Research

พบยีนกดความสามารถการสร้างเนื้อเยื่อทดแทนในหนู

นักวิจัยจากสถาบัน Wistar ได้ตีพิมพ์ผลงานที่การวิจัยถึงผลการตัดยีน P21 ออกจากหนูทดลองทำให้หนูมีความสามารถในการสร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะที่เสียไป

โดยปรกติแล้วการบาดเจ็บของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะสร้างแผลเป็นเรื่องจากเซลล์ไม่มีความสามารถในการสร้างคืนเนื้อเยื่อและอวัยวะเช่นในสัตว์อื่น แต่เมื่อทดสอบในหนูที่ขาดยีน P21 กลับทำให้เซลล์ที่กำลังซ่อมแซมมีพฤติกรรมคล้ายสเต็มเซลล์ในเอ็มบริโอ

เคยมีบันทึกถึงหนูที่มีความสามารถในการสร้างอวัยวะคืนมาได้ก่อนหน้านี้ในปี 1996 เมื่อการทดลองในห้องวิจัยอาศัยแผลที่หูหนูทดลอง ปรากฏว่าเมื่อการทดลองผ่านไป หนูจำนวนหนึ่งกลับไม่มีแผลใดๆ และการทดลองนั้นถึงกับล้มเหลว

ยีน P21 เป็นยีนที่มีหน้าที่ในการหยุดยั้งการแบ่งตัวเซลล์มากเกินไปจนอาจเกิดความผิดปรกติที่นำไปสู่มะเร็ง แต่ในงานวิจัยนี้ทีมงานพบความผิดปรกติบ่อยขึ้นแต่กลับไม่พบอัตราการเกิดมะเร็งมากขึ้นในหนูที่ขาดยีน P21 แต่อย่างใด

ที่มา - Science Daily

การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างหนักเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า

รายงายล่าสุดจากมหาวิทยาลัยลีดส์แห่งสหราชอานาจักรได้ระบุความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างหนักและโรคซึมเศร้า

งานวิจัยนี้ได้ศึกษากลุ่มตัวอย่าง 1,319 คนที่มีช่วงอายุระหว่าง 16 ถึง 51 ปี พบว่าโอกาสการเป็นโรคซึมเศร้ามีความเกี่ยวข้องกับการใช้อย่างหนัก โดยในกลุ่มผู้ใช้ที่อยู่ในขั้นเสพติดอินเทอร์เน็ตนั้นแสดงระดับการเป็นโรคซึมเศร้าสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานฉบับนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าอินเทอร์เน็ตก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าหรือกลุ่มผู้เป็นโรคซึมเศร้าเข้าไปหาอินเทอร์เน็ตเป็นที่พึ่ง

อ่านจบแล้วหาเวลาไปเดินเล่นกับเพื่อนๆ และครอบครัวบ้างนะครับ

ที่มา - Internation Business Times

ไอบีเอ็มจะใช้ประโยชน์จากดีเอ็นเอเพื่อพัฒนาชิปในอนาคต

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา นักวิจัยจากไอบีเอ็ม คุณ Paul W.K. Rothemund ได้เปิดเผยวิธีการจัดเรียงโครงสร้างดีเอ็นเอบนพื้นผิว ซึ่งเข้ากันได้กับการผลิตสารกึ่งตัวนำ (semiconductor) ในปัจจุบัน

โดยคุณ Spike Narayan ผู้จัดการแผนกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไอบีเอ็มรีเสิร์ชได้กล่าวว่า "ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลดขนาดชิปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเป็นปัจจัยจำกัด (limiting factor) ที่จะรักษากฏของมัวร์ไว้"

ตามกฎของมัวร์ ปริมาณของทรานซิสเตอร์บนวงจรรวมจะเพิ่มเป็นเท่าตัวทุกสองปี แต่กฏดังกล่าวอาจไม่ยั่งยืนตลอดไปสำหรับชิปที่ขนาดเล็กกว่า 22 นาโนมเตร โดยในปีพ.ศ.2557 ค่าใช้จ่ายในการผลิตชิปที่สูงมากจะคุกคามกฏของมัวร์

สหรัฐหั่นงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์

<br/>(ภาพต้นฉบับจาก Flickr ของ Barackobamadotcom)

รัฐบาลโอบามาเข้ามาปีแรกก็ต้องเจอกับปัญหางบประมาณขาดดุลถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้นในร่างงบประมาณปี 2010 ที่กำลังจะมา รัฐบาลจึงต้องหั่นงบประมาณที่ไม่จำเป็นทิ้งเป็นการด่วน

แค่ชื่อเอกสารหนึ่งในร่างงบประมาณก็น่ากลัวแล้ว ?Terminations, Reductions, and Savings: Budget of the U.S. Government, Fiscal Year 2010? ได้ระบุ 120 โครงการที่ควรตัดทิ้งหรือไม่ก็ลดงบซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ 17,000 ล้านดอลลาร์

ที่น่าตกใจคือหลายโครงการนั้นเป็นโครงการด้านวิจัยและวิทยาศาสตร์ เช่น โครงการวิจัยวัคซีนโรคแอนแทร็กซ์, โครงการปรับปรุงศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ Los Alamos, ช่วยเหลือเงินด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เอกชน, โรงเก็บขยะนิวเคลียร์แห่งใหม่ นอกจากนี้ยังมีงบวิจัยของกองทัพที่โดนหั่นอีกหลายส่วน

อย่างไรก็ตาม ปีหน้า NASA ได้งบเพิ่ม 5%

ที่มา - Science News, Slashdot

MIT สนับสนุนการเปิดให้อ่านงานวิจัยฟรี

ในพักหลังนั้นกระแสการเปิดให้งานวิจัยนั้นสามารถเข้าอ่านได้ฟรีนั้นเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ (ทางสายการแพทย์นี่ก็มี PubMed Central ซึ่งให้งานวิจัยที่ได้รับทุนจาก National Institute of Health ของสหรัฐต้องสามารถเข้าได้ฟรี) วันนี้ทาง MIT เองก็เตรียมออกนโยบายใหม่นี้เหมือนกัน (ส่วน Havard นั้นนำไปก่อนแล้ว)

นโยบายดังกล่าวนั้นได้ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมแล้ว และเตรียมจะออกมาใช้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะมีผลกับทุกส่วนของมหาวิทยาลัย

"มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ในขณะที่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่นั้นมีหน้าที่ในการหาเงินให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งระบบนี้มันไม่ค่อยถูกต้องซะเท่าไหร่" Hal Abelson ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการผลักดันนโยบายใหม่นี้กล่าว

อย่างไรก็ดี นโยบายนี้ไม่ได้จำเป็นว่าทุกคนต้องปฏิบัติตาม ทำให้งานวิจัยบางงาน (โดยเฉพาะงานใหญ่ที่สำคัญๆ ที่ได้ลงพวก Science หรือ Nature) อาจยังไม่ฟรีอยู่ดี

ที่มา: Wired

Sergey Brin จะสนับสนุนงานวิจัยโรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคหนึ่งที่ได้รับความสนใจในด้านของการวิจัยโดยเฉพาะด้านพันธุกรรม มีผู้ที่สนับสนุนงานวิจัยนี้อยู่หลายคน (หนึ่งในนั้นคือ Michael J. Fox) วันนี้ Sergey Brin ผู้ก่อตั้งกูเกิลก็ออกมาแถลงว่าจะสนับสนุนงานวิจัยด้านนี้เต็มที่ครับ

ตัว Brin นั้นเคยเปิดเผยว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ถึง 20-80% เนื่องจากมารดาเขาเองก็เป็นโรคนี้อยู่ เขาจึงเตรียมที่จะบริจาคเงินเพื่อช่วยสนับสนุนงานวิจัยนี้ ซึ่งทำโดยบริษัท 23andMe ของภรรยาของเขาเอง โดยผู้ที่สนใจเข้ารับการวิจัยนั้นจะได้รับการสนับสนุนค่าตรวจดีเอ็นเอ โดยลดจาก 399 ดอลลาร์สหรัฐเหลือเพียง 25 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้เปิดเผยถึงจำนวนเงินทั้งหมดที่เขาสนับสนุน

งานวิจัยในลักษณะนี้นั้นมีอยู่พอสมควรแล้ว แต่สิ่งที่แตกต่างนั้นคือจำนวนของผู้เข้าร่วม เนื่องจากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอนั้นมีราคาค่อนข้างสูง จึงจำกัดได้เพียงแค่ไม่กี่ร้อยคน แต่แผนงานวิจัยในครั้งนี้นั้นจะวิเคราะห์ถึงกว่าหมื่นคนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ยังมีผู้ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับงานวิจัยนี้เหมือนกัน

"งานวิจัยนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่สิ่งเดียวที่โดดเด่นคือมีคนที่รวยมากๆ สนับสนุนอยู่" Dr. Kari Stefansson นักวิจัยในวงการจากไอซ์แลนด์กล่าว นอกจากนี้แล้ว Sarah Murray นักวิจัยจากเมืองซานดิเอโก้ยังคิดว่าผลที่ได้นั้นอาจมีคุณภาพต่ำ เนื่องจากงานวิจัยนี้จะเก็บข้อมูลผ่านทางแบบสอบถามบนอินเทอร์เน็ตแทนที่จะมีการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา: The New York Times

สหรัฐไฟเขียว: ทดลองใช้สเต็มเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์ได้

การใช้สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบไปทำหน้าที่ต่างๆ นั้นได้รับอนุญาตให้ทำการวิจัยและรักษาไปแล้ว (รวมถึงในบ้านเราก็มีทำอยู่ประปราย) แต่การใช้เซลล์นั้นๆ มักมาจากตัวของคนที่โตแล้วไม่ใช่ตัวอ่อน วันนี้องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (US FDA) ได้อนุมัติให้ใช้เซลล์จากตัวอ่อนของมนุษย์นี้ในขั้นทดลองเป็นครั้งแรกแล้วครับ

บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้ทำการทดลองในครั้งนี้คือบริษัท Geron Corp ซึ่งนำโดย Dr. Thomas Okarma โดยงานวิจัยชิ้นแรกนี้จะเป็นการศึกษาการฉีดสเต็มเซลล์ลงในไขสันหลังของผู้ป่วยที่มีปัญหาอัมพาตที่ขาสองข้าง (มักเกิดจากอุบัติเหตุต่อไขสันหลังทำให้เดินไม่ได้แต่ใช้แขนได้ตามปกติ) โดยหวังว่าสเต็มเซลล์นี้จะเข้าไปทดแทนเซลล์เยื่อหุ้มไขสันหลังเดิมที่เสียไปของผู้ป่วย เหมือนกับในสัตว์ทดลองที่ประสบผลสำเร็จไปแล้ว

อย่างไรก็ตามการศึกษานี้เป็นเพียงการศึกษาในระยะที่หนึ่งซึ่งศึกษาเพียงผลข้างเคียงจากการใช้วิธีการรักษาแบบนี้เท่านั้น จึงยังไม่สามารถยืนยันถึงความสำเร็จในผู้ป่วยได้

สเต็มเซลล์ที่มาจากตัวอ่อนมนุษย์นี้ได้รับการถกเถียงกันมากในประเด็นของจริยธรรม เนื่องจากตัวอ่อนมนุษย์ที่ถูกเอาสเต็มเซลล์นี้ออกมาจะต้องถูกทำลายทิ้ง ไม่ต่างอะไรจากการคัดเลือกตัวอ่อนจากวิธีการช่วยผู้มีบุตรยากบางวิธีที่ตัวอ่อนจำนวนหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์จะถูกทำลายทิ้ง ทำให้งานวิจัยมักจะไม่ผ่านคณะกรรมการจริยธรรมเสมอ

มีผู้สังเกตว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการสิ้นสุดตำแหน่งของประธานาธิบดีบุช ซึ่งไม่ค่อยสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ อย่างไรก็ตามทางบริษัทที่ทำการวิจัยบอกว่าเป็นเพียงแค่เหตุบังเอิญเท่านั้น และข่าวนี้ทำให้หุ้นของ Geron ขึ้นกว่า 50%

มุมมองทางการเมือง มีผลต่อความรับผิดชอบของบริษัทต่อสังคม

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร The Financial Review ได้ทำการศึกษามุมมองทางการเมืองของผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท กับความรับผิดชอบของบริษัทที่มีต่อสังคม (CSR) นักวิจัยพบว่า บริษัที่มีความรับผิดชอบสูง มักจะอยู่ในรัฐที่มีความนิยมในพรรคการเดโมแครต ในขณะที่บริษัทที่มีความรับผิดชอบต่ำกว่า มักจะอยู่ในรัฐที่มีความนิยมในพรรครีพับลิกัน

Amir Rubin จากมหาวิทยาลัย Simon Fraser ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลใน การวิเคราะห์การเลือกตั้งประธานนาธิบดีเมื่อปี 2004 โดยดูผลของชุมชนที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ ซึ่งนักวิจัยนำผลลัพธ์ทีไ่ด้มาทำการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์

จากผลลัพธ์ที่ได้บริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมสูง มักจะมีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐที่นิยมพรรคเดโมแครต ส่วนบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมต่ำกว่า มักจะมีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐที่นิยมพรรครีพับลิกัน

ขอความกรุณาอย่าคอมเม้นท์เรื่องการเมืองนะครับ เดี๋ยววงแตก

ที่มา -Phsorg

นักวิจัยพบ "คิดมาก กินเยอะ"

เป็นรายงานที่ตีพิมพ์ใน Psychosomatic Medicine โดยทีมวิจัยจาก Quebec ครับ กลุ่มตัวอย่างน้อยไปหน่อยแค่ 14 คน ถือเป็นการวิจัยชั้นต้นละกัน

ขั้นตอนการวิจัยคือคัดคนที่มีมวลกายมาตรฐานมากลุ่มหนึ่ง ให้ข้าวเช้ากินเท่ากัน จากนั้นให้เลือกทำกิจกรรมสามอย่างสลับๆ กันไปในแต่ละวัน ได้แก่ นั่งพักเฉยๆ บนเก้าอี้, อ่านและคัดย่อบทความ, ทำแบบทดสอบด้านจิตใจในคอมพิวเตอร์ (จะเห็นว่าดีกรีการใช้สมองต่างกัน)

เมื่อทำเสร็จจะสอบถามว่าผู้ร่วมทดลอง "หิว" ขนาดไหน และให้กินมื้อเที่ยงเป็นบุฟเฟ่ต์โดยวัดปริมาณอาหารที่ตักไว้ด้วย ผลสรุปว่า

  • คนที่อ่านและคัดย่อบทความ กินเยอะกว่าคนที่นั่งเฉยๆ 848 กิโลจูล
  • คนที่ทำแบบทดสอบบนคอมพิวเตอร์ กินเยอะกว่าคนที่นั่งเฉยๆ 1057 กิโลจูล

นั่นคือใช้สมองเยอะกว่าก็หิวง่ายกว่านั่นเอง ต่อไปนี้เรามีข้ออ้างในการกินมาม่าตอนดึกๆ แล้ว

ที่มา - Ars Technica

นักวิจัยพัฒนาระบบนำทางบนดวงจันทร์

Ron Li นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Ohio State ผู้ซึ่งเคยพัฒนาระบบนำร่องของยานสำรวจดาวอังคาร กำลังพยายามพัฒนาระบบค้นหาเส้นทางสำหรับมนุษย์บนดวงจันทร์

นาซามีแผนจะส่งมนุษย์กลับไปบนดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2020 นักบินอวกาศไม่สามารถใช้ระบบ GPS ในการค้นหาเส้นทางรอบๆ เนื่องจากบนดวงจันทร์ไม่มีดาวเทียมสำหรับใช้ส่งสัญญาณ

Li ได้รับเงินสนับสนุนจากนาซาเป็นจำนวน 1.2 ล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 3 ปี เพื่อพัฒนาระบบนำทางซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนระบบ GPS แต่ใช้สัญญาณจากเซนเซอร์ที่อยู่บนดวงจันทร์, ไฟสัญญาณ, กล้องวีดีโอสามมิติ ในการระบุตำแหน่ง

คนโดยทั่วไป จะใช้สภาพภูมิประเทศ เช่น ขนาดของตึกหรือภูเขาในการเปรียบเทียบระยะทาง แต่บนดวงจันทร์ไม่มีสภาพภูมิประเทศดังกล่าว ทำให้นักบินอวกาศหลงทาง หรือประมาณระยะทางผิดไป ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

Li ได้อธิบายระบบการทำงานของเขา เริ่มจากการนำภาพถ่ายจากดาวเทียมมารวมเข้ากับภาพที่ได้จากพื้นผิว เพื่อนำมาสร้างเป็นแผนที่ของดวงจันทร์, เซนเซอร์ตรวจจับการเคลือนไหวที่ติดตั้งอยู่บนพาหนะและบนนักบินอวกาศ ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถคำนวนตำแหน่งที่อยู่ในปัจจุบัน, สัญญาณจากยานบนดวงจันทร์และสถานีที่ตังอยู่ จะช่วยให้นักบินอวกาศรู้ตำแหน่งรอบๆ ตัว ซึ่งนักวิจัยได้ตั้งชื่อให้กับระบบดังกล่าวว่า Lunar Astronaut Spatial Orientation and Information System (LAOIS)

ที่มา - EurekAlert

Syndicate content