Food

การอดนอนทำให้สมองเราคาดหวังอาหารแรงขึ้น

เรื่องที่คนอดนอนมักรู้สึกหิวมากกว่าคนอื่นอันนี้เป็นสิ่งที่เรารู้กันมานานพอควรแล้ว งานวิจัยชิ้นก่อนหน้านี้ของ Christian Benedict และ Helgi Schiöth แห่ง Uppsala University ก็แสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างที่อดนอนมาทั้งคืนรายงานว่าตัวเองรู้สึกหิวมากกว่าปกติ

แต่งานวิจัยไม่จบแค่นั้น ล่าสุด Christian Benedict และ Helgi Schiöth ได้ศึกษาต่อจากงานวิจัยเดิมของพวกเขาเพื่อที่จะดูว่าความหิวที่เพิ่มขึ้นจากการอดนอนเป็นผลมาจากการทำงานของสมองส่วนไหนบ้าง

การทดลองใช้กลุ่มตัวอย่างชายสุขภาพดี 12 คน ตอนแรกให้กลุ่มตัวอย่างอดนอนทั้งคืนก่อน พอถึงเช้าก็ใช้เทคนิค fMRI (functional magnetic resonance imaging) ถ่ายภาพการทำงานของสมองชณะที่กลุ่มตัวอย่างดูรูปอาหาร ส่วนในอีกคืนก็ให้กลุ่มตัวอย่างได้นอนเต็มที่ทั้งคืนตามปกติ แล้วค่อยถ่ายภาพ fMRI ตอนดูรูป

ผลการทดลองปรากฏว่า เมื่อเจอรูปอาหาร สมองส่วนที่เรียกว่า "Anterior cingulate cortex" ของกลุ่มตัวอย่างที่อดนอนมีการกระตุ้นมากกว่าปกติ (วันที่ไม่ได้อดนอน) สมองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับการคาดหวังรางวัล, การตัดสินใจ, และอารมณ์

ที่น่าแปลกคือ เมื่อวัดระดับกลูโคสในเลือด ก็พบว่าการอดนอนไม่ได้ทำให้ระดับกลูโคสแตกต่างจาการคืนที่ได้นอนเต็มที่อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งๆ ที่กลุ่มตัวอย่างรายงานว่าการอดนอนทำให้ตนเองรู้สึกหิวกว่าคืนที่ได้นอนเต็มอิ่ม

สรุปคือ การอดนอนทำให้เรามีความรู้สึกว่าคาดหวัง "รางวัล" จากการกินอาหารแรงขึ้น แม้ว่าร่างกายเราจะไม่ได้ขาดพลังงาน ซึ่งตรงนี้ก็คงพอจะอธิบายได้ว่าทำไมคนที่อดนอนถึงได้รู้สึกว่าตนเองหิวกว่าปกติ

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism DOI: 10.1210/jc.2011-2759

ที่มา - Science Daily

ฟัวกราส์ที่ดีต้องมาจากเป็ดที่ไม่อ้วน

เป็นที่เข้าใจกันมานานว่าอาหารฝรั่งเศสสุดหรูอย่างฟัวกราส์ (Foie gras) หรือตับเป็ด (บางทีก็ตับห่าน) คุณภาพเยี่ยมต้องใช้ตับของเป็ดที่อ้วนพีมาเป็นวัตถุดิบ ฟาร์มเลี้ยงเป็ดบางที่ก็จะกรอกยัดข้าวโพดบดเหลวเข้าปากเป็ดด้วยวิธีการที่ค่อนข้างจะทารุณเพื่อขุนเป็ดให้อ้วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จนตับของเป็ดมีขนาดโตกว่าตับเป็ดปกติ 6-10 เท่า

แต่นักวิทยาศาสตร์กลับสังเกตว่าพ่อครัวมักมีปัญหาทุกครั้งกับตับยักษ์จากเป็ดที่อ้วนเกินไปเพราะเมื่อถูกความร้อน ไขมันจากตับเป็ดจะละลายออกมามากจนทำให้เสียรสชาติ นักวิทยาศาสตร์จึงวิเคราะห์โปรตีนในตับเป็ดที่มีขนาดต่างๆ กัน

ผลปรากฏว่า ในตับของเป็ดที่อ้วนผิดปกติ ถุงไขมันในเซลล์จะใหญ่คับที่คับทางไปหมด ขัดขวางกิจกรรมต่างๆ ของเซลล์ตับ เกิดภาวะที่เรียกว่า "liver steatosis" พอเอาไปปรุงอาหารก็จะทำให้ได้ฟัวกราส์ที่ไม่ดี ต่างจากตับของเป็ดสุขภาพดีที่ทำงานปกติ

สรุปการทารุณกรอกอาหารเข้าปากจนเป็ดอ้วกแตกอ้วกแตนนั้นไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย แถมยังเป็นการสูญเปล่าที่ไร้จริยธรรมสิ้นดี

งานวิจัยนี้เผยแพร่ใน Journal of Agricultural and Food Chemistry (DOI: 10.1021/jf203058x)

ที่มา - Science Daily

สหภาพยุโรปห้ามโฆษณาน้ำดื่มว่า "ใช้แก้อาการขาดน้ำ"

สำนักงานควบคุมมาตรฐานอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Standards Authority - EFSA) ได้ปฎิเสธคำร้องของบริษัทผลิตอาหารที่ขอโฆษณาบนน้ำดื่มของตัวเองว่าช่วยแก้อาการขาดน้ำ (dehydration) ส่งผลให้บริษัทผลิตน้ำดื่มไม่สามารถใช้คำโฆษณานี้ได้ หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกถึงสองปี

คำโฆษณาที่ยื่นคำร้องไปคือ "การดื่มน้ำในปริมาณเพียงพอช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการขาดน้ำ" นักวิทยาศาสตร์ 21 คนได้ประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาคำร้องนี้ และระบุว่าอาการขาดน้ำในร่างกายนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มน้ำเพียงอย่างเดียว

คำตัดสินนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า กระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำตัดสินนี้เพราะขัดต่อสามัญสำนึก

ก่อนหน้านี้ EFSA เคยสั่งห้ามขาย "กล้วยที่งอเกินไป" และ "แตงกวาที่โค้งงอ" มาแล้ว และถูกต่อต้านจากประเทศสมาชิกจนกระทั่งยอมยกเลิกกฏเหล่านั้นไป โดยมาตรฐานแตงกวาของข้อบังคับนั้นต้องโค้งไม่เกิน 1/10 ของความยาว (เพื่ออะไร????) - The Telegraph

แม้เราจะรู้สึกว่าข้อบังคับของ EFSA นั้นแปลกประหลาดชวนโดนต่อต้าน แต่องค์กรแบบนี้ก็ช่วยป้องกันการโฆษณาประเภทที่ว่ากินนั้นแล้วจะความจำดี กินนี่แล้วจะสอบได้ บางทีบ้านเราอาจจะควรมีกรรมการที่มีความรู้มาควบคุมโฆษณาของอาหารบ้างเหมือนกัน

ที่มา - The Telegraph

สหพันธ์กาชาดเผย "จำนวนคนอ้วนบนโลกแซงหน้าคนขาดสารอาหารแล้ว"

สหพันธ์กาชาดสากล (the International Federation of the Red Cross) ได้เผยตัวเลขสถิติอันน่าเศร้าว่า ประชากรโลกทุกวันนี้มีจำนวนคนที่เป็นโรคอ้วนมากกว่าคนที่ตกอยู่ในภาวะขาดสารอาหารแล้ว

ตัวเลขของคนที่เป็นโรคอ้วน (obesity) ในปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 พันล้านคน หรือประมาณ 20% ของประชากรโลก ส่วนคนขาดสารอาหารนั้นอยู่ที่ 925 ล้านคน หรือประมาณ 15% ของประชากรโลก

สถิตินี้ยืนยันข้อเท็จจริงอันโหดร้ายของความไม่เท่าเทียมทางด้านปัจจัยอาหาร ขณะที่คนส่วนหนึ่งบนโลกเป็นทุกข์เพราะภาวะโภชนาการเกิน (หรือมีให้กินมากเกินไป) คนอีกส่วนหนึ่งกลับไม่สามารถหาอาหารมาประทังความหิวได้

สาเหตุของปัญหาไม่ใช่ว่าโลกเราประสบภาวะขาดอาหาร แต่เป็นเพราะปัญหาเรื่องการกระจายทรัพยากร ยิ่งตัวเลขคนอ้วนแซงจำนวนคนขาดสารอาหารก็แปลได้ว่าปัญหายิ่งหนักขึ้นทุกวัน นี่ไม่ต้องพูดถึงราคาของอาหารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัวในช่วงปีที่ผ่านมา (จะว่าไปการกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการพุ่งขึ้นของราคาอาหารด้วย)

Bekele Geleta เลขาธิการของสหพันธ์กาชาดฯ ให้ความเห็นว่า "หากแรงของตลาดเสรีให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นโลกที่ประชากรมนุษย์ 15% ต้องอดอยาก ขณะที่คนอีก 20% อ้วนเกินไป แสดงว่ามันต้องมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นที่ไหนสักที่แล้ว"

"If the free interplay of market forces has produced an outcome where 15 percent of humanity are hungry while 20 percent are overweight, something has gone wrong somewhere."

ที่มา - Medical Xpress

จ่ายเงินสดช่วยลดการซื้ออาหารขยะ

เวลาที่เราเดินผ่านร้านขายขนมอร่อยๆ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของกินที่มีน้ำตาลและไขมันสูง ไม่ดีต่อสุขภาพ) แล้วเกิดความรู้สึกอยากกินเพื่อตอบสนองอารมณ์ปากนั้น มันเป็นความอยากที่จัดอยู่ในประเภท "visceral factor" ซึ่งเกิดจากภาวะอารมณ์และสัญชาตญาณล้วนๆ ไม่ได้ผ่านการคิดตรึกตรอง

ทีมนักวิจัยที่นำโดย Manoj Thomas แห่ง Cornell University ได้สำรวจความเห็นของผู้คนทั่วไปเกี่ยวกับมุมมองต่ออาหารหลากหลายประเภท แล้วพบว่าอาหารพวกที่ไม่ค่อยส่งผลดีต่อสุขภาพมักเป็นอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์อยากซื้อมากที่สุด และเมื่อทำการวิเคราะห์การจับจ่ายของผู้บริโภค 1,000 คน เป็นเวลา 6 เดือน ผลออกมาว่าผู้บริโภคที่นิยมซื้อของด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตมีแนวโน้มซื้ออาหารประเภทที่ไม่ดีต่อสุขภาพมากกว่าผู้บริโภคที่ซื้อของด้วยเงินสด

นักวิจัยสันนิษฐานว่า การสูญเสียเงินสดไปต่อหน้าต่อตาคงจะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดในใจ และความเจ็บปวดนี้ก็จัดเป็น visceral factor รูปแบบหนึ่งเช่นกัน พอ visceral factors สองอันขัดแย้งกัน มันเลยลดทอนกำลังกันไปเอง ผู้บริโภคจึงมีสติในการพิจารณาประโยชน์และโทษของอาหารที่จะซื้อมากขึ้น ส่วนคนที่รูดปรื๊ดๆ นั้นไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากมาย อยากกินอะไรก็ซื้อหมด พอรู้สึกตัวอีกที ตู้เย็นก็เต็มไปด้วยอาหารขยะแล้ว

ที่มา - Scientific American

ผู้ชายไม่ได้คิดแต่เรื่องเซ็กส์อย่างเดียว... ยังมีเรื่องนอนและอาหารด้วย

เตรียมลบความเชื่อเดิมๆ ที่คิดว่า "ผู้ชายคิดถึงเรื่องเซ็กส์ทุก 7 วินาที" ไปได้เลย เพราะผลการวิจัยพิสูจน์แล้วว่าเรื่องนี้ไม่จริง

ทีมนักวิจัยที่นำโดย Terri Fisher แห่ง Ohio State University ได้ทดลองเพื่อวิเคราะห์ว่าผู้หญิงกับผู้ชายคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมทางร่างกาย 3 อย่างมากน้อยเท่าใดในหนึ่งวัน ได้แก่ เรื่องทางเพศ, การนอน, และการกินอาหาร

อาสาสมัครประกอบด้วยนักศึกษาหญิง 163 คนและชาย 120 คน ทุกคนได้รับแจกเครื่องนับ (tally counter - เครื่องนับแบบที่กดทีหนึ่งแล้วตัวเลขก็จะวิ่งไปหนึ่งหน่วย) นักวิจัยแบ่งอาสาสมัครออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกให้กดเครื่องนับเมื่อคิดถึงเรื่องทางเพศ กลุ่มที่สองให้กดเมื่อคิดถึงการนอน ส่วนกลุ่มที่สามกดเมื่อคิดถึงอาหาร

ผลการทดลองปรากฏว่าผู้ชายคิดถึงเรื่องทางเพศโดยเฉลี่ย 18 ครั้งต่อวัน ผู้หญิง 10 ครั้งต่อวัน อย่างไรก็ตามข้อมูลมีความแปรผันมาก ผู้ชายบางคนคิดถึงเรื่องนี้แค่ 1 ครั้งต่อวันเท่านั้น ในขณะคนที่คิดบ่อยสุดอาจจะมากได้ถึง 388 ครั้ง (แต่นี่ก็ชัดเจนว่าน้อยกว่า "ทุก 7 วินาที" เพราะถ้านับเฉพาะช่วงเวลาที่ตื่น ตัวเลข 388 ครั้งต่อวัน ก็ตกเพียง "ทุกๆ 158 วินาที" เท่านั้น)

เป็นที่น่าแปลกว่า ความถี่ในการคิดถึงเรื่องอาหารและการนอนของผู้ชายเท่าๆ กับเรื่องเซ็กส์ ส่วนผู้หญิงกลับแตกต่างออกไป พวกเธอคิดถึงเรื่องนอนบ่อยพอๆ กับผู้ชาย แต่กลับคิดถึงเรื่องการกินอาหารน้อยกว่า ตรงจุดนี้นักวิจัยไม่แน่ใจว่ามันคือแนวโน้มจริงๆ หรือเป็นเพราะอิทธิพลของสังคมที่มองว่าผู้หญิงไม่ควรคิดเรื่องเซ็กส์และการกินบ่อยเกินไปกันแน่ อาสาสมัครผู้หญิงเลยไม่ค่อยอยากกดเครื่องนับ

แม้ว่าการทดลองนี้จะใช้วิธีการที่แม่นยำกว่าการทดลองในอดีตซึ่งต้องค่อยๆ ถามกลุ่มตัวอย่างทีละคนให้นึกย้อนหลังแล้วรายงานออกมา แต่ก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่มันไม่สามารถแยกแยะได้ว่า "ครั้ง" ที่อาสาสมัครกดไปเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบแค่แวบเดียวหรือเป็นอาการนั่งหื่นตลอดชัวโมง แถมกลุ่มตัวอย่างก็ยังมีแค่ช่วงวัยนักศึกษาเท่านั้น

ที่มา - Live Science

สร้างเครื่องกรองน้ำอย่างง่ายด้วยเงิน

ภัยพิบัติในบ้านเราปีที่แล้วเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ที่น่าสนใจคือเราต้องขน "น้ำดื่ม" ไปไกลนับร้อยกิโลเมตรเพื่อนำไปส่งพื้นที่ประสบภัยเสมอๆ ปัญหาเช่นนี้เป็นปัญหาที่พบกันทั่วโลก ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย McGill จึงได้พัฒนาเครื่องกรองน้ำรูปแบบใหม่ที่น้ำหนักเบา พกพาง่ายพอที่จะขนเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยได้ง่าย

ทีมวิจัยคือศาสตราจารย์ Derek Gray และนักศึกษา Theresa Dankovich ได้ออกแบบเครื่องกรองน้ำที่อาศัยเพียงแผ่นกรองรุพรุนกับอนุภาคเงินนาโน โดยใช้เงินเพียง 5.9 มิลลิกรัมต่อกระดาษหนึ่งกรัม กระดาษกรองนี้สามารถฆ่าแบคทีเรียได้มากพอที่จะทำให้น้ำผ่านมาตรฐานน้ำดื่มของ EPA (Environmental Protection Agency)

การทดสอบยังคงเป้นการทดสอบในห้องแลป โดยทีมงานเตรียมจะทดสอบในพื้นที่จริงในอนาคต อย่างไรก็ตามตัวกรองนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมันออกแบบเพื่อการติดตั้งที่รวดเร็วในกรณีฉุกเฉินมากกว่า

แต่ถ้าราคาถูกอย่างนี้ก็อาจจะใช้ในประเทศโลกที่สามอย่างเราๆ ก็น่าจะใช้งานได้

ที่มา - PhysOrg

มองเนื้อ (อาหาร) ช่วยให้ใจเย็น

ต่อไปนี้เราจะมีเหตุผลที่จะไปกินโคขุนและสเต๊กกันมากขึ้น เมื่องานวิจัยโดย Frank Kachanoff จากมหาวิทยาลัย McGill ได้แสดงให้เห็นว่าผู้ชายมีแนวโน้มจะใจเย็นลงเมื่อมองเห็นภาพเนื้อ

การทดลองใช้ผู้ชาย 82 คน ให้จัดเรียงภาพตามคำสั่ง หากทำผิดพลาดจะถูกลงโทษด้วยเสียง โดยที่ผู้จัดการทดลองคาดกว่าเมื่อผู้เข้าร่วมเห็นภาพเนื้อ จะกระตุ้นความเกรี้ยวกราดในตัวเรา จากสัญชาตญาณในการล่า แต่ปรากฏว่าผู้เข้าร่วมที่เห็นภาพเนื้อกลับใจเย็นลง นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรเจรจาธุรกิจ หรือทำความเข้าใจกับคนรอบข้างในมื้ออาหาร

ต่อไปเราจะน้ำหนักขึ้นกันอย่างใจเย็น

ที่มา - The Globe and Mail

อยากอาบแดดแต่กลัวผิวเสีย? กินอาหารให้ถูกต้องสิ

เวลาเราออกไปเที่ยวทะเลแต่ละครั้งหากเรากลัวผิวเสียแล้วสิ่งที่เราลืมไม่ได้คงเป็นครีมกันแดด SPF สูงๆ สักหลอด แต่งานวิจัยล่าสุดโดย ดร. Shapira และศาสตราจารย์ Bodo Kuklinski จากมหาวิทยาลัย Rostock ก็แสดงให้เห็นว่าการกินนั้นมีผลต่อการปกป้องร่างกายเราจากแสงแดดไม่ต่างกัน

ทีมวิจัยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งทานอาหารที่มีสาร antioxidant ในปริมาณสูง อีกกลุ่มหนึ่งทานน้ำอัดลมตามปรกติ ช่วงเวลาสองสัปดาห์ผ่านไปกลุ่มทดลองได้รับปริมาณแสงอาทิตย์วันละห้าถึงหกชั่วโมงเท่าๆ กัน พบว่ากลุ่มที่ได้รับสาร antioxidant สูงนั้น มีการสร้างชั้นป้องกันบนผิวหนังช่วยลดการเกิดผื่นแดง (skin erythema) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในเขตที่มีอากาศร้อนชื้นนั้นเป็นการยากที่ครีมกันแดดจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกินอาหารที่มี antioxidant โดยเฉพาะกลุ่ม carotenoid ได้แก่ผักผลไม้ที่มีสีแดงเช่นมะเชือเทศ, แตงโม, แครอท หรือส้ม ก็สามารถช่วยได้อีกทางอย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยไม่ระบุว่ากัน "ผิวคล้ำ" หรือไม่

ที่มา - PhysOrg

เป็บซี่ประกาศลดเกลือ, น้ำตาล และไขมันในสินค้าทุกตัวใน 10 ปีข้างหน้า

บ้านเราเครื่องดื่มแบบไร้น้ำตาลเริ่มได้รับความนิยม แต่เมืองนอกนั้นสารอาหารที่มักได้รับมากเกินไปมีสามตัวหลักๆ คือไขมันอิ่มตัว, เกลือ, และน้ำตาล ในปีนี้บริษัทเป็บซี่ซึ่งขายสินค้าที่มีสารอาหารเหล่านี้อยู่สูงก็ได้ประกาศแผนการลดสารอาหารเหล่านี้ในสินค้าของตนลง

ตัวเลขที่แจ้งออกมานั้นคือ เป็บซี่จะลดน้ำตาลลง 25% และไขมันอิ่มตัวลง 15% ในสิบปีข้างหน้า พร้อมกับจะค่อยๆ เพิ่มส่วนประกอบของธัญพืช และผักต่างๆ ลงไปในสินค้าให้มากขึ้น

แรงกดดันในเรื่องของสารอาหารเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่เด็กรุ่นใหม่เริ่มมีอาการน้ำหนักเกินในอัตราส่วนที่สูงขึ้น ในประเทศที่เจริญแล้วเช่นยุโรป, สหรัฐฯ นั้นเริ่มมีมาตรการต่อสู้กับอาหารพลังงานสูง ด้วยการปรับฉลากให้ชัดเจน (จนบางทีออกจะน่าตกใจ เช่นมาตรการป้ายแดงของอังกฤษ) เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่มีคุณค่ามากขึ้นและมีพลังงานต่ำลง

ที่มา - PhysOrg

Syndicate content