Environment

สหภาพยุโรปออกข้อบังคับร้านค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต้องรับขยะคืน

การกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัญหาสำคัญสำหรับประเทศที่ใช้สินค้าเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ (และเปลี่ยนบ่อยขึ้นเรื่อยๆ) แม้อุปกรณ์หลายอย่างสามารถรีไซเคิลได้แต่กระบวนการจัดเก็บก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และหากทิ้งไม่ถูกต้องก็อาจจะทำให้มีสารเป็นพิษในสิ่งแวดล้อม ทางสหภาพยุโรปจึงออกกฏการรับขยะคืน

กฏหมายใหม่ของสหภาพยุโรปจะบังคับให้ร้านค่าที่มีพื้นที่ขายเกิน 400 ตารางเมตร จะต้องรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กคืนจากลูกค้าที่เดินทางมายังร้าน โดยไม่ต้องซื้อสินค้าใหม่แต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้หลายแบรนด์ก็มีบริการรับสินค้าคืนอยู่แล้ว แต่เป็นไปในลักษณะของการรับคืนเมื่อมีการซื้อเครื่องใหม่เท่านั้น

สหภาพยุโรปหวังตั้งเป้าว่าจะเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์กลับมาจัดการอย่างถูกต้องให้ได้ถึง 85% จากที่ตอนนี้เก็บได้เพียงหนึ่งในสามเท่านั้น

ที่มา - PC World

ฤดูหนาวที่หนาวขึ้นเกิดจากฤดูร้อนที่ร้อนขึ้น

รู้สึกกันบ้างหรือไม่ว่าช่วงให้หลังมานี้ ฤดูหนาวชักจะหนาวกว่าปกติ ในหลายๆ ที่ทั่วโลกก็มีข่าวหิมะตกปกคลุมหนาแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ไหนพวกนักวิทยาศาสตร์บอกว่าเรากำลังประสบกับภาวะโลกร้อนไม่ใช่หรือ?

ทีมนักวิจัยจาก Atmospheric and Environmental Research (AER), the University of Massachusetts และ University of Alaska Fairbanks ในสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาพบว่าสาเหตุที่ฤดูหนาวหนาวขึ้นเป็นเพราะฤดูร้อนร้อนขึ้นนั่นเอง!

อุณหภูมิที่สูงขึ้นในฤดูร้อนของทวีปอาร์คติก (เดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม) จนถึงฤดูใบไม้ร่วงทำให้น้ำแข็งในทะเลละลายอย่างรวดเร็ว การละลายของน้ำแข็งส่งผลให้อากาศมีความชื้นมากขึ้นและตกลงมาเป็นหิมะ การขยายตัวของพื้นที่หิมะนี้เองที่ทำให้วัฏจักรการไหลเวียนของกระแสลมในอาร์คติกที่เรียกว่า Arctic Oscillation เปลี่ยนแปลงไป คือแทนที่จะไหลเวียนสลับกับไปมาตามเดิม Arctic Oscillation กลับอยู่ในสภาวะ "negative phase" นานขึ้น

negative phase ของ Arctic Oscillation คือสภาพที่มวลความกดอากาศสูงปกคลุมพื้นที่อาร์คติก ลมหนาวจึงถูกผลักลงมายังแถบละติจูดล่างๆ อากาศในฤดูหนาวของทวีปอเมริกาเหนือและยูเรเซียจึงมีอุณหภูมิลดต่ำลง

นักวิจัยคาดการณ์ต่อไปว่าเมื่ออุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ไอน้ำที่ควบแน่นเหนืออาร์คติกจะตกลงมาเป็นฝนแทนหิมะ ถึงตอนนั้นปรากฏการณ์นี้ก็จะหยุดลง ฤดูหนาวจะเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ส่วนฤดูร้อนก็ร้อนตับแตกต่อไป

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Environmental Research Letters DOI: 10.1088/1748-9326/7/1/014007

ที่มา - Science Daily

"Criegee Intermediate" พระเอกตัวใหม่ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน?

ในปี 1949 นักเคมีชาวเยอรมัน Rudolf Criegee ได้เสนอว่าเมื่อโอโซนทำปฏิกิริยากับสารไฮโดรคาร์บอนจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า "Criegee Intermediate" ขึ้นในกระบวนการ หากไฮโดรคาร์บอนตัวนั้นเป็นพวก alkene โมเลกุลของ Criegee Intermediate ที่เกิดขึ้นก็จะเป็น biradicals ซึ่งหมายความว่ามันมีช่องอนุมูลในการทำปฏิกิริยากับสารอื่นๆ ถึงสองช่อง นักวิทยาศาสตร์สงสัยมานานแล้วว่าบนชั้นบรรยากาศที่มีทั้งโอโซนและไฮโดรคาร์บอน มันจะมี Criegee Intermediate เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน และจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง แต่การศึกษา Criegee Intermediate ในสภาวะก๊าซเป็นเรื่องยากเพราะ Criegee Intermediate สลายตัวเร็วเกินกว่าจะตรวจอะไรกับมันได้

ทีมวิจัยจาก Sandia National Laboratories ในรัฐแคลิฟอร์เนีย กับ University of Manchester และ University of Bristol ของสหราชอาณาจักร เป็นทีมวิจัยแรกที่สามารถสังเกตพฤติกรรมของ Criegee Intermediate ในสภาวะก๊าซได้ และผลที่ออกมาก็น่าสนใจกว่าที่นักเคมีหลายคนหวังไว้เสียด้วย

[COP17/CMP7] การประชุมโลกร้อนยืดเวลาเจรจาเพิ่ม

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2554 ผู้แทนเจรจาจากนานาประเทศนำโดยของจีน, อินเดีย, กลุ่มประเทศแอฟริกาและสหภาพยุโรป ถกกันเครียดถึงข้อตกลงร่วมกันในการแก้ไขปัญหาภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก เนื่องจากเป็นคืนสุดท้ายตามกำหนดการณ์ของการประชุม COP17/CMP7 ที่ Durban ประเทศแอฟริกาใต้

แต่การประชุมก็ยังไม่ได้ข้อยุติ จนในที่สุดต้องจำใจเลื่อนกันมาประชุมต่อในวันนี้ซึ่งเป็นวันเสาร์ ทีแรกก็ตั้งใจกันว่าจะประชุมเพิ่มกันอีกไม่กี่ชั่วโมง แต่ทำไปทำมา สุดท้ายก็ต้องลากยาวไปจนเต็มวัน และมีทีท่าว่าจะเลยเถิดไปถึงวันอาทิตย์ด้วย

[COP17/CMP7] ชัดเจน! แคนาดายืนยันไม่ต่อ Kyoto Protocol

วันแรกยังไม่จบ การประชุมโลกร้อนครั้งที่ 17 ณ Durban ประเทศแอฟริกาใต้ ก็เริ่มจะมีปัญหาแล้ว เมื่อ Peter Kent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของแคนาดาประกาศที่กรุงออตตาวา ว่าตัวแทนของแคนาดาจะไม่ยอมลงนามต่อระยะเวลาผูกพันใน Kyoto Protocol แน่

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่แปลกใจกับท่าทีของแคนาดาเท่าไร เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันของแคนาดาที่นำโดย Stephen Harper แห่งพรรคคอนเซอร์เวทีฟเน้นนโยบายเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสหรัฐอเมริกามากกว่าที่จะหันมาใส่ในข้อบังคับ Kyoto Protocol

ตามตัวหนังสือที่แคนาดาลงนามไว้ ภายในปี 2012 แคนาดาจะต้องลดการปล่อยก๊าซ CO2 ให้ได้ 6% จากระดับของปี 1990 แต่ความจริงที่ปรากฎในปี 2011 ปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 เพิ่มขึ้นจากระดับของปี 1990 เกือบหนึ่งในสาม

สารทดแทน CFCs... ภัยเงียบอีกตัวของปัญหาเรือนกระจก

ตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา หลายประเทศได้ทยอยลงนามใน Montreal Protocol เพื่อยกเลิกการใช้สารประกอบพวก CFCs (chlorofluorocarbons) และ HCFCs (hydrochlorofluorocarbons) เพราะสารเคมีที่ใช้ในเครื่องทำความเย็นพวกนี้ลอยขึ้นไปทำลายโอโซนบนชั้นบรรยากาศ ทำให้ชั้นโอโซนเบาบางลง เกิดเป็น "รูโหว่โอโซน"

วงการอุตสาหกรรมก็หันไปพึ่งพาสารเคมีอย่างอื่นทดแทน สารตัวหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก คือ HFCs (Hydrofluorocarbons) เนื่องจากมันมีโครงสร้างและคุณสมบัติคล้ายคลึงกับ CFCs และ HCFCs แต่ไม่มีฤทธิ์ทำลายโอโซนเท่ากับสารสองตัวนั้น

แต่การเปลี่ยนมาใช้ HFCs ก็มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นที่รุนแรงพอๆ กัน เนื่องจาก HFCs เป็นก๊าซที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse effect) จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ HFCs มีประสิทธิภาพในการทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 1,600 เท่าโดยเฉลี่ย แถมมันยังอยู่ยงคงกระพันยาวนานเป็นปีๆ กว่าจะสลายตัวไปเองตามธรรมชาติ บางตัวมีอายุเกิน 200 ปีด้วยซ้ำ (อ้างอิง: UNFCCC)

UN Environment Programme (UNEP) ได้เสนอรายงานถึงภัยเงียบของ HFCs ในรายงานระบุว่าภายในปี 2050 ผลกระทบของภาวะเรือนกระจกจาก HFCs จะรุนแรงเท่ากับผลจากภาคการขนส่งทั้งโลกรวมกัน และแนวโน้มก็มีแต่เพิ่มขึ้นๆ อย่างไม่หยุดยั้งตามจำนวนประชากรและการขยายตัวของเศรษฐกิจ

UNEP แนะว่าทางแก้ไขปัญหา HFCs เฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน ก็คือ ต้องลดปริมาณการใช้เครื่องทำความเย็นที่มีสาร HFCs ซึ่งอาจต้องพึ่งความรู้ทางด้านการออกแบบอาคารให้มีอากาศเย็นสบาย ระบายความร้อนได้ดี ส่วนทางภาคอุตสาหกรรมก็ต้องเริ่มหาสารอื่นทดแทน HFCs ได้แล้ว หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะต้องวิจัยสังเคราะห์ HFCs แบบที่มีอายุน้อยลงกว่าเดิม สลายตัวได้ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

รายงานฉบับเต็มของ UNEP สามารถดาวน์โหลดได้จาก www.unep.org/dewa/Portals/67/pdf/HFC_report.pdf

ในการประชุมของ the Parties to the Montreal Protocol on Substances that Deplete the Ozone Layer (COP9/MOP23) ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 21-25 พฤศจิกายน 2011 นี้ ก็จะพูดถึงทิศทางต่อไปของ Montreal Protocol และปัญหาการลดลงของชั้นโอโซน เป็นไปได้ว่าจะมีเรื่องของ HFCs อยู่ในวาระการประชุมด้วย

ที่มา - BBC News

มลภาวะจากน้ำมันดีเซลอาจมีส่วนทำร้ายผึ้งน้อย

ผึ้งน้ำหวาน (honey bee) ถือเป็นแมลงเศรษฐกิจที่สำคัญมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำผึ้ง นมผึ้ง ฯลฯ เท่านั้นที่ขายทำเงินได้ แต่บริการช่วยผสมเกสรของผึ้งน้อยเหล่านี้ยังมีประโยชน์ต่อพืชเศรษฐกิจอีกหลายตัว

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าประชากรผึ้งน้ำหวานทั่วโลกลดลงโดยไม่รู้สาเหตุ เอาเฉพาะแค่ที่สหรัฐอเมริกาแห่งเดียว ในปี 2007, 2008 และ 2009 ก็พบว่าจำนวนรังผึ้งทั่วประเทศลดลงถึงปีละ 35%

ศ. Guy Poppy และ ดร. Tracey Newman แห่งมหาวิทยาลัยเซาธ์แทมป์ตันจึงได้รวบรวมนักชีววิทยา, นักนิเวศวิทยา, นักวัสดุศาสตร์นาโนเทคโนโลยี มาตั้งเป็นทีมวิจัยเพื่อค้นหาสาเหตุการหายไปของผึ้ง

ในขั้นแรกนี้ ทีมวิจัยมีสมมติฐานว่าอนุภาคขนาดนาโน (nanoparticle) จากการเผาไหม้ของน้ำมันดีเซลคือต้นเหตุสำคัญของเรื่อง เพราะก่อนหน้านี้มีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของอนุภาคเหล่านี้ต่อระบบประสาทของสัตว์และมนุษย์ อนุภาคพวกนี้อาจเข้าไปรบกวนระบบประสาทของผึ้ง ทำให้ผึ้งงานไม่สามารถหาเส้นทางไป-กลับระหว่างรังกับแหล่งอาหารได้

นอกจากนี้ ดร. Robbie Girling ยังแนะอีกว่าไอควันของน้ำมันดีเซลอาจไปกลบกลิ่นของแหล่งอาหารผึ้งจนหมด ผึ้งที่งงๆ อยู่แล้วเจอไอดีเซลไปอีกชั้นก็ยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่

ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเซาธ์แทมป์ตันจะใช้เวลา 3 ปีและเงินทุนสนับสนุน 156,000 ปอนด์จาก Leverhulme Trust Research Project Grant ในการพิสูจน์สมมติฐานเหล่านี้

หวังว่าในที่สุดเราก็จะรู้สาเหตุที่แท้จริงและหาทางแก้เพื่อช่วยชีวิตผึ้งทั่วโลกได้

ที่มา - Science Daily

ไม่ถึง 10 เดือน เราก็ใช้กันเกินงบของทั้งปีแล้ว

อะไรกันเนี่ย! รัฐบาลนี้เบิกงบประจำปีมาใช้หมดแล้วเหรอ?? อย่าเข้าใจผิดไป เว็บ JuSci.net ของเราเป็นเว็บข่าววิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เว็บข่าวการเมือง (อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่)

"งบ" ของข่าวนี้เป็นการเปรียบเทียบ "งบประมาณทางนิเวศวิทยา" ที่ดาวเคราะห์โลกมีให้กับมนุษย์ ว่ากันในทางนิเวศวิทยาแล้ว มนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตต้องการทรัพยากรในการดำรงชีพ และโลกก็มีระบบในการหมุนเวียนพลังงานและทรัพยากรเหมือนๆ กับที่เราหมุนเงินมาใช้ทำโน่นทำนี่ ความสามารถในการหมุนเวียนทรัพยากรของโลกนี่แหละคืองบประมาณของชาวโลกอย่างเราๆ ที่ต้องแบ่งใช้กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก

หากเราใช้ทรัพยากรเกินกว่าที่โลกจะหมุนให้ทัน ก็เทียบได้กับมนุษย์เราใช้เงินเกินงบประมาณ เช่น ถ้าเราปล่อย CO2 มากกว่าวัฏจักรคาร์บอนจะหมุนมันทัน ก็เท่ากับเราปล่อย CO2 เกินงบ, หรือถ้าเราตัดไม้เกินกว่าที่ป่าจะโตได้ทัน ก็คือเราตัดไม้เกินงบ

นักวิทยาศาสตร์ของกลุ่ม Global Footprint Network ก็ได้อาศัยแนวคิดอันนี้มาคำนวณว่า สมมติให้โลกมีงบให้เราใช้ปีต่อปี มนุษย์เราใช้งบประมาณนี้เกินดุล ขาดดุล หรือสมดุลอย่างไรบ้าง? และถ้าเราใช้งบกันเกินกว่าที่โลกมีให้ เราใช้งบประจำปีหมดในวันที่เท่าไรของปี ซึ่ง Global Footprint Network เรียกวันที่งบประจำปีหมดลงว่า "Earth Overshoot Day"

การปลูกป่าอาจหยุดภาวะโลกร้อนไม่ได้

แม้ว่า UN จะประกาศให้ปี 2011 นี้เป็น "ปีแห่งป่าสากล" แถมยังตั้งเป้าผลักดันต่อยอดโครงการ REDD (Reducing Emissions from Deforestation and forest Degradation) เต็มที่ เพื่อให้ป่าไม้เป็นตัวช่วยดักจับก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญ (อย่างเช่น คาร์บอนไดออกไซด์) ไม่ให้ลอยขึ้นไปเพิ่มพูนภาวะเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ

แต่จากแบบจำลองคอมพิวเตอร์ของ Vivek Arora แห่ง University of Victoria, British Columbia และ Alvaro Montenegro แห่ง St Francis Xavier University ในประเทศแคนาดา ให้ผลออกมาว่า แม้ชาวโลกจะร่วมมือกันเปลี่ยนพื้นที่เกษตรครึ่งหนึ่งในปัจจุบันกลับไปเป็นป่าภายในปี 2060 ป่าที่ปลูกๆ กันสามารถช่วยลดการเพิ่มของอุณหภูมิที่เกิดจากภาวะโลกร้อนในปี 2100 ได้เพียง 0.25 °C เท่านั้น หรือถ้าจะเอาแบบสะใจ เปลี่ยนพื้นที่เกษตรทั้งหมดกลับไปเป็นป่าเลย ก็ยังช่วยได้แค่ 0.45 °C

แบบจำลองอาจจะฟังดูแย่แล้ว สถานการณ์ในความเป็นจริงแย่กว่าเสียอีก เพราะ Vivek Arora ประเมินว่ามีพื้นที่เกษตรอย่างมาก 10-15% เท่านั้นที่จะเปลี่ยนกลับไปเป็นป่าได้

ตัวแปรอย่างหนึ่งที่มีผลกระทบในแบบจำลอง คือ การสะสมความร้อนของป่า โดยเฉพาะป่าในเขตอบอุ่นซึ่งป่าจะกักเก็บความร้อนไว้มากกว่าบริเวณที่โล่งซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์มากกว่า อากาศรอบๆ จึงมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ในกรณีป่าเขตร้อน การระเหยของน้ำจะช่วยตรงนี้ได้เยอะกว่าทำให้อากาศรอบๆ เย็นลง

ที่มา - New Scientist

อธิบายเสริมเล็กน้อย:
ในโปรแกรม REDD ของ UN ประเทศที่เข้าร่วมโปรแกรมจะออกเงินทดแทนให้กับประเทศยากจนที่มีทรัพยากรป่าไม้อุดมสมบูรณ์เพื่อให้หยุดการตัดไม้ทำลายป่า

ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ

ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable products) กำลังได้รับความนิยมในฐานะทางเลือกสำหรับผู้ที่รักและห่วงใยปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ Morton Barlaz และ James Levis แห่ง North Carolina State University ได้ชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์พวกนี้ก็ไม่ได้ดีเลิศอย่างที่คาดคิดกัน

ปัญหาของผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ คือ เมื่อมันผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดิน ก๊าซมีเธน (methane) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวร้ายแรงจะถูกปลดปล่อยออกมา

แม้ว่าเราจะสามารถกักเก็บก๊าซมีเธนไว้ใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงได้ แต่มีแหล่งที่ทิ้งขยะอีกมากมายที่ไม่มีการติดตั้งระบบกักเก็บก๊าซเชื้อเพลิงจากขยะ เช่น อย่างในสหรัฐอเมริกามีแหล่งที่ทิ้งขยะถึง 31% ที่ปล่อยก๊าซมีเธนสู่บรรยากาศโดยที่ไม่มีอะไรป้องกันเลย เป็นต้น

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้แย่เข้าไปใหญ่ คือ ความสามารถในการย่อยสลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นจุดขายหลักของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ยิ่งย่อยสลายได้เร็ว อัตราของการปลดปล่อยก๊าซมีเธนออกมาก็ยิ่งมาก กว่าที่จะติดตั้งระบบกักเก็บก๊าซเสร็จ ก๊าซมีเธนก็วิ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศไปไม่รู้เท่าไรแล้ว

ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้คงเป็นการหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพแบบที่ย่อยสลายช้าๆ หน่อย แล้วเร่งรัดให้แหล่งทิ้งขยะทุกที่รีบติดตั้งระบบกักเก็บก๊าซให้เรียบร้อย

ที่มา - PhysOrg

Syndicate content