Space

Apogee of Fear ภาพยนตร์ไซไฟเรื่องแรกที่ "ถ่ายทำในอวกาศ"

Richard Garriott เป็นผู้สร้างวิดีโอเกมชื่อดังชาวอังกฤษ ผลงานที่สำคัญของเขาคือเกมตระกูล Ultima ทั้งหมด และตัวตนของเขาก็ถูกถ่ายทอดลงไปในตัวละครชื่อ Lord British ภายในเกมทุกภาคด้วย

นอกจากทำเกมแล้ว Garriott ยังสนใจเรื่องอวกาศอยู่มาก (พ่อของเขาเป็นนักบินอวกาศด้วย) และหลังจากเขาขายบริษัท Origin ให้กับ EA ในปี 1992 เขาก็รวยพอที่จะมีเงินไปเที่ยวอวกาศ และความฝันของเขาก็เป็นจริงในปี 2008 โดยแวะไปเยือนสถานีอวกาศนานาชาติอยู่ช่วงหนึ่ง

Garriott ไปลองทำโน่นทำนี่มากมายบนสถานีอวกาศนานาชาติ และที่น่าจับตาคือ เขาไป "ถ่ายหนังสั้นไซไฟ" บนสถานีอวกาศนานาชาติด้วย

ภาพยนตร์ของ Garriott มีชื่อว่า Apogee of Fear (จุดไกลสุดของความกลัว) โดยเขาถ่ายฟุตเตจของหนังบนสถานีอวกาศ และเมื่อกลับลงมาที่โลก ก็ถ่ายฉากอื่นๆ และใส่เอฟเฟ็คต์เพิ่มเข้าไป

SpaceX เลื่อนการส่งจรวดไปสถานีอวกาศนานาชาติไปเดือนมีนาคม

หลังการปรับแผนการส่งสัมภาระจากกระสวยอวกาศเป็นการจ้างเอกชนแทน นาซ่าก็ต้องรอเทคโนโลยีของทาง SpaceX เพื่อส่งอุปกรณ์การทดลอง ตลอดจนสัมภาระอื่นๆ ขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ โดยหากทำสำเร็จก็จะเป็นการเชื่อมต่อกับจรวดของเอกชนเป็นครั้งแรก แต่แผนการนี้ก็ถูกเลื่อนออกไปจากเดิมที่ต้องยิงจรวดในวันที่ 7 กุมภาพันธ์

ทาง SpaceX ระบุว่าการปรับแผนยังไม่เสร็จสิ้นแต่จรวดจะยิงขึ้นไปได้อย่างเร็วในช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยจรวดที่ใช้นำส่งคือจรวด Falcon 9 และต่อกับแคปซูลบรรจุสัมภาระ Dragon

หากโครงการนี้สำเร็จจริงก็นับว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวให้กับนาซ่าได้มาก เพราะค่าใช้จ่ายในการยิงจรวด Falcon 9 นั้นอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ต่อครั้งเท่านั้น และตัวแคปซูล Dragon ก็สามารถปรับให้รองรับสัมภาระได้มากถึง 6 ตัน หรือผู้โดยสารถึง 7 คน อย่างไรก็ดีหาก SpaceX ยิงจรวดได้สำเร็จบริษัทจะได้สัญญามูลค่าถึง 396 ล้านดอลลาร์

ที่มา - Space.com

กาแล็กซี่ทางช้างเผือกอาจมีดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อชีวิตเป็นพันๆ ล้านดวง

หลังจากการเพียรค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมาเป็นสิบๆ ปี จำนวนดาวเคราะห์ที่เราค้นพบได้ทะลุ 700 ดวงไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่คำถามที่ยังคงวนเวียนอยู่ก็คือ "ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรามีดาวเคราะห์อยู่เท่าไรกันแน่?" นักดาราศาสตร์บางคนคิดว่าดาวเคราะห์คงไม่ได้มีอยู่มากนัก เพราะเท่าที่ทราบกัน ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ไม่มีดาวเคราะห์โคจรเป็นบริวาร

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยร่วมซึ่งมีนักดาราศาสตร์จาก European Southern Observatory (ESO) เข้าร่วมอยู่ด้วยได้ตั้งข้อสงสัยว่าวิธีการค้นหาดาวเคราะห์ที่เราใช้อยู่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ บางทีอาจมีดาวเคราะห์อีกเยอะแยะที่ตกสำรวจไป

เจอดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์สองดวงเพิ่ม

หลังจากเมื่อปีที่แล้ว เราได้รู้จัก Kepler-16 b ดาวเคราะห์ดวงแรกที่ค้นพบว่าโคจรรอบดาวฤกษ์สองดวง ล่าสุดในการประชุมครั้งที่ 219 ของ American Astronomical Society เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2012 ทีมนักดาราศาสตร์ที่นำโดย William Welsh แห่ง San Diego State University ได้รายงานว่าเราได้เจอดาวเคราะห์แบบ Kepler-16 b เพิ่มอีกแล้ว

ดาวเคราะห์ที่ค้นพบครั้งล่าสุดนี้ คือ Kepler-34 b และ Kepler-35 b

  • Kepler-34 b อยู่ห่างจากโลกประมาณ 4,900 ปีแสง มีมวลประมาณ 22% ของมวลดาวพฤหัสและมีขนาดประมาณ 76% ของเส้นผ่านศูนย์กลางของดาวพฤหัส มันใช้เวลาประมาณ 289 วันในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงของมัน

  • Kepler-35 b อยู่ห่างจากโลกประมาณ 5,400 ปีแสง มีมวลประมาณ 13% ของมวลดาวพฤหัสและมีขนาดประมาณ 73% ของเส้นผ่านศูนย์กลางของดาวพฤหัส มันใช้เวลาประมาณ 131 วันในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงของมัน

ดาวเคราะห์ทั้งสองอยู่ในวงโคจรที่เรียกว่า Goldilocks' zone ซึ่งหมายความว่ามันอยู่ห่างจากดาวฤกษ์พอดีที่จะมีน้ำในรูปของของเหลวได้ (Kepler-34 b อยู่ห่างจากดาวฤกษ์ประมาณพอๆ กับที่โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ ส่วน Kepler-35 b อยู่ห่างจากดาวฤกษ์ของมันประมาณ 60% ของระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์) แต่น่าเสียดายที่ดาวเคราะห์ทั้งสองเป็นดาวก๊าซยักษ์ ดังนั้นโอกาสที่มันจะมีสภาพเอื้อต่อการดำรงชีวิตจึงเป็นไปได้น้อยมาก

การค้นพบดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์แฝดพร้อมกันถึงสองดวงในคราวเดียวทำให้นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าเราจะเจอดาวเคราะห์แบบนี้เพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต เมื่อก่อนนักดาราศาสตร์เคยคิดว่าวงโคจรของดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์สองดวงจะไม่เสถียร แต่ Kepler-34 b, Kepler-35 b รวมถึง Kepler-16 b ที่ค้นพบไปก่อนหน้านี้ก็แสดงให้เห็นว่าดาวฤกษ์แฝดพอมีวงโคจรที่เสถียรสำหรับดาวเคราะห์อยู่จริง

การค้นพบนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature doi:10.1038/nature10768

ที่มา - Discovery News, SPACE.com

นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เล็กที่สุด (ทำลายสถิติอีกครั้ง)

เมื่อเดือนที่แล้ว มีการค้นพบดาวเคราะห์ Kepler-20e ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยค้นพบว่าโคจรรอบดาวฤกษ์ สถิตินี้อยู่ได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็ถูก KOI 55.01 โค่น และเพิ่งจะพ้นปีใหม่มายังไม่ถึงครึ่งเดือน สถิติก็ต้องเปลี่ยนอีกครั้ง

ทีมนักวิจัยจาก California Institute of Technology (Caltech) และ Vanderbilt ได้ศึกษาข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ Kepler และอาศัยการยืนยันโดยกล้องโทรทรรศน์ Keck ในฮาวายและกล้องโทรทรรศน์ Hale ในแคลิฟอร์เนีย พวกเขาพบว่าดาวฤกษ์ KOI-961 มีดาวเคราะห์โคจรอยู่ด้วยกันถึง 3 ดวง (ผมก็เพิ่งรู้จากข่าวนี้ว่า KOI ย่อมาจาก "Kepler Object of Interest" เฮ้อ...แอบเรียกว่า "น้องก้อย" มาตั้งนาน)

จรวด Soyuz-2 ยิงล้มเหลว, ชิ้นส่วนตกลงหลังคาบ้าน

จรวด Soyuz-2.1B เพิ่งล้มเหลวในการยิงเมื่อวานนี้เป็นความขายหน้าขององค์กรอวกาศยานของรัสเซียที่เสียการยิงล้มเหลวไปแล้วถึงหกครั้งติดต่อกัน โดยครั้งนี้เป็นดาวเทียมสื่อสาร Meridian

ชิ้นส่วนของยานขนาด 50 เซนติเมตรตกลงหลังคาบ้านในหมู่บ้าน Vagaitsevo บนถนน Cosmonaut ที่ตั้งขึ้นเป็นเกียรติแก่มนุษย์อวกาศ เจ้าหน้าที่ระบุว่าตอนนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย โดยเจ้าของบ้านจะได้รับเงินชดเย และไม่มีใครเสียชีวิตจากชิ้นส่วนนี้

ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา รัสเซียเสียดาวเทียมนำร่องไปแล้วสามดวง, ดาวเทียมทหารหนึ่งดวง, ดาวเทียมสื่อสารหนึ่งดวง, และยาน Phobos-Grunt

ยาน Soyuz เป็นยานตระกูลเดียวกับที่สหรัฐฯ จ้างเพื่อใช้ขนส่งไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ดังนั้นอาจจะเสียวๆ เล็กน้อย

ที่มา - Herald Sun

ดาวเคราะห์พิศวงที่ (อาจ) รอดจากการโดนย่างสดมาได้

ช่วงนี้กล้องโทรทรรศน์ Kepler ของ NASA มีผลงานถี่จริงๆ หลังจากที่เจอดาวเคราะห์ที่อาจมีอุณหภูมิเท่าโลกและดาวเคราะห์ที่มีขนาดพอๆ กับโลกไปเร็วๆ นี้ ข้อมูลภาพถ่ายจากกล้อง Kepler ก็ยังช่วยให้นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์พิลึกอีกสองดวงที่ดูเหมือนว่าจะรอดมาจากหายนะครั้งใหญ่

ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงนั้นได้ชื่อว่า KOI 55.01 และ KOI 55.02 ค้นพบโดยทีมนักวิจัยที่นำโดย Stephane Charpinet แห่ง University of Toulouse ในประเทศฝรั่งเศส ดาวเคราะห์สองดวงนี้โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่า KIC 05807616 ซึ่งตอนนี้อยู่ในระยะ "hot B subdwarf"

การที่ดาวฤกษ์อยู่ในระยะ hot B subdwarf แสดงว่ามันต้องเคยผ่านช่วงที่เป็นดาวแดงยักษ์ (red giant) มาก่อนแล้ว ดาวแดงยักษ์เป็นช่วงวิวัฒนาการลำดับท้ายๆ ของดาวฤกษ์ หลังจากที่ดาวฤกษ์เผาผลาญเชื้อเพลิงไฮโดรเจนตรงแกนกลางจนหมด เปลือกนอกของมันจะเปล่งแสงสีแดงและขยายตัวออกกินอาณาบริเวณกว้างมหาศาล (ภายในเวลา 5 พันล้านปีข้างหน้า ดวงอาทิตย์ของเราก็จะเข้าสู่ระยะนี้เช่นเดียวกัน และนักดาราศาสตร์เชื่อว่าโลกเราจะถูกเผาหายวับไปทั้งใบ)

น่าแปลกมากว่า KOI 55.01 และ KOI 55.02 กลับยังโคจรรอบดาวฤกษ์ของมันได้ แม้ว่าจะเป็นการโคจรในระยะที่ใกล้จนเสียวไส้ก็ตาม วงโคจรของทั้งสองดวงอยู่ห่างจากดาวฤกษ์ของมันน้อยกว่า 1% ของระยะทางจากโลกถึงดวงทิตย์เสียอีก ซึ่งทำให้มันร้อนจัดจนส่องสว่างสะท้อนแสงได้เลยทีเดียว (การค้นพบดาวเคราะห์สองดวงนี้ก็อาศัยว่าเห็นแสงสะท้อนของมันแทรกเข้ามารบกวนแสงของดาว KIC 05807616 เป็นคาบๆ ละ 5.76 และ 8.23 ชั่วโมง ต่างจากการค้นพบดาวเคราะห์อื่นที่จะสังเกตจากเงาตอนที่มันเคลื่อนที่ตัดหน้าดวงอาทิตย์ของมัน)

นักดาราศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานไปต่างๆ นานาว่าเกิดปรากฏการณ์มีดาวเคราะห์รอดชีวิตได้อย่างไร เช่น 1) ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงอาจเป็นเพียงซากที่เหลือแต่แกนกลางโลหะ ส่วนเปลือกของมันถูกเผาหายไปหมดแล้ว และระหว่างการโดนย่างนี้ วงโคจรของมันก็ถูก "ดูด" ให้เข้ามาชิดกับดาวฤกษ์มากขึ้นด้วย หรือ 2) ดาวเคราะห์ทั้งสองเกิดขึ้นหลังจากระยะดาวแดงยักษ์ มวลฝุ่นที่ดาว KIC 05807616 สลัดออกมาได้รวมร่างก่อตัวขึ้นเป็นดาวเคราะห์รุ่นใหม่

นอกจากนี้ KOI 55.01 และ KOI 55.02 ยังมีความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 76% และ 87% ของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก หากได้รับการยืนยัน ก็จะแสดงว่ามันเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เล็กที่สุดเท่าที่มีการค้นพบ

ที่มา - BBC News, Discovery News, SPACE.com

ลาก่อน Voyager 1

อย่าเพิ่งตกใจวอยเอเจอร์ 1 ไม่ได้หายหรือดับ แต่ยานวอยเอเจอร์ 1 กำลังจะออกจากเขตระบบสุริยะจากการเดินทางออกจากโลกมานานกว่า 30 ปี โดยอยู่ในส่วนพื้นที่ว่างเปล่าที่เป็นเขตนอกพื้นที่ระบบสุริยะ

พื้นที่ว่างเปล่านี้มีลักษณะเฉพาะคือลมสุริยะมีความเร็วต่ำ และบางครั้งก็พัดสวนทางกับการเดินทางของยาน ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อกันมานานกว่าจะมีพื้นที่ว่างเปล่าเช่นนี้ก่อนที่จะออกจากระบบสุริยะ แต่เราก็ไม่เคยมีหลักฐานจริงๆ จนกระทั่งยานวอยเอเจอร์ 1 เดินทางไปตรวจสอบ

อย่างไรก็ดี ยังใช้เวลาอีกหลายปีกว่ายานวอยเอเจอร์ 1 จะออกจากพื้นที่ว่างเปล่านี้ไปยังพื้นที่ระหว่างระบบสุริยะอื่นๆ ในทางช้างเผือก

ยานวอยเอเจอร์ 1 ยังคงเดินทางออกจากระบบสุริยะด้วยความเร็ว 11 ไมล์ต่อวินาที โดยมียานวอยเอเจอร์ 2 เดินทางตามไปห่างๆ

ที่มา - The Telegraph

ประวัติศาสตร์การเดินทางรอบกาแล็กซี่ของระบบสุริยะอาจถูกบันทึกไว้ใต้ผิวดวงจันทร์

ในจักรวาลแห่งนี้ เป็นเรื่องปรกติที่ของเล็กๆ จะโคจรรอบของที่ใหญ่กว่า และแม้ว่าดวงอาทิตย์จะใหญ่มากจนโลกเราต้องโคจรรอบมัน แต่มันก็เป็นเพียงแค่ดาวฤกษ์ธรรมดาๆ ที่โคจรไปรอบๆ กาแล็กซี่ทางช้างเผือกอีกต่อหนึ่งเท่านั้น

แต่การโคจรรอบทางช้างเผือกก็ไม่ราบเรียบอย่างที่คิด ระบบสุริยะของเราใช้เวลากว่า 200 ล้านปีในการโคจรครบหนึ่งรอบ (ซึ่งช้ากว่าความเร็วรอบข้างเสียด้วย) ทำให้เราต้องเคลื่อนที่ผ่าน "คลื่น" เมฆเนบิวลาจากแขนกาแล็กซีที่เคลื่อนที่เร็วกว่า ซึ่งบางครั้งเมฆเนบิวลาเหล่านี้ก็มีกิจกรรมที่รุนแรงอย่างการเกิดใหม่และแตกดับของดาวฤกษ์ จนนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มถึงกับตั้งสมมติฐานว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่หลายครั้งมีสาเหตุมาจากรังสีอวกาศเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม การจะพิสูจน์เรื่องนี้คงไม่ง่ายนัก เพราะต่อให้เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริงจนฝังธาตุกัมมันตรังสีไว้ในผิวโลก แต่เพราะผิวโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้การขุดหาหลักฐานบนโลกทำได้ไม่มากเท่าไหร่

หลักฐานหนึ่งที่ "อาจ" บ่งชี้ว่าซูเปอร์โนวาทิ้งหลักฐานไว้คือ iron-60 บนตะกอนดินในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งถ้ามันเกิดจากซูเปอร์โนวาจริง เหตุการณ์นั้นควรจะเกิดในช่วงไม่กี่ล้านปีมานี้เอง

ถึงเช่นนั้นก็อย่าพึ่งหมดหวังกับหลักฐานบนโลกไป เพราะนักดาราศาสตร์ได้ชี้ว่าดวงจันทร์ที่ไร้กิจกรรมบนพื้นผิวมาเนิ่นนานของเรา อาจเก็บบันทึกข้อมูลของธาตุกัมมันตรังสีอย่าง krypton-83 และ xenon-126 ซึ่งเป็นหลักฐานมัดตัวซูเปอร์โนวาอย่างแน่นหน้าไว้ก็ได้ และเราอาจหาประวัติย้อนหลังของมันได้ไกลมาก เมื่อดูในชั้นหินลาวาของดวงจันทร์ที่ดูดซึมรังสีเหล่านี้ได้ดี

นอกจากหลักฐานซูเปอร์โนวาอันรุนแรงแล้ว เราอาจได้ข้อมูลของช่วงที่ระบบสุริยะผ่านกลุ่มเนบิวลาที่หนาแน่นอีกด้วย สังเกตได้จากลมสุริยะที่ถูกบีบจากเนบิวลาหนาแน่นเหล่านั้นจนฝังอยู่ในชั้นหินเยอะกว่าปรกติ ซึ่งนี่อาจอธิบายเรื่องยุคน้ำแข็งบนโลกเนื่องจากถูกเมฆเนบิวลาบดบังแสงอาทิตย์ได้อีกด้วย

ที่มา: New Scientist

แผนภาพแสดง "การสำรวจอวกาศ" ของมนุษยชาติ

เป็นแผนภาพ (infographic) ที่จัดทำโดยนิตยสาร National Geographic ในปี 2009 โดยรวบรวมเอาภารกิจของ "การสำรวจอวกาศ" ทั้งหมดที่มนุษยชาติเคยกระทำมา มาแสดงเป็นแผนภาพให้เข้าใจง่ายๆ ว่ามนุษย์เราส่งยานไปที่ไหนกันบ้าง

อย่างที่คาดเดากันได้ว่า "ดวงจันทร์" เป็นดาวที่มนุษย์ส่งยานไปมากที่สุด 73 ภารกิจ ตามด้วยดาวศุกร์ 43 ภารกิจ และดาวอังคาร 40 ภารกิจ (ข้อมูลเมื่อปี 2009) ที่น่าสนใจคือดาวพุธมีเพียง 2 ภารกิจ ในขณะที่ดวงอาทิตย์มี 9 ภารกิจ

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่อยู่ไกลออกไป (ยาน New Horizon จะไปถึงดาวพลูโตในปี 2015) และภารกิจของยานที่หลุดออกนอกเขตระบบสุริยะไปแล้วอย่าง Voyager 1/2 และ Pioneer 10/11 อีกด้วย

ต้นฉบับจาก National Geographic เจอที่ ExtremeTech

Syndicate content