Solar System

เกราะป้องกันของระบบสุริยะอาจอ่อนกว่าที่เคยคาด เพราะดวงอาทิตย์แล่นอืดเกินไป

ขณะที่โคจรรอบใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ดวงอาทิตย์ของเราจะเคลื่อนที่ผ่านก๊าซในอวกาศ (interstellar gas) อยู่ตลอดเวลา บางทีก็โดนเศษละอองจากการระเบิดของซุปเปอร์โนวาบ้างอะไรบ้าง ปัจจุบันดวงอาทิตย์ (หรือทั้งระบบสุริยะของเรา) กำลังเคลื่อนที่อยู่ในกลุ่มก๊าซที่เรียกว่า Local Cloud

แต่โชคดีที่ดวงอาทิตย์มีการพ่นอนุภาคออกมาเป็นลมสุริยะ ทำให้เกิดลักษณะของฟองเกราะที่ปกป้องดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ไม่ให้โดนอนุภาครังสีคอสมิกพุ่งชนมากเกินไป โดยเฉพาะอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าจะถูกเป่าออกไปจนเกือบหมด ส่วนอนุภาคที่ไม่มีประจุก็จะเคลื่อนไหลเข้ามาได้บ้าง นักวิทยาศาสตร์เรียกขอบเขตฟองอนุภาคของระบบสุริยะนี้ว่า Heliosphere

ทีมวิจัยที่นำโดย David McComas แห่ง Southwest Research Institute ในซานแอนโตนิโอ รัฐเท็กซัส ได้ใช้ข้อมูลจากยานอวกาศ IBEX ของ NASA มาคำนวณความเร็วของอนุภาคไร้ประจุที่ไหลเข้ามาใน Heliosphere

เวสต้า...ดาวเคราะห์น้อยหรือดาวเคราะห์แคระ?

เวสต้า (Vesta) เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์น้อย (asteroid) ขนาดใหญ่ในแถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid belt) ที่อยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส คำจำกัดความของการเป็นดาวเคราะห์น้อยกับดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) แบบพลูโตนั้นถูกกั้นไว้เพียงเส้นบางๆ และจากภาพถ่ายล่าสุดของเวสต้าที่ส่งมาจากยานอวกาศ Dawn ของ NASA นักดาราศาสตร์ก็เริ่มจะลังเลใจแล้วว่าควรเลื่อนตำแหน่งให้เวสต้าจากดาวเคราะห์น้อยไปเป็นดาวเคราะห์แคระดีหรือไม่

เหตุผลที่เวสต้าได้รับการพิจารณาตำแหน่งใหม่ คือ มันดูเหมือนว่าจะมีหรืออย่างน้อยก็เคยมีการแบ่งแยกเป็นชั้นของเปลือกผิวดาวที่เป็นของแข็งและใจกลางที่เป็นหินหลอมเหลว เหมือนๆ กับดาวเคราะห์ เช่น โลก ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร เป็นต้น แสดงว่ามันน่าจะมีกระบวนการกำเนิดเหมือนกับดาวเคราะห์ มากกว่าจะเกิดมาแบบดาวเคราะห์น้อยอื่นๆ

นักดาราศาสตร์เชื่อว่าเวสต้าถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 4.5 พันล้านปีที่แล้วพร้อมกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะ แรงโน้มถ่วงจากดาวพฤหัสคงเข้ามารบกวนมวลวัตถุในแถบดาวเคราะห์น้อย เวสต้ากับพรรคพวกของมันเลยไม่สามารถเติบโตเป็นดาวเคราะห์เหมือนกับชาวบ้านชาวช่องได้ ตกอับเล็กแกร็นเป็นดาวเคราะห์น้อยกระจัดกระจายอย่างในปัจจุบัน

หากเวสต้าได้เลื่อนตำแหน่งเป็นดาวเคราะห์แคระ ก็จะเป็นการตามรอยรุ่นพี่อย่างเซเรส (Ceres) ที่ได้เป็นดาวเคราะห์แคระไปตั้งแต่ปี 2006 แล้ว

ที่มา - Popular Science

ประวัติศาสตร์การเดินทางรอบกาแล็กซี่ของระบบสุริยะอาจถูกบันทึกไว้ใต้ผิวดวงจันทร์

ในจักรวาลแห่งนี้ เป็นเรื่องปรกติที่ของเล็กๆ จะโคจรรอบของที่ใหญ่กว่า และแม้ว่าดวงอาทิตย์จะใหญ่มากจนโลกเราต้องโคจรรอบมัน แต่มันก็เป็นเพียงแค่ดาวฤกษ์ธรรมดาๆ ที่โคจรไปรอบๆ กาแล็กซี่ทางช้างเผือกอีกต่อหนึ่งเท่านั้น

แต่การโคจรรอบทางช้างเผือกก็ไม่ราบเรียบอย่างที่คิด ระบบสุริยะของเราใช้เวลากว่า 200 ล้านปีในการโคจรครบหนึ่งรอบ (ซึ่งช้ากว่าความเร็วรอบข้างเสียด้วย) ทำให้เราต้องเคลื่อนที่ผ่าน "คลื่น" เมฆเนบิวลาจากแขนกาแล็กซีที่เคลื่อนที่เร็วกว่า ซึ่งบางครั้งเมฆเนบิวลาเหล่านี้ก็มีกิจกรรมที่รุนแรงอย่างการเกิดใหม่และแตกดับของดาวฤกษ์ จนนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มถึงกับตั้งสมมติฐานว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่หลายครั้งมีสาเหตุมาจากรังสีอวกาศเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม การจะพิสูจน์เรื่องนี้คงไม่ง่ายนัก เพราะต่อให้เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริงจนฝังธาตุกัมมันตรังสีไว้ในผิวโลก แต่เพราะผิวโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้การขุดหาหลักฐานบนโลกทำได้ไม่มากเท่าไหร่

หลักฐานหนึ่งที่ "อาจ" บ่งชี้ว่าซูเปอร์โนวาทิ้งหลักฐานไว้คือ iron-60 บนตะกอนดินในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งถ้ามันเกิดจากซูเปอร์โนวาจริง เหตุการณ์นั้นควรจะเกิดในช่วงไม่กี่ล้านปีมานี้เอง

ถึงเช่นนั้นก็อย่าพึ่งหมดหวังกับหลักฐานบนโลกไป เพราะนักดาราศาสตร์ได้ชี้ว่าดวงจันทร์ที่ไร้กิจกรรมบนพื้นผิวมาเนิ่นนานของเรา อาจเก็บบันทึกข้อมูลของธาตุกัมมันตรังสีอย่าง krypton-83 และ xenon-126 ซึ่งเป็นหลักฐานมัดตัวซูเปอร์โนวาอย่างแน่นหน้าไว้ก็ได้ และเราอาจหาประวัติย้อนหลังของมันได้ไกลมาก เมื่อดูในชั้นหินลาวาของดวงจันทร์ที่ดูดซึมรังสีเหล่านี้ได้ดี

นอกจากหลักฐานซูเปอร์โนวาอันรุนแรงแล้ว เราอาจได้ข้อมูลของช่วงที่ระบบสุริยะผ่านกลุ่มเนบิวลาที่หนาแน่นอีกด้วย สังเกตได้จากลมสุริยะที่ถูกบีบจากเนบิวลาหนาแน่นเหล่านั้นจนฝังอยู่ในชั้นหินเยอะกว่าปรกติ ซึ่งนี่อาจอธิบายเรื่องยุคน้ำแข็งบนโลกเนื่องจากถูกเมฆเนบิวลาบดบังแสงอาทิตย์ได้อีกด้วย

ที่มา: New Scientist

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ระบบสุริยะอาจเคยเตะดาวเคราะห์พี่เบิ้มออกไปหนึ่งดวง

ทีมนักดาราศาสตร์ที่นำโดย David Nesvorny จาก Southwest Research Institute ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาเทหวัตถุที่ล่องลอยใน Kuiper Belt และร่องรอยการชนของอุกกาบาตบนพื้นผิวดวงจันทร์ พวกเขาพบว่าในช่วงแรกๆ ประมาณ 600 ล้านปีหลังจากระบบสุริยะถือกำเนิด มีความไม่เสถียรทางพลวัตร (dynamical instability) เกิดขึ้นในระบบวงโคจร ส่งผลให้วัตถุอวกาศในวงโคจรชั้นนอก เช่น ดาวเคราะห์ยักษ์ทั้งสี่ดวง (ดาวพฤหัส, ดาวเสาร์, ดาวยูเรนัส, ดาวเนปจูน) และเศษวัตถุชิ้นเล็กชิ้นน้อยทั้งหมดเคลื่อนที่ห่างออกจากกัน บางชิ้นก็เคลื่อนขยับเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น บางชิ้นก็เคลื่อนห่างออกไป

เมื่อพวกเขาลองสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ดู ผลปรากฏว่า หากดาวพฤหัสค่อยๆ เคลื่อนขยับเลื่อนเข้ามาอยู่ในวงโคจรปัจจุบันด้วยแรงอันตรกิริยากับวัตถุอวกาศชิ้นเล็กๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตัมเป็นลูกโซ่จนดาวเคราะห์ชั้นในเคลื่อนที่ชนกันมั่วซั่วไปหมด เช่น โลกอาจชนกับดาวศุกร์หรือดาวอังคาร เป็นต้น

พวกเขาเลยใช้แบบจำลองใหม่ที่ดาวพฤหัส "กระโดด" เปลี่ยนวงโคจรอย่างฉับพลันด้วยแรงอันตรกิริยากับดาวเคราะห์ยักษ์ชั้นนอกซึ่งจะเลี่ยงผลกระทบต่อดาวเคราะห์ชั้นในได้ แต่ผลข้างเคียงกลับกลายเป็นว่าดาวยูเรนัสหรือดาวเนปจูนดวงใดดวงหนึ่งจะถูกเด้งออกไปจากระบบสุริยะแทน

กรณีหนึ่งก็ทำให้โลกแตก อีกกรณีก็มีดาวเคราะห์ยักษ์หายไป พวกเขาจึงตอบโจทย์ด้วยทางเลือกสุดท้ายอันชาญฉลาด นั่นคือ ลองเพิ่มดาวเคราะห์ยักษ์เข้าไปในวงโคจรชั้นนอกอีกดวง ซึ่งถ้าเป็นตามแบบจำลองนี้ ดาวพฤหัสก็จะสามารถกระโดดเปลี่ยนวงโคจรได้ เหลือผลลัพธ์เป็นดาวเคราะห์ชั้นนอก 4 ดวงตามที่สังเกตได้ในปัจจุบัน และดาวเคราะห์ในวงโคจรชั้นในก็ไม่ต้องชนกันด้วย

David Nesvorny เชื่อว่า ถ้าดูจากหลักฐานทางดาราศาสตร์ทั้งหมดในปัจจุบัน เรื่องดาวเคราะห์ยักษ์ในตำนานที่โดนเตะออกไปนี้สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว เพราะในอวกาศเองก็มีดาวเคราะห์อิสระหลายดวงที่ไม่ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่งโดยเฉพาะ

ที่มา - Science Daily, Wired.co.uk

ฤาแท้จริงแล้ว อีริสคือแฝดคนละฝาของพลูโต?

อีริส (Eris) คือดาวเคราะห์แคระที่ฝากชื่อไว้จากการเป็นผู้ปลดฐานะดาวเคราะห์ออกจากพลูโต และถึงแม้ว่าเราจะรู้ขนาดโดยคร่าวๆ ของมันก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าเรารู้รายละเอียดเกี่ยวกับมันน้อยมาก

จากการส่องกล้องดูมันครั้งล่าสุด (ตั้งแต่ปลายปีก่อน) และนำรายละเอียดที่ได้มาศึกษาคำนวณ เราพบข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับมันคือ มันมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2326 กิโลเมตร (คลาดเคลื่อน 12 กิโลเมตร) ซึ่งน้อยลงกว่าเดิมที่คาดกันไว้ว่าประมาณ 3000 กิโลเมตร นี่ทำให้ขนาดของมันใกล้เคียงกับพลูโตเป็นอย่างมาก (2306 กิโลเมตร คลาดเคลื่อน 20 กิโลเมตร) จนอาจเรียกได้ว่าเป็นฝาแฝดกัน (ดังเช่นโลก-ดาวศุกร์) ส่วนมวลนั้นอีริสมากกว่าพลูโตประมาณ 27% และด้วยพื้นผิวน้ำแข็งของมันทำให้สะท้อนแสงได้ดีถึง 96% (มากกว่าลานหิมะบนโลกเสียอีก) อย่างไรก็ตาม ด้วยระยะห่างไม่ต่ำกว่า 5.7 พันล้านกิโลเมตร ก็ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวด้านที่โดนแสงอาทิตย์อยู่ที่ -238 องศาเซลเซียสเลย

เทคนิคที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเหล่านี้คือ นั่งเฉยๆ คำนวณเส้นทางรอให้อีริสโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ซักดวง แล้วส่องกล้องไปดูเงาชัดๆ ของมันก็เท่านั้น เรื่องอย่างนี้พูดง่ายแต่ทำยากครับ เพราะจากการเฝ้าติดตามผ่านหอดูดาวกว่า 26 แห่งทั่วโลก มีเพียง TERAPPIST, Caisey Harlingten และ ASH2 (ทั้งหมดอยู่ในประเทศชิลี) เท่านั้นที่สามารถสังเกตผลเก็บข้อมูลได้ นับว่าเป็นโชคดีอย่างมากที่เราได้ข้อมูลชุดนี้มา ไม่เช่นนั้นแล้วก็ต้องรอปี 2013 เลยทีเดียว กว่าที่อีริสจะผ่านหน้าดาวฤกษ์ดวงอื่นอีกซักครั้ง

อยากทำความรู้จักกับอีริสให้มากกว่านี้? หาอ่านงานวิจัยได้ที่นิตยสาร Nature ครับ

ที่มา: Science Daily

ทองบนโลกทุกวันนี้อาจตกลงมาจากฟากฟ้าเมื่อนานมาแล้ว

นักวิทยาศาสตร์รู้อยู่เต็มอกว่าโลหะต่างๆ เช่น ทองคำ นิกเกิล แพลทตินัม ทังสเตน อิริเดียม เป็นต้น มีแนวโน้มชอบเข้าไปหลอมรวมอยู่กับแร่เหล็กซึ่งหลอมเหลวอยู่ตรงใจกลางโลก ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เราไม่ควรจะพบโลหะพวกนี้บนพื้นผิวโลกเลย หรือถ้าพอจะมี ก็ควรมีอยู่น้อยมากๆ ไม่ใช่มีพอให้ขุดทำเป็นเหมืองกันทั่วโลกแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ดังนั้นจึงมีคนคิดทฤษฎีหนึ่งขึ้นมาโดยอธิบายว่าโลหะที่เราขุดมาซื้อขายกันแทบเป็นแทบตายทุกวันนี้จะต้องตกลงมาจากฟากฟ้าเมื่อ 3.8-4.0 พันล้านปีก่อน แต่อ๊ะ! มันไม่ได้ถูกพระเจ้าหรือเง็กเซียนฮ่องเต้โปรยลงมาหรอกนะ

ทฤษฎีนั้นบอกไว้ว่า ระบบสุริยะในยุคเริ่มต้นได้ถูกฝนอุกกาบาตเข้าระดมชน อุกกาบาตที่อุดมไปด้วยโลหะเหล่านี้นั่นเองที่นำแร่โลหะมีค่าเข้ามาโปรยไว้บนผิวโลก และเมื่อเร็วๆ นี้ทีมวิจัยที่นำโดย Matthias Willbold แห่ง University of Bristol สหราชอาณาจักร ได้เสนอหลักฐานชิ้นสำคัญที่สนับสนุนทฤษฎี "ทองคำจากอวกาศ"

หลักฐานของ Matthias Willbold ก็คือ ชั้นหินโบราณที่พวกเขาไปขุดมาจากภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะกรีนแลนด์ซึ่งมีอายุ 4.3 พันล้านปี (ก่อนการระดมชนของฝนอุกกาบาตในทฤษฎี) จากการวิเคราะห์ไอโซโทปของทังสเตน ผลปรากฏว่าชั้นหินของกรีนแลนด์มีสัดส่วนไอโซโทปของทังสเตน-182 ต่อ ทังสเตน-184 ต่ำกว่าชั้นหินสมัยใหม่จากที่อื่นๆ ประมาณ 13 ส่วนในล้าน (parts per million)

นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่าฝนอุกกาบาตที่ระดมเข้าชนระบบสุริยะรวมทั้งโลกเมื่อ 3.8-4.0 พันล้านปีที่แล้วมีไอโซโทปของทังสเตน-182 น้อยกว่าทังสเตน-184 มาก ดังนั้นพวกเขาจึงสรุปทันทีว่าค่าแตกต่างระหว่างสัดส่วนไอโซโทปทังสเตนของหินยุคโบราณและยุคใหม่จะต้องเป็นผลมาจากการพุ่งชนของฝนอุกกาบาตแน่

จากการคำนวณด้วยตัวเลขที่มี ให้ผลออกมาว่า 0.5% ของมวลเปลือกโลก (รวมชั้นแมนเทิล) ในปัจจุบันมาจากมวลที่ฝนอุกกาบาตในครั้งโบราณเอามาเพิ่มให้ (ตัวเลข 0.5% อาจฟังดูไม่มาก แต่จริงๆ แล้วมันเท่ากับ 30 ล้านล้านล้านตัน!)

นอกจากหลักฐานชิ้นนี้แล้วนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าร่องรอยการระดมชนของอุกกาบาตบนดวงจันทร์ก็เป็นหลักฐานอีกชิ้นที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ เพราะร่องรอยเหล่านั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันพอดี

ดังนั้นก็เป็นไปได้ว่าทองคำที่หลายคนเข้าไปมุงแย่งกันซื้อเพราะราคามันขึ้นเอาๆ แท้จริงแล้วคือสมบัติที่ตกลงมาจากฟากฟ้านั่นเอง ถ้าเกิดมีอุกกาบาตระดมเข้าชนโลกอีกสักรอบ ราคาทองคงลดแน่ๆ ^.^

ที่มา - Live Science, Discovery News, New Scientist

สุขสันต์วันเกิดดาวเนปจูนครบ 1 ขวบ

อ่านหัวข่าวแล้วอย่าเพิ่งงงนะครับ ที่ว่า 1 ขวบก็คือ 1 ขวบนับตามเวลาของดาวเนปจูน นั่นคือเนปจูนโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบใช้เวลา 164.79 ปี!

ดาวเนปจูนถูกค้นพบผ่านการคำนวณวงโคจรของดาวยูเรนัส และยืนยันด้วยหลักฐานทางคณิตศาสตร์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 1846 โดยนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Urbain Le Verrier

ถ้าเอาวันที่ 23 กันยายน 1846 เป็นวันเกิดของดาวเนปจูน (ต่อชาวโลก) แล้วบวกด้วย 164.79 ปี จะได้ว่าเนปจูนมีอายุ 1 ขวบเมื่อวานนี้ (12 กรกฎาคม 2011) พอดี

เนื่องในโอกาสฉลองวันเกิดให้เนปจูน ก็ขอปิดท้ายด้วยวิดีโอแสดงภาพดาวเนปจูนจากยานอวกาศ Voyager 2 ซึ่งเป็นยานอวกาศลำแรกและลำเดียวที่บุกประชิดตัวดาวเนปจูนเมื่อปี 1989

บรรยากาศของพลูโตใหญ่ขึ้นและคล้ายดาวหาง

นักวิทยาศาสตร์ได้ส่องกล้อง James Clerk Maxwell Telescope ไปที่พลูโต แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าชั้นบรรยากาศของพลูโตมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าที่เคยวัดได้ แถมยังเหมือนกับว่ามีหางพุ่งออกไปแบบดาวหางด้วย

Jane Greaves แห่ง University of St Andrews ผู้ค้นพบเรื่องนี้วัดความหนาของชั้นบรรยากาศพลูโตใหม่ได้กว่า 3,000 กิโลเมตร มากกว่าค่าเดิม 100 กิโลเมตรที่มีคนเคยวัดไว้กว่า 30 เท่า ความหนานี้เทียบเท่ากับหนึ่งในสี่ของระยะทางระหว่างพลูโตกับดวงจันทร์ของมันที่ชื่อ ชารอน

ไม่ใช่แค่ความหนาเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ส่วนประกอบในบรรยากาศก็เปลี่ยนไปด้วย Jane Greaves พบก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ในปริมาณมาก ทั้งที่ในการวัดเมื่อปี 2000 นักวิทยาศาสตร์ไม่ตรวจเจอก๊าซ CO เลย

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าน่าจะเป็นเพราะขั้วใต้ของพลูโตหันเข้าหาดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรกในรอบ 120 ปี ก๊าซ CO จึงระเหิดออกมามาเกินกว่าปริมาณที่มันควบแน่นกลับลงที่ขั้วเหนือ การเปลี่ยนแปลงคล้ายกันนี้เคยเกิดแล้วในปี 1989 ที่พลูโตโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดจนทำให้บริเวณพื้นผิวมีก๊าซมีเธนมากขึ้นอย่างพุ่งพรวด

นอกจากจะหนาขึ้นแล้ว Jane Greaves ยังคิดว่าบรรยากาศ CO ของพลูโตน่าจะมีทิศทางพุ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์คล้ายดาวหางด้วย เพราะเมื่อดูสเปคตรัมของ CO ที่วัดได้ เขาพบว่ามี red shift อยู่นิดหน่อย (red shift ในแถบสเปคตรัมหมายถึงว่าวัตถุนั้นกำลังเคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกต) ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าก๊าซ CO ในชั้นบรรยากาศอันเบาบางของพลูโตถูกอิทธิพลของลมสุริยะพัดกระหน่ำจนเป็นหางงอกออกมา

โธ่ พลูโตที่น่าสงสาร โดนลดจากดาวเคราะห์มาเป็นดาวเคราะห์แคระรอบหนึ่งแล้ว คราวนี้จะโดนลดชั้นเหลือเป็นแค่ "ดาวหาง" หรือเปล่านะ?

ที่มา - Discovery News

Voyager 1 ใกล้จะออกจากระบบสุริยะแล้ว

ยาน Voyager 1 ที่ถูกปล่อยออกไปเมื่อปี 1977 (ผ่านมา 33 ปีแล้ว) ในขณะนี้ใกล้จะออกจากระบบสุริยะของเราแล้ว และจะเข้าสู่ห้วงอวกาศสากล (interstellar -- ช่องว่างระหว่างระบบสุริยะของเรา กับระบบของดาวดวงอื่น) อีกประมาณ 4 ปีข้างหน้า

ตอนนี้ยาน Voyager 1 อยู่ห่างจากดาวอาทิตย์ 17.4 พันล้านกิโลเมตร (116 AU) ซึ่งเป็นจุดที่ความเร็วของสสารต่าง ๆ จากดวงอาทิตย์อย่าง แก๊สอิออนร้อน หรือพลาสม่า มีความเร็วเหลือศูนย์ จุดนี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ลมสุริยะจะเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ด้วยแรงดันจากลมในห้วงอวกาศสากล

ทางนาซ่าบอกว่า ลมสุริยะมีความเร็วเหลือศูนย์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว แต่เพื่อความแน่ใจทางนาซ่าจึงรอดูผลในอีก 4 เดือนถัดมาเสียก่อน

มันจะลอยไปได้ถึงไหนกันนะ?

ที่มา: Yahoo! News, Space.com

วงแหวนของดาวเสาร์ เก่าแก่กว่าที่คิด

นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด (University of Colorado) ได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ในการสร้างแบบจำลองและใช้ข้อมูลจากยานสำรวจอวกาศแคสสินี ทำให้ทราบว่าวงแหวนของดาวเสาร์ นั้นใหญ่และเก่าแก่กว่าที่คิด

แบบจำลองที่พัฒนาขึ้น ได้คำนวนแรงดึงดูดและการชน ของชิ้นส่วนและอนุภาคที่เป็นน้ำแข็งกว่า 100,000 ชิ้น ในชั้นของวงแหวนบางขั้นของดาวเสาร์

จากผลการคำนวน วงแหวนของดาวเสาร์น่าจะมีมวลมากว่าที่เคยคิดกัน 3 เท่า และน่าจะมีอายุมากกว่า 1,000 ล้านปี แทนที่จะเป็น 100 ล้านปี เหมือนที่เคยเชื่อกันมา

ที่มา - Physorg

Syndicate content