Scientist

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกร่วมลงชื่อบอยคอต Elsevier (...เมื่อมหากาพย์ SOPA ลามถึงวงการวิทยาศาสตร์)

เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่บริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจจัดพิมพ์วารสารวิชาการ (หรือที่เรียกกันว่า "publisher") ถูกตราหน้าจากนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นพวก "หน้าเลือด" เพราะวารสารวิชาการส่วนใหญ่มีราคาแพงมาก ถ้าไม่ใช่เพราะห้องสมุดของมหาวิทยาลัยบอกรับไว้ (subscribe) หรือเป็นทายาทมหาเศรษฐี เหล่านักวิทยาศาสตร์ไส้แห้งทั้งหลายไม่ต้องหวังเลยว่าจะหาบทความวิจัยจากวารสารดังๆ มาอ่านได้ ทั้งที่ค่าดำเนินการและต้นทุนของบริษัทเหล่านี้ (ถูกมองจากสายตานักวิทยาศาสตร์ว่า) ไม่ได้สูงมาก นักวิทยาศาสตร์ส่งบทความตีพิมพ์ก็ต้องจ่ายเงินให้บริษัท ค่าตอบแทนให้คนรีวิวกับคนที่มาเขียนบรรณาธิการก็ไม่ได้แพงเว่อร์ นักวิทยาศาสตร์บางคนยินดีรีวิวให้วารสารโดยไม่รับค่าตอบแทนด้วยซ้ำเพราะจะได้มีผลงานไว้ประดับประวัติตัวเอง

Elsevier คือหนึ่งในบริษัทที่ถูกนักวิทยาศาสตร์เกลียดมากที่สุด เพราะนอกจาก Elsevier จะขายของแพงแล้ว บริษัทนี้ยังมีคดีอีกเยอะแยะ เช่น กรณีในปี 2009 Elsevier Australia ทำวารสารวิชาการปลอมเพื่อเป็นโฆษณาแฝงให้กับบริษัทยา (อ่านเรื่องเต็มๆ ได้จาก The Guardian) หรือ กรณีที่ไปแบนไม่รับตีพิมพ์งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของอิหร่าน 2 มหาวิทยาลัยจนโดนมหาวิทยาลัยอิหร่านแบนคืน คือ ไม่ขอส่งงานเข้าตีพิมพ์และไม่ซื้อวารสารจาก Elsevier (กรณีหลังนี่ต้องมองหลายมุม เพราะส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการต่อต้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย สองมหาวิทยาลัยที่โดนแบนก็มีประวัติรับงานจากรัฐบาลอิหร่าน อ่านเรื่องเต็มๆ ได้จาก IBNA และ บล็อกของ ดร. Fredun Hojabri)

เด็กส่วนใหญ่ชอบวิทยาศาสตร์ แต่ไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์

ทีมวิจัย ASPIRES ที่นำโดย ศ. Louise Archer แห่ง King’s College London ได้รายงานผลการศึกษาสำรวจความเห็นของเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา 9,000 คน และสัมภาษณ์ผู้ปกครองอีกกว่า 170 คนเกี่ยวกับทัศนคติที่มีต่อวิทยาศาสตร์, นักวิทยาศาสตร์, และอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสายวิทยาศาสตร์ (หรือที่เรียกรวมๆ ว่า STEM ย่อมาจาก Science, Technology, Engineering and Mathematics)

ผลการศึกษาระบุออกมาว่าเด็กวัย 10-11 ปีส่วนใหญ่ชอบและสนใจในวิทยาศาสตร์ เด็กๆ มีทัศนคติต่อนักวิทยาศาสตร์ในทางบวก ผู้ปกครองก็เช่นเดียวกัน ครอบครัวส่วนใหญ่ยังสนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในยามว่างอีกด้วยเพราะเห็นว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศและสังคม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทัศนคติที่ดีกลับทำให้เด็กส่วนใหญ่ไม่อยากที่จะประกอบอาชีพนักวิทยาศาสตร์เมื่อโตขึ้น มีเพียง 17% เท่านั้นที่ตอบว่าอยากมีอาชีพเป็นนักวิทยาศาสตร์ เด็กๆ มีความรู้สึกว่านักวิทยาศาสตร์เป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนเก่งๆ ไม่ใช่พื้นที่ที่พวกเขาจะเข้าไปได้ นอกจากนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็เห็นว่าอาชีพที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มีทางเลือกน้อยและทำรายได้ไม่มาก เป็นได้แค่แพทย์, นักวิจัย, หรือครูสอนวิทยาศาสตร์ ครอบครัวจึงอยากเห็นเด็กประกอบอาชีพอื่นที่มีอนาคตมากกว่า

เรื่องทัศนคติของเพศและเชื้อชาติก็มีผลอย่างมาก ผู้ปกครองและเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ยังคงคิดว่าอาชีพนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่อาชีพของผู้หญิง ในมุมมองของผู้ปกครองส่วนใหญ่ วิทยาศาสตร์ควรเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็กผู้ชาย และผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่มองคนในวงการนักวิทยาศาสตร์มีแต่ชาวตะวันตกผิวขาวเพศชาย คนเชื้อชาติอื่นๆ เป็นเพียงส่วนน้อยที่ไม่มีบทบาทสำคัญ

เมื่อเอาผลสำรวจที่ติดตามต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปีมาเทียบดูแนวโน้ม ก็พบว่าในช่วงวัย 10-14 ปี เด็กๆ มีทัศนคติในทางบวกต่อวิทยาศาสตร์ลดลง เป็นไปได้ว่าในช่วงนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อมุมมองของเด็กๆ ในการเลือกประกอบอาชีพสายวิทยาศาสตร์

แม้ว่านี่จะเป็นผลสำรวจจากสหราชอาณาจักร แต่ผมว่าสถานการณ์ในที่อื่นๆ ก็คงไม่ต่างกันมากนัก ผมเองก็สงสัยมานานแล้วว่าทั้งที่ทุกคนชื่นชมวิทยาศาสตร์ แต่ทำไมมีคนอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์น้อยจัง

ที่มา - PhysOrg

สตีเฟน ฮอว์คิง เริ่ม 'พูด' ได้ช้าลง

ศ. สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์อัจฉริยะ (แต่อัจฉริยะแค่ไหนก็ยังไม่เข้าใจผู้หญิงอยู่ดี) กำลังจะสูญเสียความสามารถในการสื่อสารเพียงอย่างเดียวที่เขาเหลืออยู่ไป

ฮอว์คิง เป็นโรค amyotrophic lateral sclerosis (ALS) ตั้งแต่อายุ 21 ปี ทำให้เขาเป็นอัมพาตทั้งตัว กล้ามเนื้อแทบทุกชิ้นในร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ และในปี 1985 ก็ถูกผ่าตัดเอาหลอดลมออกเนื่องด้วยติดเชื้อปอดบวม ทำให้เขาไม่สามารถส่งเสียงเป็นคำพูดออกจากปากได้โดยสิ้นเชิง การ 'พูด' ของเขาจึงต้องอาศัยการขยับกล้ามเนื้อแก้มเพื่อเลือกตัวอักษรบนจอคอมพิวเตอร์ทีละตัวๆ แล้วให้คอมพิวเตอร์สังเคราะห์เสียงพูดออกมา

Judith Croasdell ผู้ช่วยส่วนตัวของ ศ. ฮอว์คิง แสดงความกังวลว่าอัตราความเร็วในการพูด (หรือความเร็วในการขยับแก้ม) ของ ศ. ฮอว์คิง เริ่มช้าลงๆ บางวันอาจต้องใช้เวลาถึง 1 นาทีต่อการพูด 1 คำ

เป็นไปได้ว่ากล้ามเนื้อแก้มของ ศ. ฮอว์คิง คงจะเริ่มเสื่อมลงมากแล้ว ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์กำลังเร่งหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อมาแก้ไขปัญหานี้

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2012 ที่จะถึงนี้ก็จะเป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 70 ของ ศ. สตีเฟน ฮอว์คิง ด้วย โอกาสสำคัญมากเช่นนี้อย่างไรเสียก็ต้องมีการกล่าวสุนทรพจน์ เราคงต้องลุ้นกันว่า ศ. ฮอว์คิง จะกล่าวอะไรในงานประชุมวิชาการที่จัดฉลองครบรอบวันเกิดของเขา และในวันนั้นมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์จะมีการถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ตด้วยที่ http://ctc.cam.ac.uk/hawking70/multimedia.html (ผมคิดว่าคงจะไม่มีเรื่องผู้หญิงแล้วนะ)

ที่มา - The Telegraph

สองศตวรรษที่ผ่านพ้น... กับเกียรติยศที่นักพฤกษศาสตร์หญิงเพิ่งจะได้รับ

สมัยก่อนวงการวิทยาศาสตร์คือดินแดนที่ผู้หญิงแทบจะไม่มีสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เพียงแต่ถูกมองว่าเป็นของแปลกประหลาดเท่านั้น พวกเธอยังถูกกีดกันต่างๆ นานาทั้งจากสังคม, เพื่อนร่วมงาน, และม่านประเพณี

หนึ่งในเรื่องราวชีวิตนักวิทยาศาสตร์หญิงที่น่าสนใจ คือ เรื่องของ Jeanne Baret นักสำรวจและนักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และน่าจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เดินทางรอบโลก

ในปี 1766 ราชนาวีฝรั่งเศสมีประสงค์จะส่งเรือออกไปแล่นสำรวจรอบโลก และเปิดโอกาสให้ Philibert Commerson นักพฤกษศาสตร์ชื่อดังอาศัยขึ้นเรือไปด้วย

Philibert Commerson ได้รับอนุญาตให้เอาผู้ช่วยไปด้วย 1 คน เขาเองก็ไม่รู้จะไปมองหาผู้ช่วยที่ไหนนอกจากเพื่อนคู่ใจ Jeanne Baret ติดอยู่อย่างเดียวที่เธอดันเกิดมาเป็นผู้หญิงและธรรมเนียมในสมัยนั้นก็ไม่ยอมให้ผู้หญิงขึ้นไปเดินเล่นบนเรือสำรวจง่ายๆ

Jeanne Baret จึงต้องปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อให้ได้ขึ้นเรือออกสำรวจโลกกว้าง เธอกับ Philibert Commerson ได้ช่วยกันเก็บตัวอย่างพืชมาศึกษามากมาย ว่ากันว่าเธอคือนักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกคนแรกที่ค้นพบเฟื่องฟ้า (bougainvillea) และเก็บตัวอย่างจากประเทศบราซิลกลับมาแยกแยะ

สตีเฟน ฮอว์คิง บอกว่า "ผู้หญิงเป็นสิ่งลึกลับโดยสมบูรณ์"

สตีเฟน ฮอว์คิง หนึ่งในนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเรา ได้เผยในบทสัมภาษณ์กับเว็บไซต์ New Scientist ว่า "ผู้หญิงเป็นสิ่งลึกลับโดยสมบูรณ์" (complete mystery)

บทสัมภาษณ์นี้มีขึ้นล่วงหน้าก่อนวันคล้ายวันเกิดปีที่ 70 ของ ศ. ฮอว์คิงในวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2012 นี้ (ในวันนั้นมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ก็จะมีการจัดงานประชุมวิชาการในหัวข้อ "The State of the Universe" เพื่อเป็นเกียรติแด่ ศาสดา เอ๊ย ท่านศาสตราจารย์แห่งชาวเราด้วย)

เนื่องจาก ศ. ฮอว์คิง ไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดได้สะดวกนัก เนื่องจากท่านมีปัญหาด้านสุขภาพด้วยโรค amyotrophic lateral sclerosis (ALS) บทสัมภาษณ์จึงเป็นการถาม-ตอบกันสั้นๆ เอากันแต่ประเด็นสำคัญๆ

ผมขออนุญาตแปลบทสัมภาษณ์บางส่วนไว้ดังนี้ (เนื้อความอาจมีดัดแปลงจากต้นฉบับบ้างเพื่อความสะดวกในการแปล)

ศ. สตีเฟน ฮอว์คิง ประกาศหาผู้ช่วยเทคนิคคนใหม่

สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์อัจฉริยะผู้พิการด้วยโรค amyotrophic lateral sclerosis (ALS) กำลังจะประกาศรับสมัครตำแหน่งผู้ช่วยเทคนิค "Graduate Assistant to Professor Hawking" เร็วๆ นี้

ด้วยข้อจำกัดด้านร่างกาย ศ. สตีเฟน ฮอว์คิง จำเป็นต้องใช้ผู้ช่วยในการสื่อสารและช่วยดูแลภารกิจต่างๆ ผู้ช่วยเทคนิครุ่นปัจจุบันก็อยู่มานานแล้ว ทำให้ทางมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ต้องเตรียมหาคนมาทำหน้าที่แทน

หน้าที่งานหลักๆ ได้แก่

  • ดูแลเรื่องการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ

  • พัฒนาและดูแลระบบสังเคราะห์เสียงและการสื่อสารของศาสตราจารย์

  • ดูแลจัดการเก้าอี้รถเข็นไฟฟ้าและรถตู้คนพิการของศาสตราจารย์

  • จัดเตรียมอุปกรณ์และสื่อประกอบการบรรยาย

  • จัดการเรื่องสื่อมวลชน

  • ตอบคำถามสาธารณะและดูแลเว็บไซต์ของศาสตราจารย์

งานนี้มีเงินเดือนตกปีละประมาณ £25,000 แต่ว่าขอบอกไว้ก่อนว่าไม่เกี่ยวกับตำแหน่งผู้ช่วยวิจัย ดังนั้นจึงไม่นับเป็นการศึกษาต่อระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก เป็นงานที่แยกมาโดยเฉพาะเพื่อ ศ. ฮอว์คิง แห่งชาวเรา

ตอนนี้ตัวประกาศรับสมัครยังไม่มีแบบเป็นทางการ มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์จะมีประกาศอย่างเป็นทางการตามมาอีกครั้ง คาดว่าจะเป็นกลางเดือนมกราคม 2012 หากใครคิดว่ามีคุณสมบัติและสนใจงานนี้ก็ขอให้คอยติดตามข่าวสารจากเว็บไซต์ http://www.hawking.org.uk/ กันเอาเอง

ที่มา - Hawking.org.uk via PhysOrg

นักชีววิทยาชื่อดัง Lynn Margulis เสียชีวิตด้วยวัย 73 ปี

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2011 ที่ผ่านมา Lynn Margulis นักชีววิทยาหญิงชื่อดังได้เสียชีวิตลงอย่างสงบที่บ้านพักในรัฐแมสซาชูเซ็ตส์ สหรัฐอเมริกา ด้วยวัย 73 ปี

ผลงานที่สำคัญของ Lynn Margulis คือการเสนอทฤษฎี "Endosymbiotic theory" ที่อธิบายว่าเซลล์ยูคารีโอต (เซลล์ที่มีนิวเคลียส) เกิดจากการที่เซลล์โปรคารีโอต (เซลล์ที่ไม่มีนิวเคลียส) กินเซลล์โปรคารีโอตตัวอื่นเข้ามาแล้วย่อยไม่หมด แม้ว่าแนวคิดนี้จะมีมาก่อนที่เธอจะเสนอเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่เธอเป็นคนแรกที่ใช้หลักฐานทางจุลชีววิทยาระดับเซลล์มาสนับสนุนซึ่งขัดกับประเพณีของงานทางด้านวิวัฒนาการสมัยนั้นที่จะใช้ตัวอย่างทางสัตววิทยาและหลักฐานฟอสซิลมาอธิบาย

Herbert A. Hauptman นักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบลเสียชีวิตแล้ว

Herbert A. Hauptman นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลปี 1985 ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 94 ปี

งานที่สำคัญของเค้าคือ การพัฒนาวิธีประมาณโครงสร้างเชิงโมเลกุลของผลึกโดยตรง ซึ่งเป็นงานในสาขาเคมีที่ได้ Jerome Karle มาร่วมงาน จนได้รางวัลโนเบลร่วมกันในสาขาเคมีไปเมื่อปี 1985

ใจความของผลงานโนเบลชิ้นดังกล่าวคือ การนำทฤษฎีความน่าจะเป็นเข้ามาอธิบายรูปแบบของลำแสงที่ตกกระทบบนแผ่นฟิล์ม X-ray ซึ่งได้จากการยิงลำแสง X-ray ผ่านเข้าไปยังผลึกโมเลกุลที่ต้องการตรวจสอบ ลำแสงที่วิ่งเข้าไปในผลึกจะถูกรบกวนโดยอิเล็กตรอนจนเกิดการเบี่ยงเบนไปในทิศทางต่างๆ (ทำนองเดียวกันกับการทดลองของรูเทอร์ฟอร์ด) เมื่อนำมาคำนวณย้อนกลับจะได้ค่าของมุมที่ปรากฎภายในผลึกโมเลกุล จึงสามารถคาดเดาโครงสร้างเชิงผลึกได้

วิธีนี้ทำให้การศึกษาโครงสร้างฮอร์โมนเป็นไปได้ง่ายขึ้นมาก และส่งผลให้การวิจัยยารักษาโรคก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว นับว่าคนบนโลกหลายพันล้านคนต้องขอบคุณวิธีนี้ที่ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นครับ

ที่มา: The New York Times

นักวิทยาศาสตร์จีนเขม่นกันเอง ไม่พอใจผลรางวัล Lasker

เมื่อปีที่แล้วเราได้เห็นข่าวนักฟิสิกส์ตีกันเพราะรางวัลโนเบล มาปีนี้ก็เป็นเรื่องราวของนักเคมีที่มีเรื่องกันเพราะผลประกาศรางวัลบ้าง แม้ว่าจะไม่ใช่รางวัลโนเบลซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดของนักวิทยาศาสตร์ แต่ชื่อเสียงของรางวัล Lasker ก็ยิ่งใหญ่ระดับโลกเช่นกันโดยเฉพาะในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์

จุดเริ่มต้นของเรื่องคือ ผลรางวัล Lasker-DeBakey Clinical Medical Research Award ปี 2011 นี้ที่มอบให้กับ Tu Youyou นักพฤกษเคมี (phytochemist) วัย 80 ปีแห่ง Academy of Traditional Chinese Medicine ของสาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับการค้นพบ artemisinin ซึ่งเป็นยารักษาโรคมาลาเรียที่มีราคาถูก ช่วยชีวิตคนมากมายโดยเฉพาะผู้ป่วยในประเทศยากจน

นักวิทยาศาสตร์แค่ 15% เชื่อว่าวิทยาศาสตร์กับศาสนาไปด้วยกันไม่ได้

ความขัดแย้งที่ยืนยงที่สุดในประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์คงไม่พ้น "ศาสนา VS. วิทยาศาสตร์" หลายคนคงจะนึกว่านักวิทยาศาสตร์มีมุมมองต่อต้านศาสนากันเกือบทุกคน แต่สถิติที่เปิดเผยโดยทีมวิจัยที่นำโดย Elaine Howard Ecklund แห่ง Rice University ชี้ให้เห็นว่าความจริงนั้นเกือบจะตรงกันข้ามเลยทีเดียว

จากการสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ทั้งสายวิทยาศาสตร์สังคม (social science) และสายวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural science) จำนวน 275 คนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 21 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา พบว่ามีนักวิทยาศาสตร์เพียง 15% เท่านั้นที่เห็นศาสนาเป็นคู่ขัดแย้งตลอดกาลของวิทยาศาสตร์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ๋ (70%) เห็นว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์ขัดแย้งกันเพียงในบางกรณีเท่านั้น และนักวิทยาศาสตร์อีก 15% เห็นว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์ไม่ขัดแย้งกันเลย

ที่น่าสังเกตคือนักวิทยาศาสตร์ที่แสดงจุดยืนว่าตัวเองมีความเชื่อทางจิตวิญญาณในรูปแบบใดแบบหนึ่งมีแนวโน้มที่จะมองว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์ไม่ขัดแย้งกัน

นอกจากนี้งานวิจัยยังสรุปวิธีที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการจัดการความขัดแย้งศาสนา-วิทยาศาสตร์ไว้ด้วยกัน 3 วิธี คือ

  • แปลงคำจำกัดความ "ศาสนา" ให้กว้างขึ้น ครอบคลุมถึงจิตวิญญาณแบบที่ไม่ต้องอิงกับความเชื่อของสถาบันทางศาสนาใดๆ

  • ใช้มุมมองตามแบบที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของศาสนาและวิทยาศาสตร์

  • เถียงกันตรงๆ เลย (ผมเดาว่าวิธีสุดท้ายนี้น่าจะนิยมใน 15% ที่ต่อต้านศาสนานั่นแหละ รวมทั้งผมด้วย)

ในงานวิจัยยังยกตัวอย่างสถานการณ์อึดอัดระหว่างนักวิทยาศาสตร์ที่เผชิญกับความขัดแย้งด้วย เช่น นักชีววิทยาที่ไม่เชื่อในพระเจ้าคนหนึ่งต้องสอนนักศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวิวัฒนาการ เธอก็เลือกวิธีการสอนที่กระทบศรัทธาทางศาสนาของนักศึกษาให้น้อยที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ขัดกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เธอเชื่อ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะเห็นว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์สามารถอยู่ร่วมกันได้ (อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง) ก็ไม่ได้แปลว่านักวิทยาศาสตร์จะยอมให้ศาสนาเข้ามายุ่มย่ามกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ยังไงก็ได้ นักวิทยาศาสตร์เกือบทั้งหมดส่ายหัวไม่เห็นด้วยกับ Creationism และ Intelligent Design ซึ่งเป็นความพยายามทำมาหากินของฝ่ายศาสนาที่จับเอาความเชื่อสุดโต่งแบบเก่าๆ มาย้อมแมวให้ดูเป็นวิทยาศาสตร์

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal for the Scientific Study of Religion (DOI: 10.1111/j.1468-5906.2011.01586.x)

ที่มา - PhysOrg

Syndicate content