสามารถในการหาที่จอด, การหันรถเตรียมจอด, การถอยหลังเข้าช่อง, การขับไปข้างหน้า, เวลาที่ใช้ในการจอด, การจัดตำแหน่งรถให้ตรง, ตำแหน่งรถที่จอดเรียบร้อยอยู่ตรงกลางช่องหรือไม่

ปรากฏว่าผู้ชายทำได้ดีกว่าผู้หญิงเพียงในหัวข้อการขับรถเดินหน้ากับเวลาในการจอดเท่านั้น โดยเฉลี่ยผู้ชายใช้เวลาในการจอดเพียง 16 วินาที ผู้หญิงใช้เวลา 21 วินาที แต่ความช้าของผู้หญิงก็เป็นการลงทุนที่ทำให้พวกเธอหาที่จอดว่างๆ ได้ดีกว่า, หันตำแหน่งรถเตรียมจอดได้ดีกว่า, และจอดตรงกลางช่องมากกว่าด้วย เมื่อคิดเป็นคะแนนรวมทุกด้าน ผู้หญิงได้คะแนนเฉลี่ย 13.4 เต็ม 20 ขณะที่ผู้ชายได้ 12.3

อย่างไรก็ตาม ผลของความเชื่อดั้งเดิมก็ยังมีส่วนที่ทำให้ผู้หญิงขาดความมั่นใจ แม้ว่าพวกเธอจะทำคะแนนได้ดีกว่า แต่ก็มีผู้หญิงเพียง 18% ที่เชื่อมั่นว่าตัวเองจอดรถได้ดีกว่าผู้ชาย นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งด้วยที่ทำให้ผู้หญิงได้คะแนนดีกว่า เพราะมีผู้ชายเพียง 29% เท่านั้นที่เมื่อถอยรถเข้าช่องแล้วจะค่อยๆ ขยับรถให้ตรง เอาว่าแค่เสียบเข้ารูได้ก็ถือว่าจบ ขณะที่ผู้หญิงถึง 56% กลับปราณีตขยับรถให้อยู่กึ่งกลาง

ต่อไปนี้ถ้าเราเจอรถคันไหนจอดได้ห่วยแตก สงสัยจะต้องเปลี่ยนมาบ่นว่า "ผู้ชายจอดก็ยังงี้แหละ" ซะแล้ว

ที่มา - The Telegraph, Discovery News

นักวิจัยไข้หวัดนก "เว้นวรรค" งานวิจัยสองเดือน

ต่อเนื่องจากข่าวเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว "รัฐบาลสหรัฐอเมริกาขอร้องให้นักวิทยาศาสตร์เซ็นเซอร์งานวิจัยไวรัสไข้หวัดนก" ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2012 นักวิจัยที่เกี่ยวข้องรวม 39 คนได้ลงนามร่วมกันใน 'จดหมาย' ว่าจะหยุดงานวิจัยทั้งหมดเกี่ยวกับไข้หวัดนกกลายพันธุ์ที่กำลังเป็นปัญหาชั่วคราว 60 วัน เพื่อให้ชุมชนวิทยาศาสตร์ถกเถียงประเด็นปัญหานี้อย่างรอบด้าน

ย้อนเรื่องราวโดยย่อกันสักนิด

งานวิจัยต้นตอของปัญหานี้มีสองชิ้นจากทีมนักวิจัยสองทีมจาก Erasmus Medical Center ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และจาก University of Wisconsin ของสหรัฐอเมริกา งานวิจัยทั้งสองส่งไปยังวารสาร Science และ Nature ตามลำดับ

งานของทั้งสองเป็นการศึกษาไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 นักวิจัยได้ทดลองดัดแปลงพันธุกรรมของไวรัส และพบว่าไวรัสที่ถูกดัดแปลงสามารถแพร่กระจายในสัตว์ทดลองได้ดีขึ้น และดูเหมือนจะเป็นการแพร่ทางอากาศด้วย (ในที่นี้สัตว์ทดลอง คือ ตัวเฟอร์เร็ต ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง)

National Science Advisory Board for Biosecurity (NSABB) ได้ทำเรื่องแจ้งในลักษณะขอร้อง (แกมบังคับ) ส่งไปยังวารสารให้นักวิทยาศาสตร์ตัดรายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัยไวรัสไข้หวัดนกบางส่วนออก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทดลองไปสร้างอาวุธชีวภาพ

จนถึงขณะนี้งานวิจัยทั้งสองก็ยังไม่ได้ตีพิมพ์ และก็ไม่มีใครรู้ว่ากองบรรณาธิการของ Nature กับ Science จะเอายังไงต่อไป

Syndicate content