Health

ชีวิตบนท้องถนนส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ไม่มีใครอยากเดินทางไป-กลับที่ทำงานไกลๆ หรอก และงานวิจัยล่าสุดของทีมนักวิจัยที่นำโดย Christine M. Hoehner แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ยิ่งใช้เวลาอยู่บนท้องถนนนานเท่าไร สุขภาพเรายิ่งแย่ลงเท่านั้น ไม่ใช่แค่สุขภาพจิต แต่เป็นสุขภาพร่างกายโดยรวม

งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,297 คนที่อาศัยและทำงานในเขตต่างๆ ได้แก่ ดัลลัส-ฟอร์ต เวิร์ธ, ออสติน, และเขตเทศบาลเท็กซัส เป็นต้น ตัวแปรที่เก็บมาใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่า cardiorespiratory fitness (CRF), ดัชนีมวลกาย (BMI), รอบเอว, ปริมาณไตรกลีเซอไรด์ในเลือด, ปริมาณกลูโคสในเลือด, ปริมาณคลอเลสเตอรอล HDL ("คลอเลสเตอรอลดี"), ความดันเลือด, เวลาที่ใช้ในการออกกำลังกาย

ผลปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างที่เดินทางประจำวันเป็นระยะทางไกลๆ มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาทางด้านสุขภาพมากกว่า เช่น กลุ่มตัวอย่างที่ต้องเดินทางไกลกว่า 15 ไมล์ มักจะออกกำลังกายไม่พอและมีปัญหาเป็นโรคอ้วน, กลุ่มตัวอย่างที่เดินทางไกลกว่า 10 ไมล์ก็มีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง

บางคนอาจคิดว่าเวลาที่ใช้บนรถอาจจะไปเบียดบังเวลาออกกำลังกาย จึงทำให้สุขภาพทรุดโทรม แต่เมื่อนักวิจัยตัดตัวแปรเรื่องเวลาในการออกกำลังกายออกไป ผลก็ยังคงแสดงให้เห็นว่าการเดินทางประจำวันเป็นระยะทางไกลๆ ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพอยู่ดี แม้ว่าจะน้อยลงไปบ้าง

นักวิจัยคาดว่าความเครียดจากการเดินทางไกลๆ คงมีผลกระทบต่อระบบเมตาบอลิซึมของร่างกายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ก่อนหน้านี้ก็มีงานวิจัยว่าการนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานานก็ทำร้ายสุขภาพมาแล้ว

ที่มา - Live Science

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงใน American Journal of Preventive Medicine doi: 10.1016/j.amepre.2012.02.020

ส่วนผสมหลักในครีมกันแดดอาจเป็นอันตรายต่อเซลล์

ส่วนผสมหลักที่เป็นที่นิยมในครีมกันแดดที่วางขายอยู่ในท้องตลาด คือ ซิงค์ออกไซด์ (ZnO) เมื่อมีแสงอัลตร้าไวโอเลต (UV) มาตกกระทบ อนุภาคของ ZnO ก็จะทั้งสะท้อนแสงส่วนหนึ่งออกไปและดูดซับแสงส่วนหนึ่งเอาไว้ ป้องกันไม่ให้แสงพุ่งเข้าชนผิวหนังของเราตรงๆ

แต่งานวิจัยของทีม ดร. Yinfa Ma แห่ง Missouri University of Science and Technology ค้นพบว่า ZnO เองก็สร้างปัญหาให้กับเซลล์ได้เหมือนกัน

นักวิจัยทดลองโดยใช้เซลล์เยื่อบุผิวปอดมนุษย์ที่เพาะเลี้ยงให้ห้องทดลอง เซลล์จะถูกนำมาจุ่มในสารแขวนลอยของ ZnO ที่มีขนาดระดับนาโนและไมโคร จากนั้นก็ฉายแสงที่มีความยาวคลื่นระดับต่างๆ ลงไปเป็นระยะเวลาต่างๆ กัน แล้วสังเกตว่าเซลล์มีการตายมากหรือน้อยเพียงไร

ผลจากการทดลองพบว่า เมื่อโดนฉายแสงเท่าๆ กัน เซลล์ที่จุ่มอยู่ในสารแขวนลอยของ ZnO ตายมากกว่าเซลล์ในกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ใส่อะไร หลังจากการฉายแสง UVA เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เซลล์เยื่อบุผิวปอดตายไปครึ่งหนึ่ง และเมื่อฉายแสง UVA เป็นเวลา 12 ชั่วโมง 90% ของเซลล์ก็ตายเรียบ

แม้แต่กลุ่มที่โดนฉายด้วยแสงในย่านความถี่ที่มองเห็นได้ (visible light) เซลล์ที่อยู่ใน ZnO ก็ตายมากกว่าเซลล์ในกลุ่มควบคุมอยู่ดี

Yinfa Ma สรุปผลการทดลองนี้ว่า เมื่อทำได้รับพลังงานจากแสง ZnO อาจจะเกิดปฏิกิริยาที่ปล่อยอนุมูลอิสระออกมา อนุมูลอิสระจะวิ่งเข้าไปทำปฏิกิริยากับสารประกอบชีวเคมีในเซลล์ ส่งผลให้เซลล์ตาย

ในปี 2009 ทีมวิจัยของ Yinfa Ma ก็เคยรายงานผลของ ZnO ต่อเซลล์มนุษย์ในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว (DOI: 10.1007/s11051-008-9419-7 หรือดาวน์โหลดบทความงานวิจัยได้จาก เว็บไซต์ของ Missouri S&T) ผลการทดลองรอบนี้จึงเป็นการยืนยันผลกระทบของ ZnO ต่อเซลล์มนุษย์อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าครีมทากันแดดจะส่งผลเป็นอันตรายต่อเซลล์ผิวหนังของเราหรือไม่ แต่หาก ZnO ในครีมกันแดดปล่อยอนุมูลอิสระออกมาจริง มันก็มีโอกาสอย่างสูงที่จะทำลายเซลล์ผิวหนังของเราและอาจจะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งผิวหนังได้

งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้จะตีพิมพ์ใน Toxicology and Applied Pharmacology

ที่มา - Science Daily

สารสกัดจากกระเทียมฆ่าแบคทีเรียโรคอาหารเป็นพิษได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะ 100 เท่า

แบคทีเรีย Campylobacter เป็นตัวการอันดับต้นๆ ของอาการป่วยที่เกิดจากอาหารที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง, ปวดท้องอย่างหนัก, เป็นไข้ นอกจากนี้ยังมีรายงานค้นพบว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับ Guillain-Barré syndrome ซึ่งเป็นโรคอัมพาตหายากชนิดหนึ่งด้วย

ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้จัดการ Campylobacter คือ erythromycin และ ciprofloxacin แต่ยาทั้งสองก็มีฤทธิ์แต่กับแบคทีเรียที่ลอยอยู่เดี่ยวๆ เป็นอิสระเท่านั้น ถ้าแบคทีเรียเกาะอยู่รวมกันและสร้างชั้นเมือกที่เรียกว่า biofilm มาปกป้อง มันก็จะสามารถทนทานต่อยาปฏิชีวนะได้มากกว่าเดิมถึง 1,000 เท่า

ทีมวิจัยที่นำโดย Xiaonan Lu แห่ง Washington State University ค้นพบว่าสารประกอบ diallyl sulfide ซึ่งอนุพันธุ์ที่สกัดจากหัวกระเทียม (ชื่อของมันก็มาจากชื่อจีนัส Allium ของพืชพวกหอม, กระเทียมนั่นเอง) มีฤทธิ์ฆ่า Campylobacter ได้ชะงัดนัก ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียอิสระรักสันโดษหรือแบคทีเรียที่เกาะอยู่ใน biofilm ก็ตาม

ฉายเอ็กซ์เรย์ทันตกรรมบ่อยๆ เพิ่มความเสี่ยงเป็นเนื้องอกในสมอง

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่ารังสีเอ๊กซ์เรย์มีความสัมพันธ์กับการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง ทีมวิจัยที่นำโดย Elizabeth Claus แห่ง Yale University ทำการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นหรือเคยมีประวัติเป็นเนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง (meningioma) จำนวน 1,433 คน เทียบกับกลุ่มควบคุมจำนวน 1,350 คน

จากการวิเคราะห์ พบความสัมพันธ์ระหว่างการเข้ารับบริการฉายเอ็กซ์เรย์ทันตกรรมกับความเสี่ยงเป็นเนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง โดยคนที่เข้าฉายเอ็กซ์เรย์ทันตกรรมแบบ bitewing (การฉายภาพในมุมด้านข้างฟัน) เป็นประจำทุกปี มีโอกาสเป็นเนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง 1.4-1.9 เท่าของคนที่ไม่ได้ฉายเอ๊กซ์เรย์ และการฉายเอ๊กซ์เรย์ทันตกรรมแบบ panorex (ฉายภาพฟันทั้งปากจากภายนอกช่องปาก) ทำให้มีโอกาสการเป็นเนื้องอก 2.7-3.0 เท่าของคนที่ไม่ได้ฉาย

อย่างไรก็ดี จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งที่(ดูเหมือนว่า)เกิดจากการฉายรังสีทันตกรรมก็มีสัดส่วนต่ำมาก แถมกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจในการศึกษานี้เข้ารับการฉายรังสีเอ๊กซ์ตั้งแต่เมื่อ 15-40 ปีที่แล้ว ซึ่งในเวลานั้นรังสีเอ๊กซ์ที่ฉายภาพทันตกรรมมีความเข้มสูงกว่าในปัจจุบันมาก

ดังนั้นมันจึงไม่มีเหตุผลเลยที่เราจะต้องยอมทนปวดฟันผุเพราะว่ากลัวเป็นมะเร็งจากการฉายรังสี เอาแค่ว่าถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ควรเอาปากไปอ้อนเจอรังสีเอ๊กซ์บ่อยๆ ก็พอ

ที่มา - COSMOS Magazine

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Cancer DOI: 10.1002/cncr.20036

คนไม่สวยผิดเสมอ... คนอ้วนโดนรังสีจากการฉายรังสีเอ๊กซ์มากกว่าคนทั่วไป

นอกจากจะเสี่ยงกับปัญหาสุขภาพเยอะแยะแล้ว คนอ้วนก็ยังต้องโดนรังสีในการเข้าโรงพยาบาลฉาย CT scan หรือฉายรังสีเอ๊กซ์แต่ละครั้งมากกว่าคนธรรมดาอีกด้วย

ทีมวิจัยที่นำโดย Aiping Ding แห่ง Rensselaer Polytechnic Institute ในนิวยอร์ค ได้ทดลองสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ของร่างกายมนุษย์แบบต่างๆ ตั้งแต่รูปร่างของคนที่มีรูปร่างปกติไปจนถึงคนที่เป็นโรคอ้วน พวกเขาพบว่าในการตรวจอวัยวะภายในด้วยรังสี นักเทคนิคจำเป็นจะต้องยิงรังสีให้กับคนอ้วนมากกว่าคนปกติ มิฉะนั้นเนื้อเยื่อไขมันของคนอ้วนบดบังรังสีจนทำให้ภาพที่ออกมาไม่ชัดเจน

โดยเฉลี่ย คนอ้วนที่เป็นผู้ชายจะต้องโดนยิงรังสีมากกว่าคนรูปร่างปกติ 62% ส่วนคนอ้วนผู้หญิงจะโดนรังสีมากกว่าคนปกติ 59% (ความเห็นส่วนตัว - ผมคิดว่าตรงนี้อาจจะเป็นเพราะโดยปกติร่างกายผู้หญิงมีเนื้อเยื่อไขมันมากกว่าผู้ชายอยู่แล้ว)

อย่างไรก็ตามผลกระทบของรังสีจากการฉายรังสีเอ๊กซ์หรือ CT scan นั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าหากไม่ได้ฉายรังสีบ่อยๆ ก็คงไม่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งสักเท่าไร ดังนั้นคนอ้วนก็ไม่ควรจะตีตนวิตกกับเรื่องนี้มากนัก

แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรลดความอ้วนเสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่า

ที่มา - My Health News Daily

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Physics in Medicine & Biology doi:10.1088/0031-9155/57/9/2441

งานวิจัยไข้หวัดนกกลายพันธุ์จะได้ตีพิมพ์แบบเต็มๆ

หลังจากเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เมื่อNational Science Advisory Board for Biosecurity (NSABB) ของสหรัฐอเมริกาขอร้องให้นักวิทยาศาสตร์เซ็นเซอร์งานวิจัยไวรัสไข้หวัดนก เนื่องจากผลของการวิจัยที่ดูเหมือนว่าไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 สามารถกลายพันธุ์ให้ติดต่อระหว่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมผ่านทางอากาศได้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การสร้างอาวุธชีวภาพหากรายละเอียดในการวิจัยเปิดเผยไปถึงมือผู้ไม่หวังดี เรื่องราวบานปลายระหว่างผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์จนกระทั่งนักวิจัยเจ้าของผลงานขอเว้นวรรคชั่วคราว

ล่าสุด NSABB ได้ประกาศแล้วว่า งานวิจัยของทีม Ron Fouchier แห่ง Erasmus Medical Center ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และของทีม Yoshihiro Kawaoka แห่ง University of Wisconsin ของสหรัฐอเมริกา ไม่เป็นภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ และสามารถให้ตีพิมพ์ได้เต็มๆ โดยไม่ต้องตัดเนื้อหารายละเอียดการทดลอง

แต่อย่างไรก็ตาม Ron Fouchier ก็บอกว่าเขาได้เพิ่มเนื้อหาบางส่วนลงไปในบทความที่จะตีพิมพ์ โดยหลักๆ ส่วนที่เพิ่มคือการเน้นถึงระดับมาตรฐานความปลอดภัยของห้องทดลองและจุดประสงค์ของการทดลองที่เป็นไปเพื่อการศึกษาในทางวิชาการเท่านั้น นอกจากนี้ Ron Fouchier ก็ระบุอีกว่าคนทั่วไปเข้าใจผิดกันไปเอง ความจริงตัวเฟอร์เร็ตที่ตายด้วยการติดโรคหวัดนกจากเฟอร์เร็ตอีกตัวนั้นได้สัมผัสเชื้อที่เอาไปพ่นเข้าจมูกโดยตรง ดังนั้นระดับการติดต่อของไวรัสกลายพันธุ์จึงไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่หลายคนกลัว

งานวิจัยของ Ron Fouchier จะตีพิมพ์ในวารสาร Science ส่วนงานของ Yoshihiro Kawaoka ตีพิมพ์ใน Nature
(ผมยังไม่แน่ใจว่าจะได้ลงฉบับไหน เพราะดูเหมือน NSABB จะยังต้องส่งเรื่องต่อไปให้รัฐบาลเห็นชอบก่อน)

ที่มา - BBC News

การออกกำลังกายหนักๆ สั้นๆ ดูเหมือนจะให้ผลดีกว่าแบบยาวๆ

ตามความเชื่อของคนทั่วไป เรามักจะคิดว่าการออกกำลังกายแต่ละครั้งไม่ควรรีบร้อนโหมหนักช่วงสั้นๆ ควรอบอุ่นกล้ามเนื้อไปเรื่อยๆ เป็นเวลายาวๆ แต่เป็นอันว่าเราอาจจะต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่แล้ว เมื่อทีมวิจัยจาก Queen's University ในออนโตริโอ ประเทศแคนาดา พบว่าการออกกำลังกายแบบระยะเวลาสั้นดูเหมือนจะให้ผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

นักวิจัยเลือกใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,841 คนที่เข้าร่วมในการสำรวจของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค กลุ่มตัวอย่างจะถูกติดเครื่อง accelerometer ไว้ที่เอวตลอดระยะเวลา 7 วัน เพื่อตรวจวัดว่าในแต่ละวันกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนทำกิจกรรมออกกำลังกายอย่างไร ติดต่อกันเป็นระยะเวลาเท่าใด

ตามคำแนะนำของ U.S. Department of Health and Human Services การออกกำลังที่พอเหมาะมี 2 แนวทาง คือ การออกกำลังกายแบบระดับกลาง 150 นาทีต่อสัปดาห์ และ การออกกำลังกายแบบหนัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แนวทางไหนในการออกกำลังกาย

นักวิทยาศาสตร์เตือน "อย่าให้เด็กเล็กใช้โทรศัพท์มือถือ"

ผลกระทบต่อสุขภาพของการใช้โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ที่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นเป็นที่ถกเถียงกันมากโดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างก้าวเข้าสู้เทคโนโลยีไร้สาย แม้ว่างานวิจัยหลายชิ้นจะยืนยันว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่โทรศัพท์มือถือปล่อยออกมาไม่มีอันตรายต่อมนุษย์ แต่ Marko S. Markov แห่ง Research International ในรัฐนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ก็ไม่เห็นด้วยกับการรีบสรุปว่าโทรศัพท์มือถือไม่มีอันตรายเลย

Marko Markov ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของงานวิจัยหลายชิ้นว่าไม่ได้คำนึงถึงรูปแบบของคลื่นต่อสมองอย่างแท้จริง โครงสร้างและเนื้อเยื่อของสมองมนุษย์นั้นมีจุดที่อ่อนไหวเต็มไปหมด ต่อให้ตัดเรื่องความร้อนที่เกิดจากการใช้งานต่อเนื่องออกไป โทรศัพท์มือถือถูกออกแบบมาให้ใช้งานโดยการแนบข้างศีรษะโดยตรง ไม่มีใครรู้ว่าคลื่นโทรศัพท์จะวิ่งไปกระทบจุดใดอย่างไรบ้าง

เขาเน้นความกังวลไปที่เด็กเล็กที่มีอายุ 3-4 ปี เนื่องจากงานวิจัยเกือบทั้งหมดใช้วิธีสรุปแบบอนุมานเอาจากผลของการวิจัยที่ไม่พบผลกระทบต่อสุขภาพในผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาคัดค้านสุดตัว เนื่องจากโครงสร้างและสรีรวิทยาของเด็กกับผู้ใหญ่นั้นแตกต่างกัน เด็กมีความทนทานต่อความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ใหญ่อยู่แล้วโดยธรรมชาติ

เขายืนยันว่า จนถึงปี 2012 นี้ก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นใดที่ทำให้เชื่อได้ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือจะไม่เป็นอันตรายต่อเด็กเล็กๆ

Want to conclude this section that 2012 science has no convincing data to claim “The use of cell phone by little children does not cause potential hazard for their brain”.

ในมุมมองของ Marko Markov คลื่นโทรศัพท์มือถือนั้นมีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าผลกระทบเป็นอย่างไร รุนแรงขนาดไหน ระยะสั้นหรือระยะยาว

บทความของ Marko Markov ตีพิมพ์ในวารสาร The Environmentalist Volume 32, Number 2, 201-209, DOI: 10.1007/s10669-012-9391-8

เรื่องแบบนี้ ผมคิดว่าปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าครับ ถ้าบุตรหลานของท่านยังอายุน้อยๆ ก็อย่าเพิ่งรีบซื้อโทรศัพท์มือถือให้เลย แต่หากจำเป็นต้องใช้เพื่อการติดต่อ ก็อาจจะต้องใช้วิธีควบคุมเวลาการใช้ให้เหมาะสม

การออกกำลังกายทำให้ผู้หญิง(บางคน)ถึงจุดสุดยอดได้

การถึงจุดสุดยอดทางเพศขณะออกกำลังกายมีรายงานครั้งแรกในการศึกษาสำรวจของ Alfred Kinsey และคณะฯ เมื่อปี 1953 แต่มันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจในแวดวงการศึกษามากนัก (วงการวิทยาศาสตร์สมัยก่อนกังขาด้วยซ้ำว่าจุดสุดยอดของผู้หญิงมีจริงหรือเปล่า) ทำให้เราไม่ค่อยรู้เรื่องราวสาเหตุของมันสักเท่าไร

ทีมวิจัยที่นำโดย Debby Herbenick แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียน่า สนใจเรื่องนี้และได้ทำการสำรวจประสบการณ์จุดสุดยอดของผู้หญิงอย่างละเอียดจากกลุ่มตัวอย่างออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 18-63 ปี (เฉลี่ย 30 ปี)

ผลจากการสำรวจปรากฏว่า มีผู้หญิงจำนวน 124 คนจากกลุ่มตัวอย่างรายงานว่าเคยถึงจุดสุดยอดขณะออกกำลังกาย และ 246 คนรายงานว่าเคยเกิดความรู้สึกสนุกเหมือนได้ร่วมเพศขณะออกกำลังกาย บางคนก็รู้สึกอายๆ หลังจากที่สำเร็จถึงจุดสุดยอดด้วยซ้ำไป แต่บางคนก็ชอบและติดใจ

การขลิบอาจลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก

ทีมวิจัยที่นำโดย ดร. Jonathan Wright แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้นำข้อมูลกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มมาเปรียบเทียบกัน กลุ่มแรกเป็นชาย 1,754 คนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก อีกกลุ่ม 1,645 คนเป็นกลุ่มควบคุมที่ไม่เคยมีประวัติเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมาก่อน

ผลจากการวิเคราะห์ทางสถิติระบุว่า ผู้ชายที่ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศตั้งแต่อายุยังน้อย (ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก) มีอัตราการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าชายที่ไม่ได้ขลิบถึง 15%

นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าเหตุผลคงมาจากความจริงที่ว่าการขลิบช่วยลดความเสี่ยงที่อวัยวะเพศจะไปสัมผัสกับเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งเชื้อโรคบางตัวก็มีผลทำให้เกิดอาการอักเสบและเหนี่ยวนำให้เกิดเนื้องอกที่อาจลุกลามจนเกิดมะเร็ง

แต่ข่าวดีนี้ก็มีเรื่องที่น่ากังวลอยู่ด้วย แม้ว่าการขลิบตั้งแต่อายุยังน้อยจะดูเหมือนว่าช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่คนที่ขลิบเมื่อตอนโตเป็นผู้ใหญ่กลับเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเป็นมะเร็งสูงที่สุด ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะเกิดจากเหตุผลคล้ายๆ กันกับข้างบน นั่นคือเนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้เกิดการติดเชื้ออยู่ก่อนแล้ว พอไปขลิบซ้ำเข้า ก็ยิ่งเป็นแผล เสี่ยงต่อการอักเสบเข้าไปใหญ่

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยที่เจ้าของงานและนักวิทยาศาสตร์คนอื่นก็เตือนว่านี่อาจเป็นเพียงความสัมพันธ์ทางสถิติที่บังเอิญโผล่ขึ้นมา เรายังต้องอาศัยงานวิจัยในแบบอื่นๆ มายืนยันอีกที เช่น งานวิจัยที่ติดตามประวัติการเกิดมะเร็งของกลุ่มตัวอย่างที่ขลิบกับไม่ขลิบในระยะยาว เป็นต้น

ที่มา - My Heath News Daily

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Cancer DOI: 10.1002/cncr.26653

Syndicate content