Environment

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มียูเรเนียมรั่วไหล

5
vote

ผู้ที่ดูแลด้านความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส ออกมาเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ท่อเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในทางตะวันออกเฉียใต้ของฝรั่งเศส ได้เกิดรั่วไหลขึ้น ทำให้มีกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกมาบางส่วน แต่ไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม

ผู้ที่อยู่อาศัยในเขต Vaucluse ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ได้รับคำเตือนไม่ให้ดื่มน้ำหรือรับประทานปลาที่ได้จากแม่น้ำ หลังจากที่ยูเรเนียมเหลวได้รั่วออกมา ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Tricastin

จากการทดสอบในเบื้องต้น แสดงให้เห็นว่า การรั่วไหลครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะว่าปริมาณยูเรเนียมที่รั่วไหลออกมามีน้อยมาก เพียงไม่กี่กรัมเท่านั้น และไม่ได้มีการสัมผัสกับพื้นดินหรือน้ำแต่อย่างใด

หลังจากเกิดการั่วไหล ทางฝรั่งเศสได้เปลี่ยนตัวผู้ควบคุมออก และสั่งให้มีการสอบสวนเป็นการภายใน ว่าเกิดเหตุผิดพลาดอะไรขึ้น เพื่อที่จะได้ปรับปรุงและแก้ไขต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทางฝรั่งเศสจะมีการตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า ไม่มีการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีหลงเหลืออยู๋จริงๆ ซึ่งในระหว่างนี้ บรรรดาสระว่ายน้ำและการชลประทานจะถูกห้ามเป็นการชั่วคราว

การรั่วไหลครั้งนี้อยู๋ในระดับที่หนึ่ง จากระดับทั้งหมดที่มีเจ็ดระดับ ในการเกิดอุบัติเหตุทางด้านนิวเคลียร์

ที่มา - [Physorg(http://www.physorg.com/news135583648.html)

เชื้อเพลิงจากเศษอาหาร

9
vote

นักวิจัยได้ใช้ประโยชน์จากแบคทีเรียต่างกันสองชนิดมารวมกัน เพื่อสร้างไฮโดรเจนในเครื่อง bioreactor ซึ่งแบคทีเรียชนิดหนึ่งจะเป็นตัวสร้างให้แบคทีเรียอีกชนิด นอกจากนี้ เอนไซม์ที่เหลืออยู่ยังสามารถใช้ในกำจัดเศษโลหะ ที่หลงเหลือจากการทำปฏิกิริยาของตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งเป็นองค์ประกอบของรถยนต์ที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิง ในการเปลี่ยนจากไฮโดรเจนให้กลายเป็นพลังงาน

ในแต่ละวันประเทศอังกฤษมีการทิ้งเศษอาหารกว่า 7 ล้านตันต่อปี ซึ่งส่วนมากของเศษอาหารเหล่านี้จะนำไปสุ่การฝังกลบ ซึ่งก่อให้เกิดก๊าซจำพวกมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก จากความรู้ในการผลิตไฮโดรจนจากสารชีวภาพ ทำให้เศษอาหารเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานอันมีค่าได้

เมื่ออยู่ในภาวะปราศจากออกซิเจน แบคทีเรียบางจำพวกเช่น fermentative จะใช้คาร์โบไฮเดรตเ่ช่นน้ำตาล ในการสร้างไฮโดรเจนและกรด ส่วนแบคทีเรียชนิดอื่นเช่น purple ใช้แสงในการสร้างพลังงานและสร้างไฮโดรเจน เพื่อใช้ในการย่อยสลายโมเลกุล เช่นกรด ซึ่งคุณสมบัติของแบคทีเรียทั้ืงสองประเภทนี้ สามารถนำมาใช้ร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ โดยแบคทีเีรีย purple จะใช้กรดที่ได้จากการผลิตของแบคทีเรีย fermentation

เมื่อนำแบคทีเรียสองชนิดนี้มาใช้ร่วมกัน ทำให้สามารถผลิตไฮโดรเจนได้มากกว่าการใช้แบคทีเรียตัวเดียวโดดๆ ซึ่งความท้าทายในการผลิตระดับใหญ่ก็คือ การออกแบบ photobioreactor ทีมีราคาถูกในการสร้างและสามารถเก็บแสงได้จากพื้นที่จำนวนมาก ปัญหาต่อมาก็คือกระบวนการเชื่อมต่อ เข้ากับระบบป้อนน้ำตาลที่มีความน่าเชื่อถือ

ด้วยวิธีการนี้ ทำให้สามารถสร้างไฮโดรจนได้จากของเหลือจากการเกษตร เช่น ซังข้าวโพดหรือแกลบ แทนการนำไปฝังกลบซึ่งเป็นการทำลายสภาพแวดล้อม

ที่มา - Physorg

CO2 ร้ายกับคน ร้ายกับโลก แต่ดีกับพืช

16
vote

การเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ เป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักวิทยาศาสตร์และมนุษย์ทั่วไป แต่นักวิจัยจากเยอรมัน สามารถพิสูจน์ได้ว่าปริมาณก๊าซที่เพิ่มขึ้นนี้ กลายเป็นผลดีต่อพืช

ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผลิตผลจากข้าวบาร์เลย์, ธัญพืช และข้าวสาลี เพิ่มขึ้นกว่า 10%

นักวิจัยได้ทำการสังเกตพืชดังกล่าวในแปลงทดลอง โดยมีความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 550 ส่วนใน 1 ล้านส่วน ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่น่าจะมีในชั้นบรรยากาศในปี 2050

ท่ามกลางกระแสโลกร้อนที่กำลังเชี่ยวกราก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดูเหมือนจะรับบทผู้ร้ายตัวสำคัญของปรากฏการณ์นี้ ซึ่งนักวิจัยได้ออกตัวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ตั้งใจจะคัดค้าน เรื่องการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างไร เพียงแค่เป็นการศึกษาผลกระทบเพียงเท่านั้น

ที่มา - Physorg

รายงานจากธนาคารโลกเผย อาหารแพงเพราะเชื้อเพลิงชีวภาพ

24
vote

เชื้อเพลิงชีวภาพ ทำให้ราคาอาหารทั่วโลกสูงขึ้นกว่า 75% ตามรายงานที่ไม่ได้รับการเปิดเผยของธนาคารโลก ข่าวดังกล่าวตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์การ์เดียน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

หนังสือพิมพ์การ์เดียนกล่าวว่า รายงานฉบับดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ เพื่อต้องการไม่ให้รัฐบาลสหรัฐเสียหน้า เนื่องจากเคยพูดไว้ว่า เชื้อเพลิงชีวภาพทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นเพียง 3%

รายงานฉบับนี้กล่าวว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ได้เป็นการเพิ่มบริโภคพืชที่ใช้เป็นอาหารแต่อย่างใด และไม่ได้องค์ประกอบหลักในการเพิ่มของราคาอาหารด้วย นอกจากนี้ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลีย ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมายนัก

ในทางตรงข้าม สหภาพยุโรปและสหรัฐต่างหากที่เป็นปัจจัยทำให้ราคาของอาหารสูงขึ้น โดยเฉพาะสภาพยุโรป ซึ่งมีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพสูงขึ้นกว่า 10% ในปี 2020

เฉพาะประเทศอังกฤษเพียงประเทศเดียว น้ำมันทุกชนิดที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ มีอัตราการใช้งานสูงขึ้นกว่า 2.5% ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ถ้าไม่มีการเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั่วโลก ปริมาณข้าวโพดและข้าวสาลีที่สะสมอยู่ก็น่าจะมีเพียงพอ และราคาที่สูงขึ้นจากปัจจัยอื่นก็อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

ความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพยังบิดเบือนราคาตลาด ราคาที่สูงขึ้นของพืชพลังงาน ทำให้เกษตรกรหันมาสนใจปลูกพืชพลังงาน แทนพืชที่ใช้ในการบริโภค

แต่อย่างไรก็ตาม การแปรรูปน้ำตาลอ้อยเป็นเอทานอลของบราซิล กลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหารมากนัก

ในรายงานยังบอกอีกว่า ค่าวัสดุเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น มีส่วนเพิ่มราคาอาหารเพียง 15% เท่านั้น ในขณะที่เชื้อเพลิงชีวภาพ มีส่วนทำให้ราคาอาหารเพิ่มกว่า 75%

ที่มา - Physorg

ผู้เชี่ยวชาญยูเอ็นมองโลกในแง่ดี ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงมีส่วนช่วยลดโลกร้อน

21
vote

ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของยูเอ็น Yvo de Boer ได้ให้สัมภาษณ์ถึงวิกฤติการน้ำมันแพง ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่า มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม

Yvo de Boer ได้ให้ัสัมภาษณ์กับ AFP ว่า ราคาน้ำมันแพง ทำให้ยุโรปและอเมริการลดปริมาณการใช้น้ำมันลง นอกจากนี้ ยังเป็นการเร่งการพัฒนาพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ Yvo de Boer ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมอีกว่า ราคาน้ำมันแพง ทำให้การสกัดน้ำมันจากแหล่งน้ำมันที่ทำได้ยาก เช่น หินน้ำมัน มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งการนำพลังงานจากแหล่งดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มมลภาวะให้กับโลกมากยิ่งขึ้น

ถึงแม้จะพูดความจริง แต่สิ่งที่พูดคงไปขัดหูใครหลายๆ คน

ที่มา - Physorg

เชื้อเพลิงชีวภาพบางชนิดอาจส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

43
vote

นักชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) ได้แสดงให้เห็นว่า พลังงานชีวภาพบางชนิด ให้ผลกระทบที่ตรงกันข้ามกับจุดประสงค์เดิมของมัน ซึ่งงานวิจัยนี้ ได้รับการตีพิมพ์ในนิยสาร Conservation Biology

งานวิจัยชิ้นนี้ ได้ศึกษาปัจจัยที่เป็นผลกระทบหลายๆ ด้าน เปรียบเทียบพลังงานที่ใช้ในการผลิตเชื้อเพลิง เทียบกับพลังงานที่เชื้อเพลิงชนิดนั้นให้ออกมา, ผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน, และผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยอยู่บนฐานที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพไปผสมกับเชื้อเพลิงปกติ ซึ่งผลจากการศึกษา นักวิจัยสรุปได้ว่า เอทานอลที่ได้มาจากข้าวโพด ถือเป็นตัวเลือกที่แย่ที่สุด

นักวิจัยได้ให้เหตุผลว่า ข้าวโพดต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมากในการเติบโตแและการเปลี่ยนเป็นเอทานอล ในขณะที่พลังงานที่ได้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ธัญพืชหรือสาหร่าย ใช้พลังงานในการผลิตที่น้อยกว่า แต่การจะเปลี่ยนทิศทางการผลิตไปใช้พืชเหล่านี้ยังไม่สามารถทำได้เต็มที่ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยี

เพื่อที่ให้การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพทำอย่างถูกทาง นักวิจัยก็เลยแนะนำนโยบายที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

  • ประมวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • สนับสนุนเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่สามารถผลิตได้อย่างยั่งยืน
  • เลือกชนิดของพืชที่ให้ประสิทธิภาพสูง
  • เลือกพืชที่ใช้พื้นที่ในการเพราะปลูกน้อย
  • ส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพของดินที่เสื่อมโทรม
  • ห้ามขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่ม (ในที่นี้คงหมาถึงการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำมาปลูกพืช)
  • ส่งเสริมพืชที่ใช้ปุ๋ย, ยาฆ่าแมลง ในการปลูกน้อย
  • ส่งเสริมการปลูกพืชท้องถิ่น
  • ห้ามพืชต่างถิ่น
  • ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียน
  • ส่งเสริมการอนุรักษ์ดิน
  • ส่งเสริมเฉพาะพลังงานชีวภาพ ที่ปล่อยคาร์บอนออกมาน้อย

จริงๆ แนวทางทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่คนปลูกมักจะละเลยต่างหาก

ที่มา - ScienceDaily

ครีมกันแดดเป็นภัยคุกคามต่อปะการัง

56
vote

ครีมกันแดดที่นักท่องเที่ยวใช้กันทั่วไปตามชายหาด อาจเป็นสาหตุสำคัญในปรากฏการณ์ ปะการังฟอกสี ผลจากการศึกษาของคณะกรรมการสหภาพยุโรป

นักวิจัยที่นำโดย Roberto Danovaro จากมหาวิทยาลัยปิซ่า (University of Pisa) ได้ทำการทดลองโดยใช้ครีมกันแดดต่างกันสามยี่ห้อ ควบคุมปริมาณให้เหมาะสม แล้วนำไปทดสอบกับน้ำทะเลรอบๆ แนวปะการัง ซึ่งสถานที่ทดสอบได้แก่ เม็กซิโก, อินโดนีเซีย, ไทย และอียิปต์

จากการทดลอง พบว่าครีมกันแดดแม้มีปริมาณน้อย แต่ก็ทำให้ปะการังผลิตเมือกเหนียวออกมาภายในเวลา 18 ถึง 96 ชั่วโมง และภายในเวลา 96 ชั่วโมง ปะการังที่ทดสอบก็ฟอกสีทั้งหมด

จากการประมาณ ในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวประมาณ 78 ล้านคน ที่ท่องเที่ยวแนวปะการัง และมีปริมาณครีัมกันแดดที่ถูกปล่อยออกมาบริเวณแนวปะการังประมาณ 4,000 ถึง 6,000 ตัน และสารเคมีในครีมกันแดดประมาณ 25% จะถูกละลายออกมาภายใน 20 นาที หลังจากสัมผัสน้ำทะเล

ความสำคัญของแนวปะการัง นอกจากความสวยงามที่เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ยังเป็นแหล่งรวมผลิตผลและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหากแนวปะการังเสื่อมโทรม ก็ย่อมหมายถึงความเสื่อมโทรมของท้องทะเลบริเวณนั้นๆ ด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปะการังฟอกสี

ที่มา - Physorg

สหภาพยุโรปแถลง : พลังงานชีวภาพไม่ได้แย่งอาหารคนจน

40
vote

Guenter Verheugen รองประธานคณะกรรมการสภาพยุโรป ได้ออกมาคัดค้าน ถึงกระแสความไม่แน่ใจ ในการใช้พลังงานชีวภาพของสหภาพยุโรป

“มันไม่มีเหตุผล ที่เราจะนำอาหารของคนและสัตว์ มาผลิตเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ”

หนังสือพิมพ์ Bild am Sonntang ถอดคำให้สัมภาษณ์ของ Verheugen เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

Verheugen เน้นย้ำไปถึงการวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นถัดไป ซึ่งไม่ควรใช้วัสดุ ที่มนุษย์และสัตว์ใช้บริโภค นอกจากจะเป็นการแย่งอาหารแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการทำลายป่า เพื่อใช้พื้นที่ในการปลูกพืชพลังงาน แต่ีควรได้มาจากวัสดุที่เหลือใช้จากการเกษตรเช่น ฟางข้าว เป็นต้น

27 ประเทศจากสหภาพยุโรป ต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพให้ได้อย่างน้อย 10% ภายในปี 2020 แต่โครงการดังกล่าว กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ึถึงความเหมาะสม เนื่องจากราคาอาหารโลกได้พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคนจนทั่วโลก

ที่มา - Physorg

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง มีส่วนช่วยให้มลภาวะลดลง

46
vote

ในภาวะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอยู่ในปัจจุบัน อาจจะมีข้อดีที่แอบแฝงอยู่ในตัวของมันเอง เมื่อนักวิจัยจากสหรัฐพบว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้มลภาวะที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกลดปริมาณลง

Chris Knittel นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการศึกษาข้อมูล ราคาน้ำมันย้อนหลังไปหลายสิบปี และพบความสัมพันธ์ของราคาน้ำมัน กับพฤติกรรมของผู้ใช้รถ พบว่าการซื้อรถที่กินน้ำมันอย่างพวก SUV หรือ รถกระบะ จะลดลง 13% ทุกๆ 1 เหรียญของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และในทิศทางเดียวกัน ก็ทำให้ปริมาณการซื้อรถที่มีประสิทธิภาพในการใ้ช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น 17% เช่นเดียวกัน

ข้อมูลของ Knittels ที่นำเสนอ ได้รับการยอมรับจากนักเศรษฐศาสตร์เป็นจำนวนมาก โดยมีนักเศรษฐศาสตร์อีกคน Kenneth Small ได้นำเสนอข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า ทุก 1 เหรียญของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่ลดจำนวนน้ำมันที่ต้องใช้ลงถึง 14% ซึ่งหมายความว่า ปริมาณการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลง คิดเป็นปริมาณถึง 2% ของปริมาณแก๊สทั้งหมด ที่สหรัฐปล่อยออกมาในปี 2006

ที่มา EurekAlert

เมืองไร้ก๊าซคาร์บอนกลางทะเลทราย

45
vote

โครงการ Masdar initiative ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซส MIT ประเทศสหรัฐอเมริกา กับบริษัท Abu Dhabi Future Energy จากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต UAE ได้ร่วมกันลงทุนเพื่อสร้างเมืองที่ปราศจากการผลิตคาร์บอน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่ง ของปรากฏการณ์เรือนกระจก โดยใช้งบประมาณกว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีพื้นที่เมืองรวม 7 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ชานกรุงอาบู ดาบี เมืองหลวงของ UAE ประกอบไปด้วยที่อยู่อาศัย ร้านค้าและโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งสามารถรองรับประชากรได้ประมาณ 50,000 คน

แหล่งพลังงานหลักของเมือง มาจาก พลังงานแสงอาทิตย์ ถึง 82% เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า จากแสงและความร้อน แหล่งพลังงานอีก 17% มาจากการเผาขยะโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าแบบเดิมถึง 10 เท่า อีก 1% มาจากพลังงานลม

นอกจากการใช้พลังงานทางเลือกแล้ว เมืองยังได้รับการวางผังเมืองของถนนไปในแนวทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อการระบายความร้อนและการได้รับแสงสว่างของอาคารต่างๆ โดยใช้พลังงานน้อยที่สุด ทั้งนี้ยังมีการจัดการเรื่องการขนส่งของเมือง โดยได้ห้ามพาหนะที่ใช้น้ำมันเข้ามาในเมือง แต่ให้ใช้รถรางไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่อื่นๆของกรุงอาบู ดาบี และภายในเมือง มีการใช้รถครอบครัวขนาดเล็กที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน

การสร้างเมืองนี้ขึ้นมานั้น ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนางานวิจัยด้านพลังงานทดแทน โดยเป็นการนำเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาขึ้นมาใช้งานจริง เพื่อลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน

ที่มา - NewScientist.COM

Syndicate content