Health

งานวิจัยชี้โรคอ้วน 'แพร่เชื้อ' ได้ในหนูทดลอง

เคยมีการศึกษาก่อนหน้าที่แสดงให้เห็นว่าโรคอ้วน (obesity) สามารถแพร่กระจายในหมู่เพื่อนฝูงได้ เนื่องจากคนที่สนิทกันมักจะปรับตัวให้มีพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน แต่ทีมวิจัยที่นำโดย Richard Flavell แห่ง Yale School of Medicine ค้นพบว่าแบคทีเรียมีส่วนในการแพร่โรคอ้วนจากหนูตัวหนึ่งไปยังสู่เพื่อนหนูในกรงเดียวกันได้

การค้นพบนี้มาจากการทดลองกับหนูทดลองที่ถูกนักวิจัยดัดแปลงให้มีความผิดทางระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดเป็นโรคที่เรียกว่า "Non-alcoholic fatty liver disease" (NAFLD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของกระบวนการเมตาบอลิซึมที่ตับ หนูที่เป็น NAFLD จะมีไขมันสะสมในตับและพัฒนาเป็นโรคอ้วน เมื่อจับหนู NAFLD อยู่กับหนูปกติที่มีน้ำหนักตัวปกติ ปรากฏว่าหนูปกติเกิดอาการของ NAFLD ขึ้นมาและกลายเป็นหนูอ้วน

การแยกห่างจากคนรักมีผลเสียต่อสุขภาพ

ในการประชุมประจำปีของ Society for Personality and Social Psychology (SPSP) ณ San Diego สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 26-28 มกราคม 2012 ทีมวิจัยที่นำโดย Lisa Diamond แห่ง University of Utah ได้นำเสนอการศึกษาถึงผลของความรักที่มีต่อสุขภาพเมื่อเราต้องแยกห่างจากคู่รักของเรา

ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่รักจำนวน 34 คู่ นักวิจัยตรวจสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างก่อน, ระหว่าง, และหลังจากที่กลุ่มตัวอย่างจะต้องแยกกันอยู่กับคู่รักของตัวเองเป็นระยะเวลาสั้นๆ 4-7 วัน

ผลปรากฏว่า ในระหว่างที่แยกกันนั้น กลุ่มตัวอย่างแสดงภาวะของอาการเครียดซึ่งมีผลทำให้การนอนหลับมีปัญหาและมีผลเสียต่อสุขภาพจิต ระดับฮอร์โมน cortisol ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์เครียดในน้ำลายของกลุ่มตัวอย่างก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ที่มา - Medical Xpress, Medical Daily

ป.ล. ผมก็ไม่ค่อยอยากจะชี้แนะอะไรมากนะ แต่ว่าเมื่อรวมเข้ากับข่าวที่แล้ว "ความรักทำให้คนพร้อมทำลายผู้อื่น" (ซึ่งความจริงมันก็เกี่ยวกันนั่นแหละ เพราะทั้งสองงานวิจัยถูกนำเสนอในการประชุมเดียวกัน) เราก็จะเห็นได้ว่าความรักเป็นสิ่งอันตรายที่ทำร้ายทั้งคนที่รักและคนรอบข้าง ดังนั้นผมขอแนะนำว่าอย่าไปมีความรักเลยดีกว่า มาเข้าสมาคมคนโสดกับผมและเพื่อนของเราอีกหลายคนในเว็บ JuSci แห่งนี้กันเถอะๆ

ใครกดแชร์ข่าวนี้ ผมจะถือว่าเห็นด้วยกับผมโดยปริยาย (หวังว่าผมคงไม่เห็นยอดแชร์ติดลบเป็นครั้งแรกใน JuSci นะ)

ความอ้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสิว

การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร The Archives of Dermatology (DOI:10.1001/archderm.148.1.131) แสดงให้เห็นว่าดัชนีมวลร่างกาย (Body Mass Index หรือ BMI) มีความสัมพันธ์กับการเกิดสิวบนใบหน้า โดยเฉพาะสาววัยแรกรุ่น

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้เป็นวัยรุ่นวัย 18-19 ปีในเมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ จำนวนประมาณ 3,600 คน เมื่อนักวิจัยเอาข้อมูล BMI และการเกิดสิวมาวิเคราะห์โดยที่ตัดปัจจัยของตัวแปรอื่นๆ ออกไป ก็พบว่า วัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงในการเกิดสิวบนใบหน้ามากกว่าเด็กวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวปกติ และความสัมพันธ์นี้ชัดเจนอย่างมีนัยสำคัญในวัยรุ่นหญิง

ก่อนหน้านี้ในปี 2006 ก็มีการศึกษาซึ่งให้ผลทำนองเดียวกัน นั่นคือเด็กวัยรุ่นที่เป็นสิวมีค่า BMI มากกว่าเด็กวัยรุ่นที่ไม่เป็นสิว (PMID:16709487)

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเบื้องหลังความสัมพันธ์นี้คงเกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนพวก androgen เพราะเคยมีงานวิจัยระบุว่าการที่ร่างกายผลิตฮอร์โมน androgen มากกว่าปกติเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้ (PMID:6237127 และ PMID:18561581) และพอยิ่งเกิดสิว ร่างกายก็จะเกิดความเครียด ซึ่งมีผลให้อาการแย่ลงไปอีก (นี่อาจเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้หญิงถึงได้มีอาการหนักกว่าผู้ชาย ก็เพราะวัยรุ่นผู้หญิงเครียดกับปัญหาใบหน้ามากกว่าผู้ชายนั่นเอง)

ที่มา - New York Times

เกาต่างที่ก็สนุกต่างกัน

ก่อนหน้านี้ ปรมาจารย์แห่งศาสตร์การคัน ศ. Gil Yosipovitch แห่งศูนย์การแพทย์ Wake Forest Baptist ได้เคยตีพิมพ์งานวิจัยที่สรุปว่าการเกาเหนี่ยวนำให้เกิดความรู้สึกดีในสมองเพราะมันช่วยไปหยุดการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกไม่ดีบางส่วน และเร็วๆ นี้ ทีมวิจัยของ Gil Yosipovitch ก็ค้นพบเพิ่มเติมอีกว่า ความรุนแรงของการคันและความสนุกของการเกานั้นขึ้นอยู่กับส่วนของร่างกายที่คันด้วย

การทดลองใช้อาสาสมัคร 18 คน นักวิจัยจะเอาขนของต้นหมามุ่ยไปถูบริเวณต่างๆ ของร่างกายอาสาสมัคร ได้แก่ ข้อเท้า หลัง ปลายแขน เป็นเวลา 45 วินาที จากนั้นก็ถามความรู้สึกของอาสาสมัครว่ารู้สึกคันอยากจะเกามากขนาดไหนและหลังจากที่ได้เกา รู้สึกดีขนาดไหน

ผลปรากฏว่า ความคันตรงข้อเท้าและหลังมีความรุนแรงมากกว่าที่ปลายแขน และขณะที่เกา ความรู้สึกคันตรงปลายแขนก็ลดลงน้อยกว่าความคันตรงข้อเท้าและหลังด้วย นอกจากนี้นักวิจัยยังพบอีกว่าความรู้สึกดีที่เกิดจากการเกาตรงข้อเท้าคงอยู่ได้นานที่สุด

สำหรับบางคน การคันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อนกวางหรือโรคภาวะไตล้มเหลวที่มีอาการคันเรื้อรัง หากอาการหนักมาก ผู้ป่วยจะคันจนไม่สามารถข่มตาหลับได้ ยิ่งเรารู้เรื่องเกี่ยวกับอาการคันมากเท่าไร โอกาสในการบรรเทาอาการคันให้ผู้ป่วยก็ยิ่งเปิดกว้างมากขึ้นเท่านั้น

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Dermatology DOI: 10.1111/j.1365-2133.2012.10826.x

ที่มา - Medical Xpress

นักวิจัยไข้หวัดนก "เว้นวรรค" งานวิจัยสองเดือน

ต่อเนื่องจากข่าวเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว "รัฐบาลสหรัฐอเมริกาขอร้องให้นักวิทยาศาสตร์เซ็นเซอร์งานวิจัยไวรัสไข้หวัดนก" ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2012 นักวิจัยที่เกี่ยวข้องรวม 39 คนได้ลงนามร่วมกันใน 'จดหมาย' ว่าจะหยุดงานวิจัยทั้งหมดเกี่ยวกับไข้หวัดนกกลายพันธุ์ที่กำลังเป็นปัญหาชั่วคราว 60 วัน เพื่อให้ชุมชนวิทยาศาสตร์ถกเถียงประเด็นปัญหานี้อย่างรอบด้าน

ย้อนเรื่องราวโดยย่อกันสักนิด

งานวิจัยต้นตอของปัญหานี้มีสองชิ้นจากทีมนักวิจัยสองทีมจาก Erasmus Medical Center ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และจาก University of Wisconsin ของสหรัฐอเมริกา งานวิจัยทั้งสองส่งไปยังวารสาร Science และ Nature ตามลำดับ

งานของทั้งสองเป็นการศึกษาไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 นักวิจัยได้ทดลองดัดแปลงพันธุกรรมของไวรัส และพบว่าไวรัสที่ถูกดัดแปลงสามารถแพร่กระจายในสัตว์ทดลองได้ดีขึ้น และดูเหมือนจะเป็นการแพร่ทางอากาศด้วย (ในที่นี้สัตว์ทดลอง คือ ตัวเฟอร์เร็ต ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง)

National Science Advisory Board for Biosecurity (NSABB) ได้ทำเรื่องแจ้งในลักษณะขอร้อง (แกมบังคับ) ส่งไปยังวารสารให้นักวิทยาศาสตร์ตัดรายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัยไวรัสไข้หวัดนกบางส่วนออก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทดลองไปสร้างอาวุธชีวภาพ

จนถึงขณะนี้งานวิจัยทั้งสองก็ยังไม่ได้ตีพิมพ์ และก็ไม่มีใครรู้ว่ากองบรรณาธิการของ Nature กับ Science จะเอายังไงต่อไป

การอดนอนทำให้สมองเราคาดหวังอาหารแรงขึ้น

เรื่องที่คนอดนอนมักรู้สึกหิวมากกว่าคนอื่นอันนี้เป็นสิ่งที่เรารู้กันมานานพอควรแล้ว งานวิจัยชิ้นก่อนหน้านี้ของ Christian Benedict และ Helgi Schiöth แห่ง Uppsala University ก็แสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างที่อดนอนมาทั้งคืนรายงานว่าตัวเองรู้สึกหิวมากกว่าปกติ

แต่งานวิจัยไม่จบแค่นั้น ล่าสุด Christian Benedict และ Helgi Schiöth ได้ศึกษาต่อจากงานวิจัยเดิมของพวกเขาเพื่อที่จะดูว่าความหิวที่เพิ่มขึ้นจากการอดนอนเป็นผลมาจากการทำงานของสมองส่วนไหนบ้าง

การทดลองใช้กลุ่มตัวอย่างชายสุขภาพดี 12 คน ตอนแรกให้กลุ่มตัวอย่างอดนอนทั้งคืนก่อน พอถึงเช้าก็ใช้เทคนิค fMRI (functional magnetic resonance imaging) ถ่ายภาพการทำงานของสมองชณะที่กลุ่มตัวอย่างดูรูปอาหาร ส่วนในอีกคืนก็ให้กลุ่มตัวอย่างได้นอนเต็มที่ทั้งคืนตามปกติ แล้วค่อยถ่ายภาพ fMRI ตอนดูรูป

ผลการทดลองปรากฏว่า เมื่อเจอรูปอาหาร สมองส่วนที่เรียกว่า "Anterior cingulate cortex" ของกลุ่มตัวอย่างที่อดนอนมีการกระตุ้นมากกว่าปกติ (วันที่ไม่ได้อดนอน) สมองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับการคาดหวังรางวัล, การตัดสินใจ, และอารมณ์

ที่น่าแปลกคือ เมื่อวัดระดับกลูโคสในเลือด ก็พบว่าการอดนอนไม่ได้ทำให้ระดับกลูโคสแตกต่างจาการคืนที่ได้นอนเต็มที่อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งๆ ที่กลุ่มตัวอย่างรายงานว่าการอดนอนทำให้ตนเองรู้สึกหิวกว่าคืนที่ได้นอนเต็มอิ่ม

สรุปคือ การอดนอนทำให้เรามีความรู้สึกว่าคาดหวัง "รางวัล" จากการกินอาหารแรงขึ้น แม้ว่าร่างกายเราจะไม่ได้ขาดพลังงาน ซึ่งตรงนี้ก็คงพอจะอธิบายได้ว่าทำไมคนที่อดนอนถึงได้รู้สึกว่าตนเองหิวกว่าปกติ

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism DOI: 10.1210/jc.2011-2759

ที่มา - Science Daily

พบฮอร์โมนชนิดใหม่ "Irisin" แค่ฉีดก็สลายไขมันได้เหมือนออกกำลังกาย

ไม่ต้องบอกก็คงรู้กันอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายมีผลดีต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น ทีมวิจัยที่นำโดย Bruce Spiegelman แห่ง Dana-Farber Cancer Institute และ Harvard Medical School ค้นพบว่า เมื่อออกกำลังกาย เซลล์กล้ามเนื้อจะมีการหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมา และดูเหมือนว่าสารตัวนี้จะเป็นความหวังใหม่สำหรับคนอีกหลายคน

ก่อนหน้านี้ Bruce Spiegelman ได้ศึกษาการทำงานของกล้ามเนื้อที่ผ่านการออกกำลังกายมา เขาพบว่าโปรตีนตัวหนึ่งที่ชื่อว่า PGC1-α กระตุ้นการทำงานหลายอย่างเซลล์กล้ามเนื้อและเป็นผลให้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเมตาบอลิซึม ในงานวิจัยครั้งใหม่ Bruce Spiegelman จึงมุ่งความสนใจไปที่ PGC1-α ว่ามันมีกลไกลในการทำงานอย่างไร

จากการศึกษาในคนและหนู นักวิจัยพบว่า PGC1-α ไปควบคุมให้เซลล์กล้ามเนื้อหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อนเพราะว่าโมเลกุลของฮอร์โมนซ่อนอยู่ในโมเลกุลของสารอื่นที่มีความซับซ้อน ฮอร์โมนชนิดใหม่นี้ได้ชื่อว่า "Irisin" ในร่างกายของหนูที่ออกกำลังวิ่งบนจักรเป็นประจำนาน 3 สัปดาห์และร่างกายของคนที่ออกกำลังประจำนาน 10 สัปดาห์มีระดับฮอร์โมน Irisin สูงขึ้นกว่าเดิม

[18+] หนุ่มอิหร่านโด่ไม่รู้ล้มหลังจากสักอวัยวะเพศ

priapism คือสภาวะที่อวัยวะเพศแข็งตัวต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างต่ำ 4 ชั่วโมงทั้งที่ไม่ได้รับการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ สาเหตุของอาการนี้มีหลากหลายมาก เช่น บาดแผล, โรคลูคีเมีย, โรคธาลัสซีเมีย, โรคเลือดจาง sickle cell, การติดเชื้อในทางเดินปัสสารวะ ฯลฯ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดทรมาน ถือเป็นอาการฉุกเฉินที่ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับหนุ่มชาวอิหร่านวัย 21 ปีรายหนึ่งนับเป็นเรื่องแปลกใหม่ในวงการแพทย์ เพราะเขามีอาการ priapism หลังจากการสักที่อวัยวะเพศ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการรายงานกรณีอะไรแบบนี้มาก่อน

เหล้าจ๋า... ดื่มสุราทำให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข

ทีมวิจัยจาก Ernest Gallo Clinic และ University of California, San Francisco พบเป็นครั้งแรกว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลมีผลทำให้สมองหลั่งเอนดอร์ฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา

แม้จะมีการสันนิษฐานมานานนับทศวรรษแล้วว่าสมองสัตว์มีการหลั่งเอนดอร์ฟินเมื่อได้ดื่มแอลกอฮอล แต่การศึกษาในมนุษย์ก็ไม่ใช่ว่าจะทำกันง่ายๆ ทีมวิจัยในข่าวนี้ใช้วิธีการพิเศษที่เรียกว่า positron emission tomography (PET)

ผลวิจัยชี้คลอโรฟิลล์ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐโอเรกอนพบว่าคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) และคลอโรฟิลิน (chorophyllin) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของคลอโรฟิลล์มีผลป้องกันการเกิดมะเร็งได้...อย่างน้อยก็ในปลา

พวกเขาทดลองกับปลา rainbow trout จำนวน 12,360 ตัว โดยการให้คลอโรฟิลล์ควบคู่กับสารก่อมะเร็ง (ในที่นี้คือ dibenzo(def,p)chrysene) ที่ระดับความเข้มข้นต่างๆ ผลปรากฏว่าที่ระดับความเข้มข้นของสารก่อมะเร็งปานกลาง ปลาที่ได้รับคลอโรฟิลล์เกิดเนื้องอกในตับน้อยกว่าปลาที่ไม่ได้รับ 29-64% และเกิดเนื้องอกในกระเพาะน้อยกว่า 24-45%

แต่ว่าที่ระดับความเข้มข้นของสารก่อมะเร็งสูงๆ กลุ่มปลาที่ได้รับคลอโรฟิลล์กลับมีอัตราการเกิดเนื้องอกสูงกว่า

การทดลองเกี่ยวกับผลกระทบของคลอโรฟิลล์ต่อการเกิดมะเร็งเป็นสิ่งที่หาความแน่นอนแทบไม่ได้เลย บางงานวิจัยก็บอกว่ามี บางอันก็ไม่พบอะไร การทดลองในข่าวนี้ก็ค่อนข้างแปลกกว่างานวิจัยอื่นตรงที่นักวิจัยใช้ปลามาเป็นสัตว์ทดลองแทนหนู

เหตุผลที่นักวิจัยเลือกใช้ปลาก็เนื่องมาจากความสะดวกในการทดลองกับสัตว์ปริมาณมาก หากทำกับหนูทดลอง อย่างมากพวกเขาก็มีหนูให้ทดลองเป็นหลักสิบ แต่การทำกับปลา พวกเขาสามารถศึกษาผลของกลุ่มตัวอย่างเป็นหมื่นๆ ได้

อีกอย่างการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าคลอโรฟิลล์มีผลที่ความเข้มข้นของสารก่อมะเร็งปานกลาง ซึ่งดูแล้วเป็นระดับความเข้มข้นที่เราพบในชีวิตประจำวัน ขณะที่การทดลองทั่วไปมักเน้นไปที่ความเข้มข้นระดับสูงๆ ไปเลย บางทีก็สูงจนไม่น่าจะเป็นไปได้ในชีวิตจริง

จากที่สังเกตได้ในการทดลอง นักวิจัยพบว่ากลไกในการป้องกันมะเร็งของคลอโรฟิลล์นั้นน่าจะเป็นกลไกง่ายๆ นั่นคือ โมเลกุลของคลอโรฟิลล์เข้าไปจับกับสารก่อมะเร็ง ทำให้มันหมดฤทธิ์และถูกขับถ่ายออกจากร่างกายไปตามธรรมชาติ

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Food and Chemical Toxicology doi: 10.1016/j.fct.2011.10.065

อย่างไรก็ตาม หากอยากได้ผลดีของคลอโรฟิลล์ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปซื้อยากระปุกราคาเป็นพันจาก MLM ที่ไหน แค่กินผักใบเขียวเป็นประจำ เราก็ได้รับคลอโรฟิลล์เต็มที่แล้ว แถมยังทั้งอร่อยกว่า ถูกกว่า และดีกว่าด้วย

ที่มา - Science Daily

Syndicate content