Health

ใช้อนุภาคนาโนในการรักษามะเร็ง

10
vote

นักวิทยศาสตร์จาก Georgia Tech ได้พัฒนาวิธีการรักษามะเร็งแนวใหม่ โดยการใช้อนุภาคนาโนที่มีคุณสมบัติของแม่เหล็ก ในการจับเซลล์มะเร็งและนำพาออกไปนอกร่างกาย วิธีการนี้ประสบความสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการ และกำลังจะมีการทดสอบในระดับที่สูงขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ใน Journal of the American Chemical Society

นักวิจัยเริ่มทำการทดสอบวิธีการรักษานี้ในหนู หลังจากที่ให้เซลล์มะเร็งในหนู ซึ่งเมื่อนักวิจัยใช้คุณสมบัติของแม่เหล็กในการบังคับให้อนุภาคนาโนดึงเซลล์มะเร็งออกมาบริเวณช่องท้องได้สำเร็จ

นักวิจัยกล่าวว่า ถ้าวิธีการนี้ผ่านการทดสอบในคน ก็จะถือเป็นความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง แทนการใช้แอนติบอดี้ในการรักษาเพียงลำพัง

ที่มา - Physorg

เพศมีผลกระทบต่อการปลูกถ่ายอวัยวะ

17
vote

นักวิจัยชาวสวิสเซอแลนด์ พบว่าในการผ่าตัดปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ 200,000 ครั้ง โอกาสที่จะล้มเหลวเพิ่มขึ้น 8% เมื่อมีการผ่าตัดเปลี่ยนไตในผู้หญิง โดยไตที่ได้รับบริจาคนั้นมาจากผู้ชาย

นักเขียนในนิตยสารทางการแพทย์ The Lancet กล่าวว่า ในอนาคต การปลูกถ่ายอวัยวะควรทำในคนเพศเดียวกัน

แนวคิดเรื่อง “เพศ” ของผู้บริจาคเนื้อเยื่อ ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ได้รับบริจาค ไม่ใช่เรื่องใหม่

ในการปลูกถ่าย stem cell ผู้ชายที่ได้รับเซลล์มาจากผู้หญิง ก็จะมีความเสี่ยงในการปฏิเสธเนื้อเยื่อของผู้บริจาค (graft-versus-host disease)

อย่างไรก็ตาม ยังมีการถกเถียงถึงประเด็นเรื่อง เพศ ที่ส่งผลต่อการปลูกถ่ายอวัยวะ นี้อย่างหลากหลาย สามารถติดตามอ่านได้ใน BBC Health

ดื่มกาแฟช่วยป้องกันโรค Multiple sclerosis

25
vote

ผลจากการศึกษาชิ้นล่าสุดโดยนักวิทยาศาสตร์จาก Oklahoma Medical Research Foundation ได้ค้นพบว่า การดื่มกาแฟทุกวัน อาจะช่วยป้องกันอาการของโรค มัลติเพิล สเกลอโรซิส (Multiple Sclerosis หรือ MS)

นักวิจัยพบว่า หากให้คาเฟอีนกับหนู ปริมาณเทียบเท่ากับกาแฟขนาด 6-8 แก้วต่อวัน จะทำให้หนูทดลองไม่เกิดอาการของโรคแต่อย่างใด การค้นพบดังกล่าวอาจเป็นหนทางใหม่ ในการป้องกันและรักษาอาการของโรคดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตามหัวหน้าทีมวิจัยออกมาเตือนว่า งานวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น นักวิจัยยังต้องการข้อมูลอีกมาก เช่น ข้อมูลของปริมาณคาเฟอีนที่ร่างกายได้รับกับผลกระทบต่อโรค เป็นต้น

สำหรับใครที่สงสัยว่าเจ้าโรค มัลติเพิล สเกลอโรซิส มันคืออะไร สามารถไปดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ เอ็มเอสไทย

ที่มา - Physorg

ดื่มกาแฟลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ

22
vote

นักวิจัยจามหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของการดื่มกาแฟและ GGT ซีรัม กับความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งตับ โดยนักวิจัยได้ศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชาวฟินแลนด์จำนวนกว่า 60,323 คน และมีอายุระหว่าง 25 ถึง 74 ปี ไม่มีประวัติการเป็นมะเร็ง โดยทำการสำรวจตั้งแต่ปี 1972 และ ปี 2002 ถึงปี 2006

ผู้เข้ารับการทดสอบ จะต้องตอบคำถามว่าดื่มกาแฟวันละกี่แก้ว โดยจะแบ่งตั้งแต่ 0-1 แก้ว, 2-3 แก้ว, 4-5 แก้ว, 6-7 แก้ว และ 8 แก้วหรือมากกว่า ซึ่งหลังจากการติดตามผลค่ามัธยฐานเป็นเวลา 19.3 ปี พบว่าผู้เข้าร่วมทดสอบเพียงแค่ 128 คน เท่านั้นที่เป็นมะเร็งตับ

นักวิจัยพบความสัมพันธ์แบบผกผัน ระหว่างปริมาณการดื่มกาแฟและโอกาสที่จะเกิดมะเร็งตับแบบปฐมภูมิ (คือมะเร็งที่ไม่ได้แพร่มาจากส่วนอื่น)โดยมีอัตราส่วนความเสี่ยงหลายตัวแปรของผู้ที่ดื่มกาแฟมากกว่า โดยมีรูปแบบของข้อมูลคือ 1.00, ถึง .66, ถึง .44, ถึัง .38, ถึง .32 ตามลำดับ ซึ่งกลไกความสัมพันธ์ดังกล่าว ยังคงสร้างปริศนาให้แก่นักวิทยาศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ นักวิจัยยังค้นพบอีกว่า ปริมาณ GGT ซีรัม จะมีความสัมพันธ์กับโอกาสในการเป็นมะเร็ง ยิ่งปริมาณ GGT สูง ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น แต่สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟ โอกาสในการเป็นมะเร็งตับจะลดลง ไม่ว่าจะมีปริมาณ GGT สูงขึ้นหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นเหตุผลในการพิสูจน์ว่า การดื่มกาแฟสามารถช่วยลดการเป็นมะเร็งตับได้จริง

ที่มา - Physorg

ลิงสามารถควบคุมแขนหุ่นยนต์ผ่านสมองได้

42
vote

รายงานผลการวิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก นำทีมวิจัยโดนนายแอนดรูว์ ชวาทซ์ (Andrew Schwartz) ศึกษาระบบประสาทการควบคุมกล้ามเนื้อ โดยสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูกสันหลังได้

โดยงานวิจัยดังกล่าว ทำการทดลองโดยให้ลิงนั่งบนเก้าอี้ ซึ่งมัดแขนไว้ในท่าที่สบาย เพื่อป้องกันมิให้มีการเคลื่อนไหว จากนั้นทำการต่อเซนเซอร์ตรวจคลื่นไฟฟ้าขนาดเล็ก จากส่วนของสมองซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อแขนของลิง กับคอมพิวเตอร์ที่ซึ่งควบคุมการทำงานของแขนกลอีกทีหนึ่ง โดยใช้เวลา 3 วันในการฝึกฝนลิงให้สามารถควบคุมแขนหุ่นยนต์ได้ พบว่าลิงสามารถบังคับแขนกลเพื่อให้ได้ตามที่ต้องการ โดยทดลองให้หยิบอาหารได้แก่ มาชเมโลว์ แอปเปิ้ล หรือผลส้ม มาป้อนให้ตัวเองได้ตามต้องการโดยใช้แขนหุ่นยนต์แทนแขนตัวเอง

ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเทคโนโลยีในการช่วยผู้พิการ และผู้ป่วยซึ่งมีระบบประสาทสั่งการที่สมบูรณ์ แต่ขาดอวัยวะหรือกล้ามเนื้อพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้กลับมามีชีวิตที่สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง สามารถช่วยเหลือตนเอง ควบคุมแขนหุ่นยนต์ตามการสั่งงานของระบบประสาท ได้เสมือนเป็นอวัยวะของตน

ที่มา - PCWorld.COM

ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยแสง

49
vote

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า (Osaka University) ประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาเครื่องกระตุ้นหัวใจที่ใชัแสง ในการควบคุมจังหวะการเต้นของเซลล์หัวใจ งานวิจัยชิ้นนี้ ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Optics Express

การทำงานของเครื่องมือดังกล่าว ทำได้โดยการปล่อยแสงเลเซอร์ ที่มีพลังงานสูงผ่านเซลล์หัวใจในช่วงเวลาอันสั้น ทำให้เซลล์ปล่อยประจุของแคลเซียมออกมาภายในเซลล์ ปฏิกิริยาดังกล่าว ทำให้เซลล์เกิดการหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้สามารถกระตุ้นหัวใจได้

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือดังกล่าวอยู่ในระดับการทดลองในห้องวิจัยเท่านั้น เนื่องจากการใช้แสงเลเซอร์นานเกินไปเพียง 1 ในล้านล้านวินาที ก็ทำให้หัวใจเสียหายถาวรได้ ซึ่งปัญหาตรงนี้ยังเป็นข้อจำกัดที่สำคัญ สำหรับการนำไปประยุกต์ใช้งานจริง

ที่มา - e! Science News

นักวิจัยทำแผนที่การขนส่งธาตุเหล็กของโปรตีน

44
vote

นักวิทยาศาสตร์ จากภาควิชาเคมีและชีวเคมีมหาวิทยาลัยมอนทานา สเตท (Montana State University)ได้ตีพิมพ์งานวิจัย ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผู้คนที่ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับธาตุเหล็ก

งานวิจัยดังกล่าว ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Proceedings of National Academy of Science โดยเป็นผลงานร่วมกันระหว่าง Martin Lawrence และ Anoop Sendamarai ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ โปรตีน Steap3 โปรตีนตัวนี้มีความสำคัญ ในการควบคุมการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกาย

จากผลการศึกษา การทำแผนที่สามมิติของโครงสร้างอะตอม ที่มาประกอบเป็นโปรตีน Steap3 ทำให้เภสัชกรมีความหวังในการออกแบบยา ที่ใช้ควบคุมระดับของธาตุเหล็กในกระแสเลือด

ธาตุเหล็กมีความจำเป็น สำหรับการทำงานหลายอย่างในกระแสเลือด เป็นพาหนะในการบรรทุกออกซิเจน, ขนส่งอิเล็กตรอนภายในเซลล์ และเป็นกลไกสำคัญสำหรับระบบเอนไซม์ในร่างกาย

หากร่างกายขาดธาตุเหล็ก ก็จะส่งผลให้เป็นโรคโลหิตจาง ซึ่งจากการประมาณการ โรคโลหิตจางส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านคนทั่วโลก และยังส่งผลกระทบไปต่อการพัฒนาร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน

ในทางกลับกัน ถ้าหากร่างกายได้รับธาตุเหล็กมากเกินไป จะทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า hemochromatosis ซึ่งจะทำให้มีการปล่อยอนุมูลอิสระออกมาทำร้ายร่างกาย ซึ่งโรคดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 300 คน โดยเฉพาะบุคคลที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวยุโรปตอนเหนือ

ในปัจจุบัน เรายังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด ว่าทำไมบางคนถึงมีปริมาณธาตุเหล็ก มากหรือน้อยเกินไป

เพื่อที่จะให้เข้าใจถึงบทบาทของโปรตีน Steap3 นักวิจัยต้องนำตัวอย่างที่ได้มาทำให้บริสุทธิ์ และทำให้อยู่ในรูปของผลึก

โครงสร้างผลึกที่ได้ จะนำมาทำเป็นเป็นโครงร่างแผนที่ ซึ่งจากแผนที่ที่ได้ ทำให้บริษัทยา สามารถออกแบบยารักษาอาการดังกล่าวได้

ที่มา - Physorg

คณิตศาสตร์ช่วยสังเกตการนอนหลับ

54
vote

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ (University of Queensland) ได้พัฒนาวิธีการวัด รูปแบบของการหายใจของเด็กทารกขึ้นมาใหม่ และสามารถนำไปใช้กับผู้ใหญ่ไ้ด้ด้วย

นักศึกษาระดับปริญญาเอก Philip Terrill ได้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ซึ่งอยู่บนพื้นฐาน ของทฤษฏีความยุ่งเหยิง (Chaos Theory) โดยข้อมูลที่จะนำมาใ้ช้ในการคำนวน จะได้มาจกอุปกรณ์การวัด ซึ่งติดตั้งอยู่รอบหน้าอกของเด็กทารกที่ทำการวัด

วิธีการสังเกตการนอนหลับในปัจจุบัน จะต้องให้เด็กอยู่ในห้องที่กำหนด โดยมีอุปกร์พิเศษ, มีพยาบาล, หมอ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ ในการสังเกต

การพัฒนาแบบจำลองดังกล่าว สามารถช่วยให้มีการพัฒนา ระบบสังเกตการนอนหลับแบบอัตโนมัติ ซึ่งน่าจะมีราคาถูกและสะดวกกว่าิวิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ที่มา - EurekAlet

เพิ่มความฉลาด โดยการดูดนมจากเต้า

46
vote

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย McGill ได้ทำการศึกษาว่าการให้นมแน่แก่เด็กทารก มีผลต่อการพัฒนาการของตัวเด็กอย่างไร ซึ่งผลกจากกลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวนมาก ก็พบความสัมพันธุ์ ระหว่างการพัฒนาการทางด้านสติปัญญา กับระยะเวลาที่ลูกมีโอกาสได้ดูดนมจากแม่

จากผลการศึกษาดังจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 14,000 คน เป็นเวลากว่า 6 ปี ทำให้ ดร. Michael Kramer ได้้ข้อสรุปที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน ว่า ยิ่งแม่ให้ลูกดูดนมเป็นเวลานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เด็กฉลาดขึ้นเท่าั้นั้น

วิธีการประเมินผล ที่ทีมวิจัยกลุ่มนี้ใช้ ก็ได้แก่ การทำข้อสอบวัดไอคิว และการให้คะแนนความสามารถด้านการเขียน, อ่าน, คณิตศาสตร์ จากบรรดาอาจารย์ที่ทำการสอน ซึ่งจากผลลัพธ์ได้ แสดงให้เห็นว่า เด็กที่ดูดนมแม่เป็นระยะเวลานานกว่า ก็จะมีสติปัญญาที่สูงกว่าเด็กทั่วไป

ที่มา - EurekAlert

ทำไมเชื้อกาฬโรคถึงร้ายแรง ?

58
vote

กาฬโรค ถือเป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์เราเคยรู้จักกันมา ตลอดอารยธรรมอันยาวนานของมนุษย์ กาฬโรคได้คร่าชีวิตผู้คนรวมกันแล้วกว่า 200 ล้านคน โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่เลือกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าใครก็ตามที่ติดโรคดังกล่าว ก็สามารถล้มหายตายจากได้ทั้งสิ้น

กาฬโรค เป็นโรคระบาดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ ได้สงสัยมานาน ว่าทำไมเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว ถึงได้ีมีพิษสงในการทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้รุนแรงขนาดนี้

งานวิจัยชิ้นล่าสุดของศาสตราจารย์ Brubaker จากมหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago) ที่ได้ัรับการตีพิมพ์ในวารสาร Microbiology ฉบับเดือนพฤษภาคม ได้อธิบายกลไก การทำให้เกิดกาฬโรคของเชื้อ Y.pestis อย่างละเอียด

Y.pestis ต้องการแคลเซียม และอุณหภูมิในร่างกายของมนุษย์ ในการเจริญเติบโต เมื่ออยู่ในสภาวะที่ขาดแคลเซียม มันก็จะสร้างกรดอะมิโนที่เชื่อ aspartic ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อมันอยู่ในร่างกายมนุษย์ จำนวนกรด aspartic ที่มันผลิตออกมา ก็จะมีมากเกินกว่าร่างกายของผู้ติดเชื้อจะรับไหว ซึ่งจะทำให้ร่างกายผู้ติดเชื้อขาดสมดุลย์ของกรดอะมิโน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

ที่มา - EurekAlert

Syndicate content