Space

รังสีคอสมิกทำให้มีเมฆมากขึ้น ช่วยลดภาวะโลกร้อน

อาจจะฟังดูไม่ค่อยเกี่ยวกันสักเท่าไรว่ารังสีคอสมิกที่มาจากอวกาศจะมาช่วยลดผลของภาวะโลกร้อน แต่นักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกและปริมาณรังสีคอสมิกที่พุ่งเข้าชนโลกมาตั้งหลายปีแล้ว และการทดลองในปี 2011 จาก CERN เผยให้เห็นว่ารังสีคอสมิกอาจมีผลต่อการก่อตัวของเมฆและรบกวนสภาพภูมิอากาศของโลก

ผลจากการจำลองยิงโปรตอนเข้าไปชนกับก๊าซของบรรยากาศในห้องทดลอง Cosmics Leaving OUtdoor Droplets (CLOUD) ที่ CERN นักวิทยาศาสตร์พบว่าอนุภาคพลังงานสูงแบบที่พบได้ทั่วไปรังสีคอสมิกทำให้เกิดอนุภาค “แอโรซอล” ขึ้นในบรรยากาศได้มากกว่าปกติ 10 เท่า อนุภาคเหล่านี้เกิดจากการแตกตัวทำปฏิกิริยาของสารเคมีในบรรยากาศ เช่น กรดซัลฟูริก แอมโมเนีย และสารประกอบอื่นๆ เป็นต้น

แอโรซอลจะทำหน้าที่เป็นเหมือนเมล็ดแกน (seed) ให้ไอน้ำในบรรยากาศมาเกาะและควบแน่นเป็นหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็ง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็คือส่วนประกอบของก้อนเมฆนั่นเอง

ยิ่งมีเมฆมาก อุณหภูมิก็ยิ่งลดต่ำลง เพราะปริมาณเมฆที่ก่อตัวมากขึ้นจากรังสีคอสมิกจะช่วยบังแสงแดดที่ส่องลงมายังพื้นผิวโลก

จากข่าวเก่า (node 2570) เรารู้กันแล้วว่ารังสีคอสมิกส่วนใหญ่โดนชนและสะท้อนด้วยอนุภาคที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยออกมา ตั้งแต่ปี 1990 ดวงอาทิตย์อยู่ในช่วงของวัฏจักรที่ปลดปล่อยอนุภาคออกมาค่อนข้างมาก อนุภาคจากดวงอาทิตย์ทำให้มีรังสีคอสมิกพุ่งเข้าถึงโลกน้อยลง แต่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าอีกไม่นานดวงอาทิตย์กลับเข้าสู่ช่วงที่ไม่ค่อยปลดปล่อยอนุภาคออกมาเท่าไร ถึงเวลานั้นโลกของเราก็จะได้รับรังสีคอสมิกมากขึ้น ถ้าหากโชคดี ก็เป็นไปได้ว่ารังสีคอสมิกอาจจะมาช่วยบรรเทาผลที่เกิดจากภาวะโลกร้อนไปได้สักส่วนหนึ่ง

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature doi:10.1038/nature10343

ที่มา - Nature News

ปี 2011 จีนส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศมากกว่าสหรัฐฯ เป็นปีแรก

พัฒนาการทางอวกาศยานของจีนพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ด้วยประชากรที่เยอะทำให้ความต้องการดาวเทียมมากขึ้นตามไปด้วย (และโควต้าวงโคจรก็มากด้วยเช่นกัน) ในปี 2011 ที่ผ่านมา จีนส่งจรวดขึ้นสู่วงโคจรจำนวน 19 ลำ มากกว่าสหรัฐฯ ที่ส่งจรวดทั้งปี 18 ลำ

ในแง่ของปริมาณแล้วจีนเองยังห่างจากรัสเซียที่ส่งไปถึง 31 ลำ เท่านั้น และเมื่อคิดจำนวนดาวเทียมที่ส่งขึ้นไปแล้ว สหรัฐฯ นั้นส่งดาวเทียมไปถึง 28 ดวง ขณะที่จีนส่งไปเพียง 21 ดวง ส่วนรัสเซียนั้นส่งไปถึง 53 ดวง

จนถึงตอนนี้จีนมีดาวเทียมที่สร้างเองอยู่ในวงโคจรแล้ว 50 ดวง ยังตามหลังสหรัฐฯ ที่มีมากกว่า 100 ดวงของรัฐบาลและ 300 ดวงของเอกชนอยู่มาก แต่เมื่อคิดว่าจีนเพิ่งสร้างดาวเทียมได้เองเมื่อสิบปีที่แล้ว จำนวน 50 ดวงก็น่าประทับใจไม่น้อย

ที่มา - Wired

หลุมดำมือเหวี่ยง ขว้างดาวเคราะห์พุ่ง 48 ล้าน กม./ชม.

นักวิทยาศาสตร์เคยพบดาวฤกษ์ที่พุ่งตัวออกจากใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเราด้วยความเร็ว 2.4 ล้าน กม./ชม. มาแล้ว ครั้งนั้นคาดกันว่าเกิดจากระบบดาวคู่ (หรือระบบดาวสามดวง) เผลอตัวเผลอใจเคลื่อนที่เข้าไปใกล้กับหลุมดำใจกลางกาแล็กซี่ที่ชื่อว่า Sagittarius A* มากเกินไป ทำให้ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งถูกหลุมดำดูดหลุดออกจากระบบ โมเมนตัมของการดูดและการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ร้ายดวงนั้นจึงส่งต่อมายังเพื่อนของมัน เราจึงเห็นดาวฤกษ์วิ่งออกมาจากใจกลางกาแล็กซี่ด้วยความเร็วสูง หรือเรียกว่า "hypervelocity star"

ทีมวิจัยแห่ง Harvard-Smithsonian Center for Astrophysics สงสัยว่าถ้าระบบดาวคู่นั้นมีดาวเคราะห์อยู่ด้วย ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร พวกเขาจึงได้ทดลองสร้างแบบจำลองขึ้นมาทดสอบ

ผลการจำลองปรากฏว่า ดาวฤกษ์ที่พุ่งออกมาจากการเหวี่ยงของหลุมดำจะพาดาวเคราะห์ของมันตามไปด้วย ส่วนสำหรับดาวเคราะห์กำพร้าของดาวฤกษ์ที่โดนหลุมดำดูด มันก็มีโอกาสจะถูกเหวี่ยงออกมาได้เหมือนกันด้วยความเร็วโดยเฉลี่ย 11-16 ล้าน กม./ชม. แต่ถ้าหากว่าโชคดีจริงๆ ทุกอย่างตรงเป๊ะ ความเร็วของดาวเคราะห์กำพร้าอาจพุ่งได้ถึงความเร็ว 48 ล้าน กม./ชม. น่าจะเป็นสถิติความเร็วของวัตถุในเอกภพได้เลย (ถ้าไม่นับพวกอนุภาคขนาดปรมาณู)

อย่างไรก็ตาม การตรวจหาดาวเคราะห์โดดๆ ที่วิ่งด้วยความเร็วระดับนี้ เป็นเรื่องที่เกินความสามารถของเราในปัจจุบัน เนื่องจากมันเล็ก เร็ว และมืดเกินไป อีกทั้งโอกาสที่จะเกิดมีระบบดาวคู่ที่มีดาวเคราะห์เผลอเข้าไปให้หลุมดำเหวี่ยงก็คงหาได้น้อย หากเป็นกรณีของดาวเคราะห์ที่โดนเหวี่ยงออกมาพร้อมกับดาวฤกษ์ อันนี้ยังพอจะมีหวังได้บ้าง เพราะด้วยการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาดนั้น ดาวเคราะห์จะต้องโคจรรอบดาวฤกษ์ถี่กระชั้นมากจนเราน่าจะเห็นเงาของมันบังหน้าแสงดาวฤกษ์ได้โดยง่าย

ที่มา - io9

งานวิจัยนี้จะตีพิมพ์ในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society แต่สามารถดาวน์โหลดมาอ่านได้ก่อนจาก http://arxiv.org/abs/1201.1446

เกาหลีเหนือประกาศส่งดาวเทียมด้วยตัวเองเดือนหน้า

เกาหลีเหนือประกาศจะส่งดาวเทียมด้วยจรวดพิสัยไกลของตัวเองเพื่อส่งดาวเทียมเพื่อการสื่อสารและการสำรวจอวกาศ

แม้จะเป็นการแสดงความก้าวหน้าทางอวกาศยานของเกาหลีเหนือ แต่เกาหลีเหนือมีข้อตกลงที่จะหยุดพัฒนาอาวุธเพื่อแลกกับอาหาร 240,000 ตันนำไปเลี้ยงประชาชนที่กำลังอดอยากของตัวเอง การยิงจรวดพิสัยไกลแม้จะอ้างว่าเพื่อการสำรวจอวกาศก็อาจจะทำให้ข้อตกลงเป็นโมฆะไปได้

เกาหลีเหนือยืนยันว่าดาวเทียมดวงนี้เป็นดาวเทียมเพื่องานสันติภาพเท่านั้น และเกาหลีเหนือจะทำให้การส่งมีความโปร่งใสอย่างที่สุด

ที่มา - Washington Post

จีนเตรียมไปดวงจันทร์ พัฒนาจรวดแรงส่งสูงและยานสำรวจแล้ว

จีนแสดงความพร้อมในการไปสำรวจดวงจันทร์ในปี 2013 โดยเริ่มจากชิ้นส่วนหลักสองชิ้นในการสำรวจนั่นคือตัวจรวดเอง และยานสำรวจภาคพื้นดิน

จรวดที่จะนำส่งยานสำรวจไปถึงดวงจันทร์ได้นั้นจะต้องมีกำลังขับที่สูงกว่าจรวดนำส่งดาวเทียมหรือแม้แต่จรวดบรรทุกผู้โดยสาร ด้วยกำลังขับที่ต้องส่งสัมภาระได้มากกว่า 100 ตันขึ้นไปยังชั้นวงโคจรระดับต่ำ ขณะที่จรวด Long March 5 ที่จะเป็นรุ่นถัดไปนั้นมีกำลังขับพอที่จะส่งสัมภาระได้เพียง 25 ตันเท่านั้น เทียบกับจรวด Saturn V ของสหรัฐฯ ในสมัยโครงการอพอลโลที่ส่งได้ถึง 119 ตัน

Liang Xiaohong รองประธานสถาบันวิจัยยานนำส่งของจีนยอมรับว่าเทคโนโลยีจีนในเรื่องจรวดนำส่งนี้ยังล้าหลังกว่าสหรัฐฯ, ยุโรป, และรัสเซียถึงสิบปี และฝ่ายวิจัยจำนวนมากก็มารวมตัวกันวิจัยจรวดกำลังส่งสูงนี้

ระหว่างนี้ที่จรวดกำลังส่งยังไม่พร้อม แต่การส่งยานสำรวจนั้นใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่าก็ทำไปได้ ยานสำรวจดวงจันทร์รุ่นที่สาม คือ Chang'e-3 นั้นเตรียมจะลงสำรวจดวงจันทร์ในปีหน้า คาดว่าจะลงจอดที่ Sinus Iridum ตัวยานที่ขนาด 100 กิโลกรัม

เรื่องน่าสนใจคือในยานจะมีอุปกรณ์สำรวจ "อวกาศ" เอาไว้ด้วยเนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศ การสำรวจจึงปลอดโปร่งกว่า น่าสนใจว่าทำไมจีนจึงไม่ส่งกล้องในรูปแบบเดียวกับกล้องฮับเบิลไปแทน

ที่มา - Shanghai Daily, China Daily

นาซ่าทำโน้ตบุ๊กเก็บคำสั่งสถานีอวกาศนานาชาติหาย, ถูกแฮกไป 13 ครั้งในปีที่แล้ว

รายงานการตรวจสอบภายในความปลอดภัยของนาซ่าที่เสนอต่อรัฐสภาสหรัฐฯ รายงานถึงความหละหลวมของการรักษาความปลอดภัยในระบบไอทีของนาซ่าว่าหละหลวมอย่างมาก โดยโน้ตบุ๊กแทบทั้งหมดไม่มีการเข้ารหัสข้อมูล และตลอดช่วงเวลาระหว่างปี 2009 ถึง 2011 มีคอมพิวเตอร์สูญหายไปถึง 48 เครื่อง รวมถึงเครื่องหนึ่งที่มีข้อมูลรหัสการควบคุมสถานีอวกาศนานาชาติ

นาซ่ามีงบประมาณด้านไอทีทั้งหมดกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ แต่ลงทุนกับระบบรักษาความปลอดภัยไป 58 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

ความหละหลวมนี้ยังส่งผลให้ข้อมูลสียหายไปถึง 5,408 ครั้งในช่วงปี 2010 ถึง 2011 จากการเข้าถึงของแฮกเกอร์หรือมัลแวร์ รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดประมาณกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2011 ปีเดียวนาซ่าถูกโจมตีอย่างเจาะจงถึง 47 ครั้ง และมี 13 ครั้งที่การโจมตีสำเร็จทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้ามาในเครือข่ายได้ ครั้งหนึ่งแฮกเกอร์สามารถดาวน์โหลดข้อมูลของพนักงานออกไปได้ถึง 150 คน

อย่างไรก็ตามนาซ่ากำลังปรับปรุงระบบทั้งหมด แต่ดูเหมือนกระบวนการจะดำเนินการไปอย่างเชื่องช้า

ที่มา - Reuters, Discovery, NASA (PDF)

NASA เจอ buckyball ในอวกาศมากขนาดถมสร้างยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ 10,000 ลูก

ในปี 2010 กล้องโทรทรรศน์ Spitzer Space Telescope ของ NASA ได้ตรวจพบสัญญาณของ buckyball ในสถานะแก๊สล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศของกาแล็กซี่แมกเจลเลนเล็ก นักดาราศาสตร์เชื่อว่าปริมาณของ buckyball ในกาแล็กซี่แมกเจลเลนเล็กนั้นน่าจะมากพอขนาดเติมเต็มดวงจันทร์ได้ 15 ดวง

buckyball หรือ buckminsterfullerene คือโครงสร้างที่อะตอมคาร์บอน 60 อะตอมมาจับเรียงกันเป็นทรงกลมสามมิติหน้าตาคล้ายลูกฟุดบอล สำหรับบนโลกเราพบเห็น buckyball ได้จากการสังเคราะห์หรือบางทีก็เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ เช่น จากการเผาไหม้ หรือพบปะปนอยู่ในชั้นแร่

ล่าสุด ทีมวิจัยที่นำโดย Nye Evans แห่ง Keele University ได้ตรวจพบสัญญาณของ buckyball ด้วยกล้องโทรทรรศน์ Spitzer Space Telescope อีกรอบ แต่คราวนี้สัญญาณที่ตรวจพบต่างออกไปจากเดิม นั่นคือแทนที่จะเป็นสัญญาณของ buckyball ที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทีมของ Nye Evans กลับพบว่า buckyball ในระบบดาวคู่ XX Ophiuchi จับตัวกันเป็นของแข็ง ซึ่งอนุภาคของแข็งนี้แต่ละอนุภาคมีขนาดเล็กจิ๋วมากๆ น่าจะไม่เกินความกว้างของเส้นผมมนุษย์

ระบบดาวคู่ XX Ophiuchi อยู่ห่างจากโลก 6,500 ปีแสง ประเมินจากสัญญาณแล้วปริมาณ buckyball ทั้งหมดที่ล่องลอยอยู่ในระบบดาวคู่นี้น่าจะมากพอที่จะถมดินสร้างยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ 10,000 ลูก

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพบ buckyball ที่เป็นของแข็งในอวกาศ และทำให้นักดาราศาสตร์เชื่อว่าบางทีในอวกาศอาจมี buckyball อยู่เป็นปริมาณมหาศาลมากกว่าที่เคยคิดกันไว้

ที่มา - SPACE.com

NASA ปล่อยคลิปวิดีโอ "ด้านมืดของดวงจันทร์"

ตามวิชาดาราศาสตร์พื้นฐาน เป็นที่รู้กันว่ามนุษย์บนโลกมองเห็น "ดวงจันทร์" ด้านเดียวมาโดยตลอด (ด้านที่มีกระต่ายนั่นแหละครับ) เนื่องจากวิถีโคจรรอบโลกที่เท่ากับการหมุนรอบตัวเอง

ในยุคสมัยที่ยานอวกาศเป็นเรื่องปกติ การเฝ้าดู "อีกฟากหนึ่งของดวงจันทร์" (ภาษาอังกฤษมักใช้ Dark Side of the Moon หรือ Far Side of the Moon) ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก และปฏิบัติการของยานอวกาศไร้คนขับล่าสุดของ NASA ที่ชื่อ Gravity Recovery And Interior Laboratory (GRAIL) (มีสองลำชื่อ Ebb และ Flow ก็ปฏิบัติหน้าที่นี้มาให้เราแล้ว

ล่าสุด NASA ปล่อยคลิปวิดีโอแสดงพื้นผิวของด้านหลังของดวงจันทร์ที่ถ่ายจากโครงการ GRAIL ยาว 30 วินาที โดยยานจะถ่ายจากขั้วโลกเหนือของดวงจันทร์มายังขั้วโลกใต้ พื้นผิวของดวงจันทร์ด้านนี้จะขรุขระกว่าด้านที่หันหน้าให้โลก

ที่มา - NASA via ReadWriteWeb

Apogee of Fear ภาพยนตร์ไซไฟเรื่องแรกที่ "ถ่ายทำในอวกาศ"

Richard Garriott เป็นผู้สร้างวิดีโอเกมชื่อดังชาวอังกฤษ ผลงานที่สำคัญของเขาคือเกมตระกูล Ultima ทั้งหมด และตัวตนของเขาก็ถูกถ่ายทอดลงไปในตัวละครชื่อ Lord British ภายในเกมทุกภาคด้วย

นอกจากทำเกมแล้ว Garriott ยังสนใจเรื่องอวกาศอยู่มาก (พ่อของเขาเป็นนักบินอวกาศด้วย) และหลังจากเขาขายบริษัท Origin ให้กับ EA ในปี 1992 เขาก็รวยพอที่จะมีเงินไปเที่ยวอวกาศ และความฝันของเขาก็เป็นจริงในปี 2008 โดยแวะไปเยือนสถานีอวกาศนานาชาติอยู่ช่วงหนึ่ง

Garriott ไปลองทำโน่นทำนี่มากมายบนสถานีอวกาศนานาชาติ และที่น่าจับตาคือ เขาไป "ถ่ายหนังสั้นไซไฟ" บนสถานีอวกาศนานาชาติด้วย

ภาพยนตร์ของ Garriott มีชื่อว่า Apogee of Fear (จุดไกลสุดของความกลัว) โดยเขาถ่ายฟุตเตจของหนังบนสถานีอวกาศ และเมื่อกลับลงมาที่โลก ก็ถ่ายฉากอื่นๆ และใส่เอฟเฟ็คต์เพิ่มเข้าไป

SpaceX เลื่อนการส่งจรวดไปสถานีอวกาศนานาชาติไปเดือนมีนาคม

หลังการปรับแผนการส่งสัมภาระจากกระสวยอวกาศเป็นการจ้างเอกชนแทน นาซ่าก็ต้องรอเทคโนโลยีของทาง SpaceX เพื่อส่งอุปกรณ์การทดลอง ตลอดจนสัมภาระอื่นๆ ขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ โดยหากทำสำเร็จก็จะเป็นการเชื่อมต่อกับจรวดของเอกชนเป็นครั้งแรก แต่แผนการนี้ก็ถูกเลื่อนออกไปจากเดิมที่ต้องยิงจรวดในวันที่ 7 กุมภาพันธ์

ทาง SpaceX ระบุว่าการปรับแผนยังไม่เสร็จสิ้นแต่จรวดจะยิงขึ้นไปได้อย่างเร็วในช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยจรวดที่ใช้นำส่งคือจรวด Falcon 9 และต่อกับแคปซูลบรรจุสัมภาระ Dragon

หากโครงการนี้สำเร็จจริงก็นับว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวให้กับนาซ่าได้มาก เพราะค่าใช้จ่ายในการยิงจรวด Falcon 9 นั้นอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ต่อครั้งเท่านั้น และตัวแคปซูล Dragon ก็สามารถปรับให้รองรับสัมภาระได้มากถึง 6 ตัน หรือผู้โดยสารถึง 7 คน อย่างไรก็ดีหาก SpaceX ยิงจรวดได้สำเร็จบริษัทจะได้สัญญามูลค่าถึง 396 ล้านดอลลาร์

ที่มา - Space.com

Syndicate content