Energy

นักวิจัยทดลองใช้เชื้อไวรัสเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า

นักวิจัยแห่ง US Department of Energy's Lawrence Berkeley National Laboratory ค้นพบวิธีการสร้างพลังงานจากเชื้อไวรัสที่มีความอันตรายน้อยโดยสามารถเปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้าได้

ในการทดลองนั้น นักวิจัยได้สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีสามารถผลิตพลังงานส่งไปยังส่วนแสดงผลคือจอ LCD ขนาดเล็กได้ เครื่องกำเนิดไฟฟ้านี้จะทำงานโดยการเคาะนิ้วไปบนพื้นที่ขนาดเท่ากับแสตมป์เคลือบด้วยขั้วไฟฟ้า ภายในจะบรรจุเชื้อไวรัสเอาไว้ โดยไวรัสจะทำการเปลี่ยนแรงกลจากการกดมาเป็นพลังงานไฟฟ้า

เครื่องกำเนิดไฟฟ้านี้ใช้หลักการ piezoelectric จากวัสดุชีวภาพ โดย piezoelectric คือการสะสมของประจุภายในของแข็งและจะตอบสนองต่อความเครียดทางกล โดยนักวิจัยเชื่อว่านี่เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะนำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์ขนาดเล็กที่จะช่วยในการเก็บสะสมพลังงานจากการสั่นสะเทือนของงานในชีวิตประจำวันได้

ที่มา - New Electronics

จีนเตรียมสร้างระบบกริดไฟฟ้าทั่วประเทศ 2,210 กิโลเมตร

รัฐบาลจีนเตรียมเชื่อมระบบไฟฟ้าทั่วประเทศเข้าด้วยกันเป็นกริด ด้วยสายไฟความต่างศักย์สูงถึง 800kv (ultra-high voltage direct current - UHVDC) ความยาว 2,210 กิโลเมตร มีกำลังส่งพลังงาน 8 ล้านกิโลวัตต์ ลากผ่านมณฑลซินเจียง, กานซู, หนิงเซีย, ส่านซี, ซานซี, และเหอหนาน มูลค่ารวม 23.39 พันล้านหยวน หรือ 116 พันล้านบาท

อีกเส้นหนึ่งที่กำลังเริ่มโครงการใกล้ๆ กันคือ สาย HVDC ความต่างศักย์ 750kv ความยาว 2,180 กิโลเมตร มูลค่า 9.56 พันล้านหยวนหรือ 47 พันล้านบาท จะลากพลังงานลมและแสงอาทิตย์จากเมืองคูมุล (อยู่ในซินเจียงเช่นกัน) ออกมายังส่วนอื่นๆ ของประเทศ

มณฑลซินเจียงเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยพลังงานถ่านหินและน้ำมัน ทางการจีนจึงต้องการนำโรงงานไฟฟ้าไปตั้งในพื้นที่ด้านตะวันตกนี้แล้วส่งพลังงานเป็นไฟฟ้าออกมาสู่พื้นที่ตะวันออกให้มากที่สุด

ที่มา - China Daily

กังหันลมปั่นไปทำให้พื้นดินร้อนขึ้นในเวลากลางคืน

ความพยายามค้นหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนั้น มีหลายครั้งที่ตั้งอยู่บนความหวังว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียนจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าแหล่งพลังงานที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี การศึกษาผลกระทบจากแหล่งพลังงานเหล่านี้เพิ่งมีมากขึ้นในช่วงหลัง เมื่อการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในสหรัฐฯ มีการเก็บค่าอุณหภูมิผิวโลก เพื่อเปรียบเทียบว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงสิบปีหลังมีการติดตั้งกังหันปั่นไฟจำนวนมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

พื้นที่สำรวจนั้นอยู่ในรัฐเท็กซัส ที่มีการติดตั้งกังหันลมอย่างมากในช่วงหลัง นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบ MODIS (Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer) ที่เก็บข้อมูลอุณหภูมิพื้นผิวเป็นพื้นที่ 1.1 ตารางกิโลเมตร แล้วนำไปเทียบกับข้อมูลอุณหภูมิขององค์กรการบินเพื่อดูความเปลี่ยนแปลง

ผลการสำรวจพบว่าความร้อนในช่วงเวลากลางวันนั้นไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในเวลากลางคืน โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวนั้นอุณหภูมิพื้นผิวกลับสูงขึ้น 0.5 องศาเซลเซียสต่อสิบปี และช่วงมิถุนายน, กรกฏาคม, และสิงหาคมนั้น อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น 0.72 องศาเซลเซียสต่อสิบปี

นักวิจัยคาดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากกังหันลมคือการกวนลมหน้าผิวดินจนเกิดเป็นลมหมุน ปกติแล้วในเวลากลางคืน ความร้อนจากผิวดินจะถูกระบายออกไปอย่างรวดเร็ว แต่กังหันลมจะสร้างลมหมุนที่ดึงลมร้อนที่ควรลอยขึ้นด้านบนกลับลงมาสู่ผิวดิน

จนตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าหากเราติดตั้งกังหันเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะมีผลมากขึ้นกว่านี้ไปเรื่อยๆ หรือไม่ แต่เกษตรกรที่กำลังคิดจะติดตั้งกังหันในไร่เพื่อหารายได้เสริมอาจจะต้องระวังว่ากังหันเหล่านี้มีผลกระทบต่ออุณหภูมิและอาจจะมีผลต่อพืชที่ตัวเองปลูกในที่สุด

DOI: 10.1038/NCLIMATE1505

ที่มา - ArsTechnica

เดนมาร์กตั้งเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2050

สภาเดนมาร์กตั้งเป้าเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานทั้งประเทศสู่แหล่งพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2050 หรืออีก 38 ปีข้างหน้า โดยจะใช้พลังงานรวมจากหลายแหล่งทั้ง ลม, ก๊าซชีวภาพ, ความร้อนใต้พิภพ, และไบโอดีเซล รวมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงพลังงานทั้งหมดไปยังพลลังานหมุนเวียน

ต้องย้ำว่าแผนการนี้ไม่ใช่แผนพลังงาน "ไฟฟ้า" ที่หลายประเทศมักอ้างอิง แต่แหล่งความร้อนทั้งหมดจะถูกรวมไว้ในแผนนี้ด้วย เช่น หม้อต้มไอน้ำในโรงงานอุตสาหกรรมหรืออาคารที่อยู่อาศัยจะไม่สามารถติดตั้งหม้อต้มแบบใช้น้ำมันตั้งแต่ปี 2013 สำหรับตึกใหม่ และ 2016 ตึกที่สร้างแล้วก็ไม่สามารถติดตั้งหม้อใหม่เป็นแบบใช้น้ำมันอีกเช่นกัน โดยรวมแล้วพลังงานทั้งหมดจะมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 35% ภายในปี 2020 และไล่ระดับจนเป็น 100% ในปี 2050

อีกส่วนหนึ่งของแผนคือการยังคับให้อาคารใหม่ๆ ต้องทำตามมาตรฐานด้านพลังงานให้ได้ และจะมีแผนการข้อบังคับการปรับปรุงอาคารเดิมให้ประหยัดพลังงานได้ตามมาตรฐานตามมาภายหลัง

ที่มา - The Energy Collective

เวียดนามประกาศตั้งเป้าพลังงาน 25% จากนิวเคลียร์

นาย Le Dinh Tien รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม ประกาศชัดว่าเวียดนามจะยังคงเดินหน้าแผนพลังงานนิวเคลียร์ต่อไปตามเดิม หลังจากที่เลือกผู้ผลิตมาตั้งแต่ปี 2010 คือบริษัท Rosatom จากรัสเซีย

เตาปฎิกรณ์เตาแรกของเวียดนามมีแผนก่อสร้างในปี 2013 และน่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2020 จากนั้นจะมีการสร้างต่อเนื่องจนครบสิบเตาในปี 2030 และเพิ่มขึ้นจนปี 2050 พลังงานนิวเคลียร์จะเป็นแหล่งพลังงานของประเทศถึง 25%

ในตอนนี้พลังงานของเวียดนามครึ่งหนึ่งมาจากน้ำมัน, 20% จากเขื่อน, 18% จากถ่านหิน, ที่เหลือเป็นก๊าซธรรมชาติ

ที่มา - UPI

สหราชอาณาจักร-ฝรั่งเศสบรรลุข้อตกลงสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกสองเตาโดยบริษัทฝรั่งเศส

วิกฤตินิวเคลียร์ในญี่ปุ่นดูจะน่ากลัวน้อยกว่าราคาน้ำมันที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ หลังจากสหรัฐฯ อนุมัติเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ไปแล้วสองเตา ตอนนี้ก็ถึงคิวของสหราชอาณาจักรที่จะเพิ่มเตาปฎิกรณ์ของตัวเองบ้าง โดยเตาทั้งสองนี้จะเป็นเตาแบบ EPR (European Pressurized Reactor) ซึ่งเป็นเตาแบบแรงดันน้ำในรุ่นที่สาม

บริษัทที่ได้งานนี้ไปคือ Avera ของฝรั่งเศสแต่บริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนเป็นโรลส์-รอยซ์ ของสหราชอาณาจักร โดยในช่วงก่อสร้างเตาแรกคาดว่าจะสร้างงานได้ 1,500 ตำแหน่ง ในมูลค่าการลงทุน 500 ล้านปอนด์

เตาแบบ EPR นี้เคยถูกสร้างมาก่อนแล้วในฟินแลนด์และฝรั่งเศส

สักพักทุกคนก็คงกลับมาสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์กันใหม่

ที่มา - Telegraph

หลอดไฟ LED ราคาต่ำกว่า 5 ดอลลาร์วางตลาดแล้ว

in

ตามตลาดนัดทุกวันนี้เราคงเห็นหลอด LED วางขายอยู่เป็นเรื่องปรกติ แม้จะราคาถูกลงมากแล้ว แต่เมื่อคิดจะนำมาใช้งานแทนหลอดไส้หรือหลอดตะเกียบจริงๆ ก็ยังมีราคาสูงอยู่มาก รวมค่าติดตั้งแล้วใช้เวลาหลายปีกว่าจะคืนทุน แต่หลอด Pharox BLU นั้นเป็นหลอดเกลียวมาตรฐาน และมีราคาเพียง 4.95 ดอลลาร์สำหรับรุ่น 200 lumen และ 6.95 ดอลลาร์สำหรับรุ่น 350 lumen

เมื่อกลางปีที่แล้ว Philips ก็ออกหลอดไฟแบบเดียวกันแต่ราคาแพงกว่ามาก คือ 45 ดอลลาร์

หลอด LED นั้นประหยัดไฟกว่าหลอดไฟแบบอื่นๆ ทุกแบบ และยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่ามาก ด้วยราคาที่ต่ำลงในระดับนี้ ผู้ใช้ทั่วไปสามารถคืนทุนได้ภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น เช่นหลอดรุ่น 350 lumen นั้นกินไฟเพียง 6 วัตต์ เทียบกับหลอดตะเกียบที่กินไฟ 12 วัตต์ และหลอดไส้ที่กินไฟถึง 35 วัตต์ ขณะที่หลอด LED นั้นมีอายุการใช้งานนานกว่าหลอดตะเกียบถึง 6 เท่าตัว

ถ้าราคาในเมืองไทยเริ่มใกล้เคียงเมื่อใหร่ ก็อย่าลืมค่อยๆ เปลี่ยนหลอดที่บ้านเป็น LED กันอย่างน้อยทีละดวงเมื่อหลอดเก่าเสียนะครับ

ที่มา - CleanTechnica, Pharox 300 BLU

โซนี่ออกแบบปลั๊กที่เช็คผู้ใช้ตลอดเวลา

แนวทางการประหยัดพลังงานอีกรูปแบบหนึ่งนอกจาการพยายามลดการใช้ไฟแล้ว การตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าอย่างละเอียดก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจมาก งานนี้โซนี่ไปไกลกว่านั้นด้วยการออกแบบปลั๊กรุ่นใหม่ที่ "ยืนยัน" อุปกรณ์ทุกตัวที่เข้ามาเสียบได้ตลอดเวลา

แนวทางการออกแบบนี้ตรงไปตรงมา คือ ภายในปลั๊กตัวผู้ของอุปกรณ์มี RFID แบบ 13.56MHz ฝังอยู่ และเครื่องอ่านก็ฝังอยู่ในเต้ารับ เมื่อเสียบปลั๊กตัวเต้ารับจะยืนยันหมายเลขอุปกรณ์ก่อนจ่ายไฟ และบันทึกการใช้ไฟฟ้าตามหมายเลขอุปกรณ์ตลอดเวลา

ถ้าแนวทางนี้เป็นไปได้จริง อนาคตเราคงเห็นปลั๊กตามที่สาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ให้บริการสามารถเก็บเงินได้ตามอุปกรณ์ ตามป้ายรถเมลอาจจะมีปลั๊กของการไฟฟ้าติดอยู่ให้เราไปเสียบชาร์จมือถือและกลับไปจ่ายเงินตอนสิ้นเดือน หรือแม้แต่อยู่ในบ้านเราก็สามารถสำรวจได้ว่าค่าไฟของเรานั้นเกิดจากอุปกรณ์ใดบ้าง

ที่มา - Sony

สหรัฐฯ ออกใบอนุญาตเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพิ่มอีกสองเตา

คณะกรรมการกำกับกิจการนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ (Nuclear Regulatory Commission - NRC) ออกใบอนุญาตให้กับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์สองเตาเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปี โดยเป็นเตารุ่น AP1000 ของบริษัท Westinghouse Electric Company จำนวนสองเตา และจะก่อสร้างที่โรงงานไฟฟ้า Voglte

เตาปฏิกรณ์รุ่น AP1000 ถูกออกแบบเพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติมจากเตารุ่นปัจจุบันหลายอย่าง เช่นระบบวาล์วและปั๊มที่เรียบง่ายขึ้น และระบบหล่อเย็นแท่งพลังงานจะใช้การควบแน่นและแรงโน้มถ่วงเผื่อในภาวะฉุกเฉินจะได้ไม่ต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าและปั๊ม

มูลค่ารวมโครงการนี้อยู่ที่ 13.3 พันล้านดอลลาร์และน่าจะจ่ายพลังงานได้ 2.2GW

ที่มา - Nuclear Street

สาหร่ายทะเลอาจจะเป็นแหล่งพลังงานทดแทนแหล่งใหม่

การค้นหาแหล่งพลังงานทดแทนยังคงเดินหน้าไปต่อเนือง จากที่ในวันนี้ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มโดยรวมอยู่ในขาขึ้น งานนี้ Yasuo Yoshikuni ผู้ก่อตั้งบริษัท Bio Architecture Lab, Inc. และนักวิจัยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยวอชิงตัน นำเสนอผลงานการแปลงสาหร่ายทะเลเป็นเอธานอลได้สำเร็จ

กระบวนการแปลนี้ใช้แบคทีเรีย E. coli ที่ผ่านการแปลงพันธุกรรมมาย่อยสาหร่าย พบว่าให้ประสิทธิภาพการแปลงสาหร่ายเป็นเอธานอลได้ถึง 80% ของประสิทธิภาพทางทฤษฏี โดยกระบวนการสามารถทำได้ที่อุณภูมิ 25-30 องศาเซลเซียสเท่านั้น แสดงว่ากระบวนการไม่ต้องการความร้อนเพิ่มเติมใดๆ

ข้อดีของสาหร่ายทะเลคือมันโตในทะเลและใช้น้ำเค็ม ดังนั้นจึงขจัดปัญหาเรื่องเนื้อที่เพาะปลูกอาหาร และน้ำจืดสำหรับการบริโภคไปได้อย่างสมบูรณ์ โดยเพียงแค่น้ำในน่านน้ำของประเทศติดทะเลต่างๆ ก็สามารถนำไปปลูกสาหร่ายเพื่อนำพลังงานมาใช้ได้อย่างมีนัยสำคัญ ไม่รวมถึงน่านน้ำสากลที่ยังมีอีกมากมาย

กระบวนการผลิตจริงยังต้องคิดอีกหลายเรื่อง เช่นผลของการย่อยของแบคทีเรียจะได้เอธานอล 4.7% ซึ่งต้องมาผ่านกระบวนการอื่นๆ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อไป

งานวิจัยได้รับตีพิมพ์ลงวารสาร Science เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ที่มา - Scicentific American, Science

Syndicate content