Children

ดาวเทียมแฝดสำรวจดวงจันทร์ของ NASA ได้ชื่อใหม่: Ebb กับ Flow

เดิมทีดาวเทียมแฝดที่ NASA ส่งขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์นั้นมีชื่อชั่วคราวว่า GRAIL-A และ GRAIL-B ตามชื่อของภารกิจ GRAIL (Gravity Recovery And Interior Laboratory) ชื่อแบบนี้ฟังดูแล้วไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร NASA จึงเปิดโอกาสให้เด็กประถมจากโรงเรียนทั่วสหรัฐอเมริกาเสนอชื่อเข้ามาประกวดคัดเลือกซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม แม้แต่โรงเรียนในเปอร์โตริโก้ยังส่งชื่อเข้ามาร่วมเลย

และชื่อที่ชนะได้รับเลือกก็คือ "Ebb" กับ "Flow" ซึ่งส่งมาจากชั้น ป. 4 ของโรงเรียน Emily Dickinson Elementary School ในรัฐมอนทานา

ชื่อคู่นี้ชนะการประกวดเพราะเป็นชื่อที่สื่อถึงหน้าที่ภารกิจของดาวเทียมแฝดได้ตรงและเรียบง่ายที่สุด หน้าที่ของดาวเทียม GRAIL หรือที่เรียกในชื่อใหม่ว่า Ebb กับ Flow คือขึ้นไปสำรวจทำแผนที่ภาพสนามโน้มถ่วงของดวงจันทร์ ("Ebb and Flow" มีความหมายถึงน้ำขึ้น-น้ำลงซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากแรงโน้มถ่วงที่ดวงจันทร์กระทำต่อน้ำบนโลก)

Ebb กับ Flow ถูกยิงขึ้นจากพื้นโลกไปตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน 2011 และเข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2011 และ 1 มกราคม 2012 ตามลำดับ

รางวัลที่เด็กนักเรียนจาก Emily Dickinson Elementary School จะได้รับ คือ เกียรติในการเลือกว่าจะให้ Ebb กับ Flow ถ่ายภาพดวงจันทร์จุดไหนเป็นจุดแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ MoonKAM (Moon Knowledge Acquired by Middle school students) ของ NASA

โครงการ MoonKAM จะเปิดให้เด็กนักเรียนเสนอเข้ามาว่าจะให้ดาวเทียมแฝดถ่ายรูปอะไรที่ไหนบ้าง ตอนนี้มีโรงเรียนเกือบ 2,000 แห่งเข้าร่วมในโครงการ MoonKAM แล้ว

ที่มา - NASA's GRAIL Mission News, Discovery News

เด็กส่วนใหญ่ชอบวิทยาศาสตร์ แต่ไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์

ทีมวิจัย ASPIRES ที่นำโดย ศ. Louise Archer แห่ง King’s College London ได้รายงานผลการศึกษาสำรวจความเห็นของเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา 9,000 คน และสัมภาษณ์ผู้ปกครองอีกกว่า 170 คนเกี่ยวกับทัศนคติที่มีต่อวิทยาศาสตร์, นักวิทยาศาสตร์, และอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสายวิทยาศาสตร์ (หรือที่เรียกรวมๆ ว่า STEM ย่อมาจาก Science, Technology, Engineering and Mathematics)

ผลการศึกษาระบุออกมาว่าเด็กวัย 10-11 ปีส่วนใหญ่ชอบและสนใจในวิทยาศาสตร์ เด็กๆ มีทัศนคติต่อนักวิทยาศาสตร์ในทางบวก ผู้ปกครองก็เช่นเดียวกัน ครอบครัวส่วนใหญ่ยังสนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในยามว่างอีกด้วยเพราะเห็นว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศและสังคม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทัศนคติที่ดีกลับทำให้เด็กส่วนใหญ่ไม่อยากที่จะประกอบอาชีพนักวิทยาศาสตร์เมื่อโตขึ้น มีเพียง 17% เท่านั้นที่ตอบว่าอยากมีอาชีพเป็นนักวิทยาศาสตร์ เด็กๆ มีความรู้สึกว่านักวิทยาศาสตร์เป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนเก่งๆ ไม่ใช่พื้นที่ที่พวกเขาจะเข้าไปได้ นอกจากนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็เห็นว่าอาชีพที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มีทางเลือกน้อยและทำรายได้ไม่มาก เป็นได้แค่แพทย์, นักวิจัย, หรือครูสอนวิทยาศาสตร์ ครอบครัวจึงอยากเห็นเด็กประกอบอาชีพอื่นที่มีอนาคตมากกว่า

เรื่องทัศนคติของเพศและเชื้อชาติก็มีผลอย่างมาก ผู้ปกครองและเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ยังคงคิดว่าอาชีพนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่อาชีพของผู้หญิง ในมุมมองของผู้ปกครองส่วนใหญ่ วิทยาศาสตร์ควรเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็กผู้ชาย และผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่มองคนในวงการนักวิทยาศาสตร์มีแต่ชาวตะวันตกผิวขาวเพศชาย คนเชื้อชาติอื่นๆ เป็นเพียงส่วนน้อยที่ไม่มีบทบาทสำคัญ

เมื่อเอาผลสำรวจที่ติดตามต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปีมาเทียบดูแนวโน้ม ก็พบว่าในช่วงวัย 10-14 ปี เด็กๆ มีทัศนคติในทางบวกต่อวิทยาศาสตร์ลดลง เป็นไปได้ว่าในช่วงนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อมุมมองของเด็กๆ ในการเลือกประกอบอาชีพสายวิทยาศาสตร์

แม้ว่านี่จะเป็นผลสำรวจจากสหราชอาณาจักร แต่ผมว่าสถานการณ์ในที่อื่นๆ ก็คงไม่ต่างกันมากนัก ผมเองก็สงสัยมานานแล้วว่าทั้งที่ทุกคนชื่นชมวิทยาศาสตร์ แต่ทำไมมีคนอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์น้อยจัง

ที่มา - PhysOrg

[ประชาสัมพันธ์] กระทรวงวิทย์ฯ จัดงานวันเด็ก "ถนนสายวิทยาศาสตร์" ปี 2555

เป็นธรรมเนียมกันไปแล้วสำหรับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะจัดงานวันเด็กอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี สำหรับวันเด็ก พ.ศ. 2555 นี้ ชื่อของงานยังคงเป็น "ถนนสายวิทยาศาสตร์" (Science Avenue) เช่นเดียวกับในปีที่แล้ว แต่ปีนี้จะมีการยกระดับรูปแบบขึ้นไปอีกให้เป็น "Science Carnival" เปลี่ยนให้ถนนโยธีกลายเป็นสวนสนุกวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ

ลูกคนโง่กว่าลูกชิมแปนซี?... พื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์

แม้เราจะถือว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ฉลาดที่สุดบนโลกนี้ แต่การศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2005 ของ Victoria Horner และ Andrew Whiten แห่ง University of St Andrews กลับแสดงให้เห็นว่าลูกลิงชิมแปนซีทำพฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนจะฉลาดกว่าเด็กของเผ่าพันธุ์เรา!

นักวิจัยทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นลูกลิงชิมแปนซีอายุ 2-6 ปี (ชิมแปนซีเจริญเป็นผู้ใหญ่เมื่ออายุ 13-14 ปีสำหรับตัวเมียและ 15-16 ปีสำหรับตัวผู้) และเด็กมนุษย์อายุ 41-59 เดือน (เด็กในการทดลองมีหลากหลายชนชาติปนๆ กันไป) ในการทดลอง นักวิจัยจะเอาลูกอมซ่อนไว้ในกล่องพลาสติกทึบ (ในกรณีของเด็กเป็นสติ๊กเกอร์ที่เอาไปใช้แลกลูกอมอีกที) จากนั้นนักวิจัยก็จะเอาไม้ไปสาธิตวิธีเอาลูกอมออกจากกล่องให้กลุ่มตัวอย่างดู ขั้นตอนที่นักวิจัยสาธิตมีทั้งการเคาะ การเลื่อนสลัก การจิ้ม ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเอาลูกอมออกจากกล่องเลยแม้แต่นิดเดียว ขั้นตอนที่จำเป็นจริงๆ มีแค่การเปิดฝากล่องด้านหน้าแล้วก็เอาไม้เขี่ยลูกอมออกมาเท่านั้น

ผลการทดลองในชั้นนี้ไม่น่าแปลกใจเท่าไร ทั้งลูกลิงและลูกคนเลียนแบบขั้นตอนที่นักวิจัยได้สาธิตให้ดู และก็ทำได้ดีพอๆ กันด้วย

เด็ก IQ สูงมีแนวโน้มหันเข้าหายาเสพย์ติดมากกว่าเด็ก IQ ต่ำ

นักวิจัยชาวอังกฤษสองคน ได้แก่ James White แห่ง Cardiff University และ G. David Betty แห่ง University College London ได้เอาข้อมูลสำรวจที่ทำมาตั้งแต่ปี 1970 มาวิเคราะห์ ในการสำรวจนี้มีการวัด IQ (Intelligence quotient) ของกลุ่มตัวอย่างประมาณ 8,000 คนเมื่อตอนอายุ 5 และ 10 ขวบ จากนั้นก็มีการสำรวจการใช้ยาเสพย์ติดอีกรอบเมื่อกลุ่มตัวอย่างอายุ 16 และ 30 ปี

ผลออกมาว่า เมื่อโตขึ้น เด็กผู้ชายที่เคยได้คะแนน IQ สูงมีแนวโน้มที่จะใช้ยาเสพย์ติดมากกว่าคนที่ได้คะแนน IQ ต่ำถึง 50% ส่วนเด็กผู้หญิงที่ได้ IQ สูงในตอนเด็กมีแนวโน้มมากกว่าถึงหนึ่งเท่าตัว

นักวิจัยคาดว่าสาเหตุที่ทำให้เด็กที่มี IQ สูงหันเข้าหายาเสพย์ติด คงมาจากการที่พวกเขามักจะโดดเด่นกว่าเด็กคนอื่นในห้องเรียน ทำให้ตกเป็นเป้าของการกลั่นแกล้ง ก่อให้เกิดความเครียดจนต้องไปพึ่งยาเสพย์ติดในการระบายอารมณ์ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะคนที่มี IQ สูงมักชอบลองประสบการณ์แปลกใหม่ จึงตกเป็นเหยื่อของยาเสพย์ติดได้ง่าย

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Epidemiology and Community Health (doi:10.1136/jech-2011-200252)

ที่มา - Scientific American

สมองของเกมเมอร์แตกต่างจากคนทั่วไป

ทีมนักวิจัยนานาชาติที่นำโดย Simone Kuhn แห่ง Ghent University ประเทศเบลเยียม ได้ทำการศึกษาโครงสร้างสมองของกลุ่มตัวอย่างอายุ 16 ปี จำนวน 154 คน ค่ามัธยฐานของการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ในกลุ่มตัวอย่างคือ 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ดังนั้นเด็กที่เล่นเกมเกิน 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็จะถูกจัดว่าเป็น "คนที่เล่นเกมบ่อย" (frequent player)

ผลปรากฏว่าสมองของเด็กที่เล่นเกมบ่อยจะมีส่วนของ ventral striatum ใหญ่กว่าเด็กคนอื่น สมองส่วน ventral striatum มีความเกี่ยวข้องกับการคาดหวังความรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้รับรางวัลหรือได้ทำอะไรสนุกๆ เช่น ได้กินอาหารอร่อยๆ, ได้เงิน, เซ๊กส์ เป็นต้น

แม้ว่าในกลุ่มตัวอย่างจะไม่มีเด็กคนไหนถูกจัดว่า "ติดเกมส์" แต่นักวิจัยก็คิดว่าสมอง ventral striatum ที่มีขนาดใหญ่กับความชอบในการเล่นเกมน่าจะมีอะไรสัมพันธ์กัน อาจจะเป็นเพราะการเล่นเกมบ่อยๆ ทำให้ ventral striatum ขยายขนาด หรือ เป็นเพราะเด็กที่มี ventral striatum ใหญ่ชอบเล่นเกมมากกว่าเด็กคนอื่นโดยธรรมชาติก็ได้

นอกจากนี้งานวิจัยหลายชิ้นก็ระบุว่า ventral striatum ของคนที่ติดยาเสพย์ติดก็มีความแตกต่างจากคนทั่วไปเช่นกัน กิจกรรมของสมองส่วน ventral striatum จึงน่าจะเกี่ยวข้องกับอาการเสพย์ติด อย่างไรก็ตาม กลไกความสัมพันธ์ของการติดเกมส์กับสรีรวิทยาของสมองยังไม่แน่ชัดนัก อย่าเพิ่งใจร้อนจับเด็กติดเกมส์ไปเลิกที่ถ้ำกระบอกหละ

ที่มา - BBC News

มีลูกเว้นห่างกันอย่างน้อยสองปี คนน้องจะฉลาดพอๆ กับพี่

ทีมวิจัยที่นำโดย Kasey Buckles และ Elizabeth Munnich แห่งมหาวิทยาลัย Notre Dame ได้สุ่มตัวอย่างจากคนที่เคยทำการสำรวจ National Longitudinal Survey of Youth (NLSY79) ในปี ค.ศ. 1979 แล้วเอาลูกของพวกเขามาทำแบบทดสอบ Peabody Individual Achievement Tests เพื่อดูความสามารถทางคณิตศาสตร์และการอ่านของเด็กตามวัย

ผลปรากฏว่า หากเด็กที่เป็นพี่น้องจากครอบครัวเดียวกันมีอายุห่างกันเกินกว่าสองปีขึ้นไป คะแนนของเด็กทั้งสองจะต่างกันไม่มาก แต่หากพี่น้องคู่ไหนที่อายุห่างกันไม่เกินสองปี คนพี่มักจะทำคะแนนได้ดีกว่าคนน้อง

นักวิจัยเชื่อว่าเหตุผลคงมาจากที่พ่อแม่มักจะทุ่มเทเวลาให้กับลูกคนแรกมากกว่า หากลูกคนที่สองเกิดตามมาเร็วเกินไป พ่อแม่ยังไม่หายเห่อลูกคนโต คนน้องก็จะได้รับการดูแลเอาใจใส่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนพี่ แม้ว่าพ่อแม่จะคิดเองเออเองว่ารักลูกเท่ากันก็ตาม

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Journal of Human Resources

ที่มา - Medical Xpress

งานวิจัยยืนยัน โทรทัศน์ไม่เป็นผลดีต่อเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ

ข้อถกเถียงที่ว่าการใช้โทรทัศน์เป็นสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กเป็นเรื่องดีหรือไม่ แต่เปเปอร์รีวิวงานวิจัยในสายกุมารเวชศาสตร์ก็สร้างข้อสรุปที่บอกได้ง่ายๆ ว่าการดูโทรทัศน์ "ไม่มีผลดี" ต่อพัฒนาการของเด็ก และอาจจะมีผลเสียอีกด้วย

คำถามว่าโทรทัศน์สำหรับเด็กนั้นมีข้อดี (หรือข้อเสีย) หรือไม่เป็นคำถามที่แตกเป็นออกเป็นหลายต่อหลายประเด็น ได้แก่

  • ประเด็นการเรียนรู้ของเด็ก: งานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าเด็กไม่สามารถเข้าใจภาพในจอโทรทัศน์ได้จนกว่าจะอายุเกิน 2 ขวบ ดังนั้นการเปิดโทรทัศให้เด็กก็จะไม่มีข้อดีในแง่การเรียนรู้
  • การพักผ่อน: การเปิดโทรทัศน์ให้เด็กอาจจะทำให้เด็กๆ หลับเร็วขึ้น แต่กลับทำให้การหลับไม่ปรกติ อาจะมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก

รายงานฉบับนี้ยังรวมถึงการเปิดโทรทัศน์โดยที่เด็กไม่ได้เป็นผู้ชมโดยตรงก็อาจจะมีผลต่อเนื่องจากเสียงที่ดึงความสนใจของเด็ก รวมถึงพ่อแม่เองที่จะปฏิสัมพันธ์กับเด็กน้อยลง ซึ่งส่งผลโดยตรงกับพัฒนาการทางภาษา

ส่วนการใช้เวลากับโทรทัศน์ในเด็กอายุมากกว่านั้นจะส่งผลให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่น้อยลงเพราะใช้เวลาหน้าจอโทรทัศน์ ยังไม่มีรายงานว่าเวลาที่เสียไปนี้คุ้มค่ากับการเรียนรู้จากโทรทัศน์หรือไม่ แต่การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ก็สร้างการเรียนรู้ผ่านการพูดคุยหรือฟังผู้ใหญ่คุยกันได้

รายงานฉบับนี้เจาะจงเฉพาะโทรทัศน์ไม่ว่าจะเปิดรายการช่องต่างๆ หรือเปิดแผ่นดีวีดีเท่านั้น ยังไม่มีรายงานถึงการใช้สื่อที่มีปฎิสัมพันธ์กับผู้ใช้เช่นแท็บเล็ตว่าจะส่งผลอย่างไร

ประเทศไทยอาจจะต้องทำงานวิจัยส่วนนี้ในปีหน้า?

ที่มา - ArsTechnica

นมทำให้เด็กชุ่มชื่นมากกว่าน้ำ

ปัญหาที่พบมากสำหรับเด็กที่ชอบเล่นกีฬา คือ การขาดน้ำจากการเสียเหงื่อ ทีมวิจัยที่นำโดย Brian Timmons แห่ง McMaster University ได้ทำการทดลองโดยให้เด็กอายุ 8-10 ปี ออกกำลังกายในห้องควบคุมอุณหภูมิ จากนั้นก็ให้เด็กดื่มเครื่องดื่มสามอย่าง ได้แก่ น้ำเปล่า นม และเครื่องดื่มเกลือแร่

ผลปรากฏว่าร่างกายของเด็กที่ดื่มนมได้รับน้ำชดเชยมากกว่าเด็กที่ดื่มน้ำเปล่าและเครื่องดื่มเกลือแร่ นอกจากนี้โซเดียมในนมยังช่วยชดเชยการสูญเสียเกลือแร่ที่หายไปกับเหงื่อได้ด้วย

Brian Timmons คิดว่าโปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, และอิเล็กโทรไลต์ที่อยู่ในนมน่าจะมีส่วนช่วยให้ร่างกายของเด็กรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ได้ดีมากกว่าน้ำเปล่าๆ หรือแม้แต่เครื่องดื่มเกลือแร่ (ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าน้ำ, น้ำตาล, และโซเดียม)

ผมคิดว่า นอกจากเด็กแล้ว นมก็ยังทำให้ผู้ใหญ่หลายคนชุ่มชื่นได้ด้วย เพียงแต่ว่านมนั้นอาจต้องบรรจุอยู่ในแพ็คเกจสวยๆ หน่อย

ที่มา - Medical Xpress

ความสามารถทางคณิตศาสตร์อาจเป็นพรสวรรค์มาแต่กำเนิด

แม้ว่าจะยังไม่เคยมีรายงานเด็กทารกที่ไหนคาบสูตรคูณหรือไม้บรรทัดมาเกิด แต่งานวิจัยที่นำโดย Melissa Libertus แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ได้ชี้ว่าสัญชาตญาณที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดเป็นตัวแปรอีกตัวที่กำหนดความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเด็กก่อนวัยเรียน

การทดลองของ Melissa Libertus ใช้เด็กอายุ 3-5 ขวบจำนวน 174 คนเป็นกลุ่มตัวอย่าง นักวิจัยวัดระดับของสิ่งที่เรียกว่า Approximate Number System (ANS) ซึ่งเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานในการประเมินจำนวนที่มีอยู่ในมนุษย์และสัตว์อีกหลายชนิด นักวิจัยจะให้เด็กดูภาพบนจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงรูปจุดสีแดงกับสีน้ำเงินจำนวนต่างกันเพียงแวบเดียว (ไม่ให้เด็กนับทัน) จากนั้นก็ให้เดาว่าจุดสีไหนมีมากกว่า เมื่อวัด ANS เสร็จ เด็กก็จะได้ทำแบบทดสอบทางคณิตศาสตร์เบื้องต้นสำหรับเด็ก เช่น แคลคูลัส ตรีโกณมิติ สถิติ ทฤษฎีกราฟ เฮ้ย ไม่ใช่ๆๆๆ

เมื่อเทียบวิเคราะห์โดยตัดปัจจัยของอายุออกไปแล้ว (ANS เพิ่มได้ตามอายุ) เด็กที่มี ANS สูงมีแนวโน้มจะได้คะแนนทดสอบทางคณิตศาสตร์สูงตามไปด้วย ซึ่งแต่ก่อนนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าความสามารถทางคณิตศาสตร์เป็นผลมาจากการเรียนการสอนในโรงเรียนเป็นหลัก ผลการทดลองของเด็กก่อนวัยเรียนอันนี้จึงขัดแย้งกับความเชื่อเดิมพอสมควร

นักวิจัยเชื่อว่า ANS น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่นักวิชาการการศึกษาเรียกกันว่า "number sense" ซึ่งอาจมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่างเข้ามาประกอบ

ที่มา - Discovery News

Syndicate content