Animal

กบจิ๋วสปีชีส์ใหม่แห่งปาปัวนิวกินี: ทำลายสถิติกบและสัตว์มีกระดูกสันหลังที่เล็กที่สุดในโลก

ทีมวิจัยที่นำโดย Chris Austin แห่ง Louisiana State University in Baton ได้รายงานค้นพบกบสปีชีส์ใหม่ 2 สปีชีส์บนเกาะปาปัวนิวกินี หนึ่งในสองสปีชีส์นี้มีความยาวลำตัวเพียง 7.7 มม. ทำลายสถิติสัตว์มีกระดูกสันหลังที่เล็กที่สุดในโลก

Paedophryne amanuensis คือชื่อของกบที่เล็กที่สุดในโลกตัวใหม่ (ชื่อ amanuensis ตั้งตามชื่อหมู่บ้าน Amau สถานที่ค้นพบ) การค้นพบมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องอาศัยฟังเสียงร้องแล้วเดาเอาว่ามันอยู่ตรงไหน เสียงของ P. amanuensis ออกไปทางคล้ายๆ เสียงแมลง นักวิจัยสุ่มเก็บกองซากใบไม้ในพื้นที่บริเวณนั้นใส่ถุงพลาสติกกลับมาเอามาส่องที่ที่พักอยู่หลายรอบ จนในที่สุด ในรอบที่ห้าพวกเขาก็เจอกบ P. amanuensis กระโดดออกมาจากถุงพลาสติกถุงหนึ่ง

ขนาด 7.7 มม. ของ P. amanuensis เฉือนเอาชนะแชมป์เก่าของกบที่เล็กที่สุดในโลก Paedophryne dekot และ Paedophryne verrucosa (ยาวประมาณ 8-9 มม. พบในปาปัวนิวกินีเช่นเดียวกัน รายงานการค้นพบเมื่อปลายปี 2011) เพียงปลายจมูก และเมื่อยิ่งเทียบกับแชมป์เก่าของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่เล็กที่สุดในโลก คือ ปลา Paedocypris progenetica (ยาวประมาณ 7.9 มม. พบที่เกาะสุมาตรา) ก็จะยิ่งเห็นว่าตำแหน่งสัตว์ตัวเล็กที่สุดในโลกนี่แข่งขันกันระดับหายใจรดต้นคอเลย

นักวิทยาศาสตร์พบเป็นครั้งแรกว่าผึ้งก็มี "วรรณะทหาร"

ปลวกกับมดเป็นแมลงสังคมที่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะออกเป็นวรรณะทำงาน (worker caste), วรรณะทหาร (soldier caste), วรรณะสืบพันธุ์ (reproductive caste) ขณะที่รังผึ้งมีเพียงสองวรรณะเท่านั้น คือ วรรณะทำงาน กับ วรรณะสืบพันธุ์ โดยที่ผึ้งงานจะสับเปลี่ยนหน้าที่ไปเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น เช่น เริ่มจากดูแลรัง, เลี้ยงตัวอ่อน, หาอาหาร, ปกป้องรัง, นั่งเฉยๆ เป็นต้น

หมายเหตุ: มดบางชนิดก็มีมดงานหน้าตาเหมือนกันหมดทั้งรัง ขณะที่บางชนิดก็จะมีมดงานตัวเล็ก (minor) และมดงานตัวใหญ่ (major) นักวิทยาศาสตร์บางคนนับ major แยกเป็นวรรณะทหาร บางคนก็ไม่นับ (มดบางชนิดระหว่าง minor กับ major ยังมีมดงานขนาดกลางๆ เรียกว่า media อีกด้วยนะ)

แต่ทีมวิจัยจาก University of Sussex และ University of Sao Paulo ค้นพบว่าผึ้งตัวเล็กชนิดหนึ่งในบราซิลมีวรรณะผึ้งทหารแยกออกมาเป็นพิเศษด้วย

ผึ้งน้อยที่ในงานวิจัยนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tetragonisca angustula หรือที่เรียกกันในชื่อสามัญว่าผึ้ง Jatai เป็นผึ้งที่ไม่มีเหล็กไน ทำรังอยู่ในโพรงไม้หรือโพรงหิน รังหนึ่งมีราชินีผึ้ง 1 ตัวและอาจมีผึ้งงานได้ถึง 10,000 ตัว

นักวิจัยสังเกตเห็นว่าผึ้ง Jatai บางตัวจะบินวนเวียนแต่รอบๆ ปากรัง ไม่ยอมไปไหนไกล พวกเขาจึงใช้สีแต้มทำสัญลักษณ์ผึ้งงานไว้เพื่อสังเกตว่าผึ้งตัวไหนบินวนอยู่ปากรังบ้างและนานเท่าไร

ผลจากการสังเกตปรากฏว่าผึ้งงานบางตัวทำหน้าที่เฝ้าปากรังติดต่อกันนานถึง 1 สัปดาห์ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมากสำหรับผึ้ง เพราะผึ้งงานชนิดอื่นๆ จะสลับหน้าที่เฝ้ารังกันเกือบทุกวัน

เมื่อเก็บเอาตัวอย่างผึ้ง Jatai มาวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ ก็พบว่าผึ้งงานตัวที่ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้ารังนั้นมีขนาดลำตัวใหญ่กว่าผึ้งงานทั่วไปถึง 30% และมีขาที่ยาวกว่า ความแตกต่างทั้งในทางสัณฐานวิทยาและพฤติกรรมทำให้นักวิจัยสรุปได้เลยว่าผึ้งงานตัวโตของผึ้ง Jatai คือวรรณะพิเศษแยกออกมาเพื่อทำหน้าที่ปกป้องรังโดยเฉพาะ

แมงป่องใช้ผิวรับสัมผัสแสงได้

เมื่อปี 2010 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าหนอนของแมลงหวี่ Drosophila melanogaster สามารถรับรู้แสงได้จากเซลล์รับสัมผัสบนผิวหนัง ตอนนี้ดูเหมือนว่าเราจะต้องเพิ่มแมงป่องเข้าไปในรายการด้วย

ทีมวิจัยที่นำโดย Doug Gaffin แห่ง University of Oklahoma ได้ทดลองจับแมงป่องทะเลทราย Paruroctonus utahensis มาแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มควบคุม อีกกลุ่มถูกปิดตาไว้

เมื่อฉายแสง UV ความยาวคลื่น 395 nm ลงไปพบว่าแมงป่องสามารถรับรู้ถึงแสงที่ส่องลงมาบนตัวมันได้แม้ว่าจะโดนปิดตาอยู่ก็ตาม แต่พอฉายแสงสีเขียว (ความยาวคลื่น 565 และ 505 nm) แมงป่องที่โดนปิดตาจะอยู่นิ่งๆ ดูเหมือนไม่รับรู้ว่ามีแสงฉายบนตัวมัน

ตัวของแมงป่องทะเลทรายเรืองแสงได้ภายใต้แสง UV ตอนกลางคืน นักวิทยาศาสตร์จึงสันนิษฐานผิวหนัง (cuticle) ของแมงป่องทำหน้าที่เป็นตัวรับแสงและส่งไปยังเซลล์ประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง การที่แมงป่องสามารถรับสัมผัสแสงได้จากผิวหนังรอบตัวน่าจะช่วยทำให้มันรับรู้ได้ว่ามันหลบเข้าที่หลบภัยมิดทั้งตัวหรือยัง

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Animal Behaviour DOI: 10.1016/j.anbehav.2011.11.014

ที่มา - New Scientist

ป. ปลา ประชาธิปไตยแบบพวกมากลากไป

ตามความเชื่อของมนุษย์ สังคมที่มีพวกที่เพิกเฉย (ignorant) มากๆ มักจะถูกจูงไปในทางที่เห็นด้วยกับฝั่งที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง แม้ว่าฝั่งนั้นจะเป็นเสียงส่วนน้อยก็ตาม แต่ทีมนักวิจัยที่นำโดย Iain Couzin แห่ง Princeton University พบว่าลักษณะดังกล่าวอาจไม่เป็นจริง อย่างน้อยก็กับฝูงปลา golden shiner

พวกเขาได้ทดลองนำปลา golden shiner มาแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกถูกฝึกให้วิ่งเข้าหาเป้าหมายสีเหลืองแล้วจะได้อาหาร อีกกลุ่มถูกฝึกให้วิ่งเข้าหาสีน้ำเงิน ปลาชนิดนี้มีสัญชาตญาณวิ่งเข้าหาสีเหลืองอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ดังนั้นปลาที่ถูกฝึกกับสีเหลืองก็ควรจะมีแรงจูงใจในการวิ่งไปหาเป้าหมายมากกว่า เพราะเป็นแรงจากสัญชาตญาณบวกกับแรงที่ได้รับจากการวางเงื่อนไขในการฝึก

เมื่อนักวิจัยจับปลาจากสองกลุ่มมาใส่ในตู้เดียวกัน โดยมาจากกลุ่มที่ฝึกด้วยสีเหลือง 5 ตัว และ จากกลุ่มที่ฝึกด้วยสีน้ำเงิน 6 ตัว ผลปรากฏว่าปลาวิ่งเข้าหาเป้าหมายสีเหลืองถึง 80% ของจำนวนครั้งที่ทำการทดลอง สอดคล้องตามสมมติฐานที่คาดไว้ว่าเสียงข้างน้อยที่มีแรงจูงใจมากกว่าจะมีอิทธิพลเอาชนะเสียงข้างมากได้

แต่เมื่อพวกเขาเติมปลาที่ไม่ได้รับการฝึกอะไรมาก่อนเข้าไปเพิ่มอีก 10 ตัว ผลกลับพลิกกลายเป็นว่าฝูงปลาวิ่งเข้าหาเป้าหมายสีน้ำเงินถึง 60% ของจำนวนครั้งที่ทำการทดลอง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะที่ตามเสียงของกลุ่มปลาข้างมาก 6 ตัวที่ใส่เข้าไปตอนแรก

Iain Couzin ยอมรับว่าผลการทดลองที่ได้ค่อนข้างขัดกับความรู้สึกทั่วไป สมาชิกที่ไม่รู้เรื่อง (พวก ignorant) ตัดสินใจเลือกตามเสียงข้างมากแบบดุ่ยๆ แทนที่จะเลือกตามเสียงข้างน้อยที่มีแรงจูงใจมากกว่า นักวิทยาศาสตร์ก็คงต้องแคะสมองกันต่อไปว่าจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างไร และจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการอธิบายภาวะของสังคมมนุษย์ได้หรือไม่

ที่มา - Live Science

หนูด้านค่ะ โดนน้ำกรดสาดก็ไม่ระคาย

naked mole rat เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหน้าตาน่ารักน่าชัง ตัวย่นๆ ไม่มีขน (ดูรูปมันได้ในที่มาข้างล่าง) อาศัยอยู่กันเป็นสังคมในรูใต้ดิน (เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่เป็น eusocial animal) มีชีวิตยืนยาวได้ถึง 20 กว่าปี และมีภูมิต้านทานมะเร็งอีกต่างหาก

คุณสมบัติแปลกประหลาดอีกข้อของ naked mole rat คือมันไม่แสดงอาการเจ็บแสบร้อนรนเมื่อเจอน้ำกรดสัมผัสที่ผิว ทีมวิจัยที่นำโดย Ewan St. John Smith แห่ง Max Delbrück Center for Molecular Medicine ในเยอรมนี ได้ลองจับ naked mole rat มาทดสอบดูเพื่อที่จะหาเคล็ดลับว่าทำไมมันถึงไม่กลัวกรด

อินเดียเตรียมยกเลิกการผ่าสัตว์เพื่อการศึกษา หันมาใช้คอมพิวเตอร์จำลองแทน

University Grants Commission (UGC) หรือคณะกรรมการกำกับมหาวิทยาลัยของอินเดีย (ชื่อแปลตามตัวคือหน่วยงานให้ทุนมหาวิทยาลัย) ประกาศว่าคณะกรรมการเตรียมออกกฏใหม่ให้ยกเลิกการผ่าสัตว์เพื่อการศึกษาแทบทั้งหมด และหันมาใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์และหุ่นจำลองแทน

กระแสกดดันให้ลดการฆ่าสัตว์เพื่อการศึกษานั้นมีขึ้นทั่วโลก สหรัฐฯ และอังกฤษเองก็ถูกกดดันจากทั้งหน่วยงานเคลื่อนไหวและค่าใช้จ่ายที่แพงจนเกินไปในการเลี้ยงสัตว์เพื่อการศึกษาเหล่านี้จนต้องหันมาใช้แบบจำลองแทนไปก่อนแล้ว

แต่อาจารย์ชีววิทยาก็ออกมาค้านว่าประสบการณ์ตรงจากการสัมผัสไม่สามารถทดแทนได้ด้วยการใช้แบบจำลองเช่นนี้

แม้ UCG จะขานรับว่าสุดท้ายต้องลดการใช้สัวต์ในการศึกษา แต่กฏที่ออกมาก็ค่อนข้างหลวม เช่น ให้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบการผ่าสัตว์เพื่อการศึกษา โดยใช้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆ, กำหนดวันต่างๆ ก็ไม่ได้มีการกำหนดไว้ว่าจะต้องเลิกผ่าสัตว์ภายในระยะเวลาใด, และระบบจำลองนั้นจะจัดหาจากไหน โดยงบประมาณใด

ที่มา - Nature

แค่ได้ยินเสียงผึ้ง ช้างก็เผ่นแล้ว

ใครจะอยากเชื่อว่าช้างสะวันนาแอฟริกาที่มีน้ำหนักตัวได้ถึง 7 ตันจะปอดแหกขนาดที่ว่าแค่ได้ยินเสียงผึ้งบินหึ่งๆ ก็รีบกลับหลังหันหนีทันที

ทีมวิจัยที่นำโดย Lucy King แห่ง Oxford University ได้ทดลองใช้ลวดขึงเป็นแนวตรงขอบไร่ที่ช้างแอฟริกามักเข้ามาหาของกิน ลวดนี้เชื่อมต่อกับวงจรที่เมื่อช้างเหยียบเส้นลวด จะส่งเสียงหึ่งๆ คล้ายเสียงบินของผึ้งออกมาจากลำโพง

ผลปรากฏว่าเสียงผึ้งนี้สามารถไล่ช้างได้ดีเยี่ยม เกษตรกรชาวแอฟริกาก็ดีใจกับการทดลองนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะช้างถือเป็นศัตรูพืชที่สำคัญตัวหนึ่ง และช้างแอฟริกาก็มีความก้าวร้าวสูงด้วย การจะออกไปวิ่งไล่มันก็เสี่ยงเกินไป

แม้ช้างแอฟริกาจะมีผิวหนังหนาที่น่าจะปกป้องตัวจากเหล็กไนของผึ้งได้ แต่นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ระหว่างการเผชิญหน้า ผึ้งคงพุ่งการโจมตีไปยังจุดอ่อนของช้าง เช่น ผิวหนังรอบดวงตา หรือ เยื่อบุในโพรงงวง เป็นต้น ช้างถึงได้ยำเกรงเสียงผึ้งอย่างสุดๆ

ที่มา - PhysOrg

ฟัวกราส์ที่ดีต้องมาจากเป็ดที่ไม่อ้วน

เป็นที่เข้าใจกันมานานว่าอาหารฝรั่งเศสสุดหรูอย่างฟัวกราส์ (Foie gras) หรือตับเป็ด (บางทีก็ตับห่าน) คุณภาพเยี่ยมต้องใช้ตับของเป็ดที่อ้วนพีมาเป็นวัตถุดิบ ฟาร์มเลี้ยงเป็ดบางที่ก็จะกรอกยัดข้าวโพดบดเหลวเข้าปากเป็ดด้วยวิธีการที่ค่อนข้างจะทารุณเพื่อขุนเป็ดให้อ้วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จนตับของเป็ดมีขนาดโตกว่าตับเป็ดปกติ 6-10 เท่า

แต่นักวิทยาศาสตร์กลับสังเกตว่าพ่อครัวมักมีปัญหาทุกครั้งกับตับยักษ์จากเป็ดที่อ้วนเกินไปเพราะเมื่อถูกความร้อน ไขมันจากตับเป็ดจะละลายออกมามากจนทำให้เสียรสชาติ นักวิทยาศาสตร์จึงวิเคราะห์โปรตีนในตับเป็ดที่มีขนาดต่างๆ กัน

ผลปรากฏว่า ในตับของเป็ดที่อ้วนผิดปกติ ถุงไขมันในเซลล์จะใหญ่คับที่คับทางไปหมด ขัดขวางกิจกรรมต่างๆ ของเซลล์ตับ เกิดภาวะที่เรียกว่า "liver steatosis" พอเอาไปปรุงอาหารก็จะทำให้ได้ฟัวกราส์ที่ไม่ดี ต่างจากตับของเป็ดสุขภาพดีที่ทำงานปกติ

สรุปการทารุณกรอกอาหารเข้าปากจนเป็ดอ้วกแตกอ้วกแตนนั้นไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย แถมยังเป็นการสูญเปล่าที่ไร้จริยธรรมสิ้นดี

งานวิจัยนี้เผยแพร่ใน Journal of Agricultural and Food Chemistry (DOI: 10.1021/jf203058x)

ที่มา - Science Daily

นักอนุรักษ์เรียกร้องให้ CITES ขึ้นบัญชีคุ้มครองตุ๊กแก

ในสายตาของหลายๆ คน ตุ๊กแกบ้าน (Gekko gecko) อาจเป็นสัตว์น่าเกลียดน่ากลัว แต่เครือข่ายเฝ้าติดตามการค้าสัตว์ป่าอย่าง TRAFFIC มองว่าตุ๊กแกคือสัตว์อีกชนิดที่กำลังเสี่ยงต่อการถูกคุกคามโดยการล่าของมนุษย์

TRAFFIC อ้างว่าปัจจุบันกลุ่มประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีการค้าตุ๊กแกทั้งแบบถูกกฏหมายและผิดกฏหมายอย่างมหาศาล ประชากรของตุ๊กแกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและอาจต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ในการคืนสภาพให้เป็นดังเดิม

เหตุผลที่ทำให้ตุ๊กแกเป็นที่ต้องการของตลาด ได้แก่ ความเชื่อตามแพทย์จีนแผนโบราณที่ว่าลิ้นและเครื่องในตุ๊กแกสามารถรักษาโรคได้สารพัดชนิดตั้งแต่มะเร็งยันโรคเอดส์ เหล้าและยาดองตุ๊กแกก็เป็นเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มพลัง (ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ) นอกจากนี้ยังมีตลาดสำหรับคนที่ชื่นชอบหาซื้อตุ๊กแกไปเป็นสัตว์เลี้ยงอีกด้วย

ประเทศที่ค้าขายและส่งออกตุ๊กแกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน คือ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เชื่อกันว่าในแต่ละปีแค่เกาะชวาที่เดียวก็ส่งออกตุ๊กแกแห้งถึง 1.2 ล้านตัวแล้ว ส่วนเส้นทางการค้าในคาบสมุทรอินโดจีนจะเดินทางจากประเทศไทยและกัมพูชาไปยังประเทศมาเลเซียที่ TRAFFIC เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้าตุ๊กแกของภูมิภาคนี้ ซากตุ๊กแกทั้งแบบแห้งและแบบบดส่วนใหญ่จะไปจบที่จุดหมายปลายทางคือ จีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง

TRAFFIC เรียกร้องให้ Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora (CITES) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการค้าขายสัตว์ป่าและพันธุ์พืชระหว่างประเทศ ขึ้นบัญชีตุ๊กแกให้เป็นสัตว์คุ้มครองเพื่อควบคุมการลักลอบค้าตุ๊กแก หากชื่อของตุ๊กแกได้เข้าไปอยู่ในรายชื่อบัญชีของ CITES ก็จะเป็นการกดดันประเทศต่างๆ ให้เข้มงวดกับมาตรการอนุรักษ์ตุ๊กแกมากขึ้นด้วย

ตุ๊กแกมีบทบาทเป็นผู้ล่าแมลงในระบบนิเวศ ช่วยรักษาสมดุลของห่วงโซ่อาหาร หากเราไม่หันมาช่วยอนุรักษ์ตุ๊กแกวันนี้ ลูกหลานของเราอาจจะรู้จักตุ๊กแกผ่านจากแค่รูปและตัวอักษร

ที่มา - TRAFFIC via Asian Scientist, AP via ABC News, AFP via PhysOrg

ปลาปิรันย่าส่งเสียงเห่าไว้ขู่ศัตรู

ถ้าพูดถึงปลาปิรันย่า ทุกคนคงนึกถึงเขี้ยวแหลมเรียงเต็มปาก นิสัยดุร้าย ฟัดไม่เลือกหน้า แต่คงไม่มีใครนึกถึงว่าปลาปิรันย่าจะส่งเสียงได้ ยกเว้นนักวิทยาศาสตร์สามสหาย Sandie Millot, Pierre Vandewalle และ Eric Parmentier แห่ง University of Liège ในเบลเยียม

พวกเขาสังเกตว่า เมื่อพวกเขาจับปลาปิรันย่าท้องแดง (red-bellied piranhas, Pygocentrus nattereri) มาขึ้นมาจากตู้เลี้ยง มันจะทำเสียงคล้ายกับเสียงเห่าใส่หน้าพวกเขา

ด้วยความสงสัยอยากรู้อยากเห็นว่าทำไมปลาปิรันย่าท้องแดงถึงส่งเสียงเห่า พวกเขาจึงติดตั้งไมโครโฟนใต้น้ำ (hydrophone) ไว้ในตู้ปลา และอัดวิดีโอบันทึกพฤติกรรมของปลาปิรันย่าในตู้ปลา

เมื่อนำเสียงที่อัดได้ไปเทียบกับเวลาของวิดีโอ พวกเขาพบว่าปลาปิรันย่าท้องแดงส่งเสียงในน้ำด้วย และไม่ใช่ทำได้แค่เสียงเดียว มันยังทำเสียงได้แตกต่างกันถึงสามเสียง

Syndicate content